มารู้จักกับบรรดา ‘หนังแพง’ ที่ใช้งบประมาณมหาศาลมากที่สุด 16 อันดับ เท่าที่โลกนี้เคยสร้างมากันเถอะ

‘Avatar : The Way of Water’ สุดยอดมาหากาพย์ภาคต่อของ เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ที่เพิ่งลงโรงฉายที่บ้านเรา ใช้เวลาสร้างสรรค์ไปกว่า 13 ปีหลังจากหนัง ‘Avatar’ ภาคแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างสุดยอดขึ้นแท่นหนังในตำนานไปเรียบร้อยด้วยยอดรายรับสูงเป็นอันดับ 1 ของบ็อกซ์ออฟฟิศมายาวนานด้วยตัวเลขถึง 2,923 ล้านเหรียญจากรายได้ทั่วโลก และถึงแม้ ‘Avatar : The Way of Water’ ยังจะไม่เปิดเผยตัวเลขสุดท้ายของงบประมาณในการสร้างอย่างเป็นทางการออกมา แต่ก็เชื่อเหลือเกินว่า ‘Avatar : The Way of Water’ จะเป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย (ถึงแม้จะดูแค่ตัวเลขประมาณการก็เถอะ) 

ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดนั้น เรียกได้ว่าใครทุนหนาทุนสูงก็สามารถจัดจ้างนักแสดง หรือผู้กำกับ, คนเขียนบท, ตากล้องและทีมงานที่มีชื่อชั้น มีผลงานติดอันดับมาใช้งานได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า “หนังแพง” คือ “หนังดี” เพราะมีไม่น้อยเลยที่ใช้ทุนมหาศาลแต่คุณภาพนั้นเข้าขั้นแย่ ถ้านึกภาพไม่ออกจงดูตัวอย่างของ ‘Transformers : The Last Knight’ เป็นสำคัญ เรื่องนี้นับว่าเสียชื่อเสียงขายหน้าไม่เป็นท่า ติดอันดับหนังแย่ไปเลย แม้รายได้ยังกรุบกริบที่กว่า 600 ล้านเหรียญ แต่มันคือหนังที่ทำให้แฟน ๆ กุมหัวกันเป็นแถวพร้อมกับประโยค “อิหยังวะ” กันทั้งโลกมาแล้ว

เราจะพาไปดู 16 อันดับหนังแพงกันว่า โลกใบนี้เคยมีคนใช้เงินมหาศาลไปแค่ไหนกับการทำหนังที่คิดว่าเจ๋ง ๆ สักเรื่องหนึ่ง ซึ่งผลลัพธ์ของบางเรื่องนั้นมันก็ไม่ได้ดีสมค่าของงบประมาณที่ใช้ไป เรียกได้ว่านี่คือ ‘บทเรียนราคาแพง’ อย่างแท้จริง

16. Spider-Man 3 (2007) : 258 ล้านเหรียญ

ผลงานเรื่องสุดท้ายของ แซม ไรมี (Sam Raimi) และเป็นสไปเดอร์แมนในเวอร์ชันของ โทบีย์ แม็คไกวร์ (Tobey Maguire) เรื่องสุดท้ายเช่นกัน โดยร่ำลือกันว่าใช้งบประมาณไปถึง  300 ล้านเหรียญ ซึ่งโซนี่ก็รีบออกมาปฏิเสธว่า “ไม่ถึง 300 ล้านหรอกครับผม แค่ 258 ล้านเหรียญเท่านั้นเองครับ” แต่ก็นับได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ใช้งบประมาณมากที่สุดในโลก ณ ขณะนั้นเลยทีเดียว ส่วนผลตอบรับนั้นได้เงินไปถึง 890 ล้านเหรียญทั่วโลก อยู่ในอันดับที่ 71 ของลิสต์หนังที่รายได้สูงสุดตลอดกาลของบ๊อกซ์ออฟฟิศ แต่เสียงวิจารณ์นั้นเรียกได้ว่านอกจากเทคนิคพิเศษ และเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ในการถ่ายทำที่ได้รับเสียงชื่นชมมากมาย สิ่งอื่นที่เหลือในหนังนั้น ไม่น่าพูดถึงเอาซะเลยจริง ๆ จนเป็นเหตุให้โซนี่ระงับหนังภาคต่อทั้งหมดที่กำลังจะพิจารณาสร้างไปเรียบร้อยโรงเรียนมาร์เวล 

15. Star Wars : The Force Awakens (2015) : 259 ล้านเหรียญ

หนังภาคต่อของมหากาพย์สุดคลาสสิก ผลงานกำกับของ เจ.เจ. อับรามส์ (J.J. Abrams) ซึ่งนับเป็นภาคที่ 7 ในทั้ง 3 ไตรภาค และเป็นปฐมบทของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในหนังอีก 2 ภาคที่เหลือ โดยเล่าเรื่องราวของเหล่า สกายวอล์กเกอร์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ และเปิดตัวตัวละครใหม่ ๆ ที่สำคัญ คือ เรย์ สกายวอล์กเกอร์ : เดซี ริดลีย์ (Daisy Ridley) , โพ โดเมรอน : โอสการ์ อิซาอัก (Oscar Isaac) และ ฟินน์ : จอห์น โบเยก้า (John Boyega) ที่จะมาเกี่ยวข้องกับวังวนแห่งฟอร์ซ และบรรดาอัศวินเจไดที่ร่ำลือกันว่าได้ล้มหายตายจากจักรวาลอันไกลโพ้นมานานมากแล้ว หนังใช้เงินไปกับเทคนิคพิเศษมากมาย ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ และแฟนพันธุ์แท้ลิเกอวกาศ กวาดรายได้ทั่วโลกไปถึงกว่า 2,000 ล้านเหรียญ ติดอันดับ 4 อยู่ในบ๊อกซ์ออฟฟิศ และแม้ภาค 8-9 เนื้อเรื่องจะออกทะเลไปไกลจนแฟนพันธุ์แท้หลายคนยังส่ายหัว แต่อย่างไรก็ตาม ‘Star Wars : The Force Awakens’ ก็นับว่าเป็นการเปิดฉากไตรภาคสุดท้ายได้อย่างสมศักดิ์ศรีเลยทีเดียว

14. The Lion King (2019) : 260 ล้านเหรียญ

หนังรีเมกของ จอน แฟฟโรว์ (Jon Favreau) หลังจากที่ไปกำกับ ‘The Jungle Book’ ในปี 2016 แล้วปังเปรี้ยงกวาดเงินไปเกือบ 1,000 ล้านเหรียญจนติดอันดับ 55 ของบ๊อกซ์ออฟฟิศอยู่ในขณะนี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่ ‘The Lion King’ ของเขาจะทำเงินไปถึง 1,100 ล้านเหรียญ ติดอันดับ 39 สูงกว่า ‘The Jungle Book’ ถึง 16 ลำดับเลยทีเดียว ‘The Lion King’ นั้นคับคั่งไปด้วยนักแสดงชั้นยอด และบทภาพยนตร์ดั้งเดิมที่ดีมาก ๆ อยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจที่ดิสนีย์เปิดไฟเขียวให้ทางเดินสะดวกของหนังเรื่องต่อไปที่จะต่อยอดจากเรื่องราวของ ‘The Lion King’ ไม่ว่าจะเป็นหนังภาคต่อ (Sequel)  หรือหนังที่อ้างอิงถึงเรื่องราวก่อนหน้า (Prequel) ซึ่งทางผู้กำกับชื่อดังอย่าง แบร์รี เจนกินส์ (Barry Jenkins) เจ้าของผลงานหนัง LGBT ‘Moonlight’ อันโด่งดัง จนทำให้ตัวเขาโดนตั้งข้อสงสัย และกล่าวหาว่าเป็นเกย์มาแล้ว เพราะทำหนังออกมาได้โดนใจบรรดาพหุวัฒนธรรมเพศอย่างแรง เคยออกมาเปิดเผยถึงโปรเจกต์ ‘Mufasa : The Lion King’ ของเขาจะได้ฤกษ์ลงโรงปี 2027 แฟน ๆ โปรดรออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยครับ 

13. Tangled (2010) : 260 ล้านเหรียญ

แอนิเมชันตลกร้ายเล่าเรื่องของเจ้าหญิงราพันเซลจากดิสนีย์ ผลงานสร้างด้วยเทคนิคพิเศษของดิสนีย์ในขณะนั้น (อีกแล้วครับท่าน) โดยผสมผสานการใช้งาน CGI กับเทคนิคในการทำอนิเมชันแบบออริจินัล จึงทำให้เม็ดเงินในการทำงานนั้นสูงเป็นประวัติการณ์ และจัดให้เป็นอนิเมชันที่ใช้เงินไปมากที่สุด ณ ตอนนั้น หนังทำออกมาได้ดี ได้รับคำชมมากมาย กวาดเงินไป 593 ล้านเหรียญ ก็ยังถือว่ากำไรดีใช้ได้

12. Star Wars : The Last Jedi (2017) : 262 ล้านเหรียญ

ลิเกอวกาศภาคที่ 8 ต่อยอดความสำเร็จมาจากภาคที่ 7 ‘Star Wars : The Force Awakens’ ซึ่งทำเอาไว้ได้อย่างดี ได้ทั้งเงินทั้งกล่อง และถึงแม้ว่า ‘Star Wars : The Last Jedi’ จะโดนตำหนิเรื่องบทของ ลุค สกายวอล์กเกอร์ ที่ออกจะแปลก ๆ ไปจากเส้นเรื่องดั้งเดิมอยู่ไม่น้อยโดยส่วนนี้เป็นความรับผิดชอบของ ไรอัน จอห์นสัน (Rian Johnson) นักเขียนบท ที่ใส่บทบาทแปลก ๆ ให้ลุค อย่างที่เราเห็นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ‘Star Wars : The Last Jedi’ ทำรายได้ไปถึงกว่า 1,300 ล้านเหรียญ และติดอยู่อันดับ 16 ของบ๊อกซ์ออฟฟิศ หนังเรื่องนี้จึงจัดอยู่ในประเภท “ประสบความสำเร็จอย่างสูง” ของลูคัสฟิล์มไปเรียบร้อยลุงจอร์จมันยอดมาก 

11. Batman v Superman : Dawn of Justice (2016) : 263 ล้านเหรียญ

แม้จะใช้เงินไปมากกว่า แต่ก็หาใช่ว่าหนังจะดีกว่าไม่ หนังเรื่องนี้ใช้เงินไปมากกว่า ‘Aquaman’ และ ‘Wonder Woman’ มากมายนัก แต่ผลตอบรับที่กลับมาถึงจะไม่ขี้เหร่ โดยทำเงินได้ถึง 873 ล้านเหรียญ แต่ก็นับว่าเป็นรองหนังที่ทุนน้อยกว่าทั้ง 2 เรื่องข้างต้นอยู่โขเลยทีเดียวเมื่อเทียบกันตามสัดส่วนของเงินลงทุน ( ‘Aquaman’ ใช้เงินไป 160 ล้านเหรียญ ได้กลับมารวยเละเทะที่ 1,160 ล้าน อยู่อันดับ 25 ส่วน ‘Wonder Woman’ ลงทุนไป 149 ล้าน ถอนทุนบวกกำไรได้ถึง 822 ล้านเหรียญ อยู่ที่อันดับ 89 ) กระแสหนังก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้าง ไม่ค่อยได้รับการพูดถึงบ่อยเท่าไรนัก ว่ากันว่าสิ่งที่แฟน ๆ แฮปปี้ที่สุดจากหนังเรื่องนี้คือได้เห็น เฮนรี แควิลล์ (Henry Cavill), เบน แอฟเฟล็ก (Ben Affleck), กัล กาด็อท (Gal Gadot) มาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันเสียที 

10. John Carter (2012) : 264 ล้านเหรียญ

นี่คือหนังอีกเรื่องหนึ่งของดิสนีย์ที่เข้าข่าย “บทเรียนราคาแพง” แบบไร้ข้อสงสัย เพราะทำรายได้จนถึง ณ วันนี้ไปเพียง 285 ล้านเหรียญเท่านั้น โครงการสวยหรูของดิสนีย์ ที่จะสร้าง ‘John Carter’ ให้ครบทุกภาคทุกตอนนั้นจึงล่มสลายลงไปโดยปริยาย ไม่ได้ผุดได้เกิดกันเลย จริง ๆ หนังไม่ได้แย่ แต่การโปรโมทมีปัญหา ทำให้คนเข้าใจแนวหนังผิดทาง จากหนังไซไฟ กลายเป็นหนังคนเถื่อนไป ซึ่งหลังจากหนังลาโรงและกลายเป็นหนังแผ่น หนังสตรีมมิ่ง ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชม

9. Star Wars : The Rise of Skywalker (2019) : 275 ล้านเหรียญ

เป็นหนังที่ใช้เงินเยอะที่สุดในไตรภาคสุดท้าย ปิดจบมหากาพย์สงครามแห่งดวงดาวอย่างสวยงามไปด้วยรายได้ที่ต่ำที่สุดในไตรภาคเช่นกัน แต่ก็ทำไปได้ถึงกว่า 1,000 ล้านเหรียญ ติดอันดับที่ 35 ในบ๊อกซ์ออฟฟิศ อนึ่ง รายได้อาจจะเพิ่มได้มากกว่านี้ถ้าหากไม่มีวิกฤติของ COVID-19 ! 

8. Solo : A Star Wars Story (2018) : 275 ล้านเหรียญ

หนังภาคแยกของมหากาพย์ ‘Star Wars’ ที่เกือบเจ๊ง หนังบอกเล่าเรื่องราววีรกรรม วีรเวรของ ‘ฮัน โซโล’ ในวัยหนุ่ม และเป็นหนังที่ทำสถิติรายได้ต่ำสุดในบรรดาหนังในแฟรนไซส์โดยทำไปได้เพียง 393 ล้านเหรียญจากทั่วโลกเท่านั้น และจากความบ้อท่าครั้งนี้ ทำให้ลุงจอร์จ และชาวคณะลูคัสฟิล์มหันมาสนใจกับการทำซีรีส์ลง Disney+ มากขึ้น และดูเหมือนว่ากำลังจะไปได้ดี ต้องขอบคุณ ‘Andor’ และ  ‘The Mandalorian’ ณ ที่นี้ด้วยครับ ลุงจอร์จไม่ได้กล่าว 

7. Justice League (2017) : 300 ล้านเหรียญ

‘เจ็บแล้วไม่จำ’ ยังใช้ได้ดีเสมอในทุก ๆ สังคมและทุกวงการ Warner Bros ละลายเงินไปกับ ‘Justice League’ 300 ล้าน กับความคาดหวังที่สูงส่ง แต่ก็ผิดหวังหล่นลงมาดังตุ้บ!  เมื่อแฟน ๆ ไม่ปลื้มที่มารู้ว่านี่ไม่ใช่เจตนารมณ์ของ แซ็ก สไนเดอร์ (Zack Snyder) ตั้งแต่แรก แต่ก็ทำเงินไปถึง 657 ล้านเหรียญ จนเป็นเหตุให้มี ‘Snyder Cut’ ออกมากู้หน้าอีกเวอร์ชันลงจอ HBO Max และหนังก็ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ได้รับคำชมเชยมากกว่าเวอร์ชันก่อนหน้าเสียอีก

6. Pirates of the Caribbean : At World’s End (2007) : 300 ล้านเหรียญ

หนังภาค 3 ของเฟรนไซส์โจรสลัดมาดกวน ที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 960 ล้านเหรียญ และขึ้นแท่นเป็นหนังที่ได้เงินมากที่สุดแห่งปี 2007 เลยทีเดียว นี่คืออีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึง “ความคุ้มค่าในการลงทุน” ได้ทั้งเงิน และกล่องมากมาย สมใจทั้งแฟน ๆ และนายทุน วิน-วิน ครับ 

5. Avengers: Infinity War (2018) : 325 ล้านเหรียญ

ติดอันดับที่ 5 ของบ็อกซ์ออฟฟิศด้วยรายได้รวมถึง 2,050 ล้านเหรียญ และยังทำสถิติเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโรเรื่องแรกที่โกยเงินเกิน 2,000 ล้านเหรียญอีกด้วย ท่ามกลางกระแสที่มีออกมาตอนนั้นว่าหนังซุปเปอร์ฮีโรถึงเวลาเสื่อมถอยแล้ว แต่ดูจากตัวเลขแล้วมันไม่ใช่!! และ ณ วันนี้ ก็ยังไม่ใช่อยู่ดี จงดู ‘Black Panther : Wakanda Forever’ อ้างอิงประกอบความปังที่กำลังพุ่งอย่างไม่หยุดไม่รู้จะฉุดยังไง รายได้รวม กว่า 300 ล้านเหรียญทั่วโลกไปแล้ว และอย่าลืมว่าโลกของเราเพิ่งจะฟื้นตัวหลังการระบาดของ COVID-19 ขอเวลาให้หนังดี ๆ อีกสักหน่อย แล้วมาคอยลุ้นความเฟื่องฟูของวงการหนังกันอีกครั้งในเร็ววันนี้

4. Avengers : Endgame (2019) : 356 ล้านเหรียญ

ตอกย้ำความสำเร็จแบบเอาสิบทานอสมาดีดนิ้วพร้อมกันก็หยุดไม่อยู่ กับรายได้ทั่วโลก 2,798 ล้านเหรียญ ติดอันดับ 2 ของบ๊อกซ์ออฟฟิศ เป็นรองก็แค่ ‘Avatar’ เท่านั้น ด้วยระยะห่างระหว่างอันดับเพียง 200 ล้านเหรียญ จากเหตุเหล่านี้ที่เกิดขึ้นกับหนัง MCU เราจึงได้ดูหนัง MCU มากมายจนถึงทุกวันนี้ และอาจจะตลอดไปชั่วลูกชั่วหลานก็เป็นได้ 

3. Avengers : Age of Ultron (2015) : 365 ล้านเหรียญ

ใช้เงินไปมหาศาลกับการออกกองไปยังโลเคชันต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงเทคนิคพิเศษทั้งหลายทั้งปวง วิชวลเอฟเฟกต์ชั้นยอด หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีล่าสุดของ CGI ที่นำมาใช้นั้นล้ำหน้าคนอื่นอยู่เสมอ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมถึงละลายเงินไปได้มากมายขนาดนี้ แต่ผลตอบรับที่ 1,402 ล้านเหรียญทั่วโลก ติดอันดับ 13 ของบ๊อกซ์ออฟฟิศ ทำให้ MCU พัฒนาเทคนิค”เงินต่อเงิน”นี้มาตลอด ต่อยอดไปจนถึงปัจจุบัน และทำได้ดีสุดยอดเสียด้วย แฟน ๆ จึงไม่ลังเลที่จะควัก “เงิน” ซื้อตั๋วไปดูหนังที่ใช้ “เงิน” มหาศาลสร้างกัน

2. Pirates of the Caribbean : On Stranger Tides (2011) : 379 ล้านเหรียญ

เคยขึ้นแท่นเป็นหนังที่ใช้เงินลงทุนมากที่สุด แต่มาปีนี้มีแนวโน้มว่าจะตกอันดับเสียแล้ว กับการกลับมาของ ‘Avatar : The Way of Water’ ที่ยังคงสรุปรายจ่ายมหาศาลบานเบอะได้ไม่ลงตัวเสียที แต่ก็คาดกันไว้ว่า หนังของลุงเจมส์เรื่องนี้ จะล้มแชมป์เก่าอย่าง ‘Pirates of the Caribbean: On Stranger Tides’ ลงได้แน่นอน หนังโจรสลัดภาคนี้หมดเงินไปกับเทคนิคการถ่ายทำเสียเยอะ เพราะใช้กล้อง 3 มิติแบบเดียวกับที่ลุงเจมส์ใช้ใน ‘Avatar’ และใช้ทีมงานในการสร้างวิชวลเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ถึงกว่า 10 ทีม นับว่าเป็นงานช้างในสมัยนั้นจริง ๆ ถึงจะลงทุนสูงแต่ได้กลับมา 1,045 ล้านเหรียญ และครองตำแหน่งภาพยนตร์รายได้สูงสุดอันดับ 3 แห่งปีพ่วงมาอีก แบบนี้ถ้านายทุนไม่ยิ้มก็ไม่ไหวนะครับ

1. Avatar : The Way of Water (2022) : 350-400 ล้านเหรียญ

มาถึงว่าที่แชมป์ละลายทรัพย์เรื่องใหม่ล่าสุดกัน กับ ‘Avatar : The Way of Water’ การกลับมาที่ยิ่งใหญ่ของคาเมรอน ที่หายไปซุ่มพัฒนาและสร้างสรรค์อยู่ถึง 13 ปีก่อนจะออกมาฉายลงโรงให้แฟน ๆ ปลื้มปริ่มไปเรียบร้อย ตัวเลขต่าง ๆ เปิดเผยได้เพียงการคาดคะเนเท่านั้น เพราะรายจ่ายที่ยังไม่ได้นำมารวมอย่างเป็นทางการนั้นมีอีกมากมายมหาศาล ทางทีมงานจึงแจ้งว่ายังไม่สามารถสรุปได้ในเร็ววันนี้ แต่อย่างไรก็ดี แนวโน้มที่ ‘Avatar : The Way of Water’ จะขึ้นแท่นแชมป์ละลายทรัพย์นั้นสดใสอยู่มากเลยทีเดียว เพราะโปรดักชันสไตล์ลุงเจมส์นั้น ต้องใหญ่โตมโหฬารเท่านั้น

แต่ดูจากรายได้ภาคแรกที่ติดอันดับ 1 หนังทำเงินมากที่สุดในโลกตลอดกาลแล้ว คิดว่าหนังภาคนี้คงจะทำรายได้ไม่หนีกันสักเท่าไร เรามาคอยลุ้นกัน หนังเข้าฉายแล้วในบ้านเราเชิญแฟน ๆ ไปดูกันได้ที่โรงหนังใกล้บ้านคุณ บางท่านอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่าทำไมไม่เห็น ‘Avatar’ ภาคแรก นั่นเพราะหนังใช้เงินไปเพียง 237 ล้านเหรียญเท่านั้น จึงไม่ติดอันดับแต่อย่างใด ติดอันดับแค่หนังทำเงินได้มากที่สุดในโลกด้วยตัวเลข 2,922 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง มาคอยลุ้นกันว่าอีก 10-20-30 ปีข้างหน้าจะมีโอกาสแตะ 3,000 ล้านไหม

อ้างอิง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก