Connect with us

What The Fact

ย้อนดู 14 สาวในอดีตของจอห์นนี่ เด็ปป์

ในฐานะดาราแถวหน้าของฮอลลีวู้ดที่ผลงานเขาได้รับความนิยมต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุค 80s มีผลงานฮิตบ้างคว่ำบ้างมาแล้วทั้งหมดกว่า 80 เรื่อง และในวัย 53 ปีก็ยังคงมีผลงานต่อเนื่องไปได้อีกนาน แต่ในด้านชีวิตส่วนตัว พระเอกรุ่นเดอะรายนี้ก็มีชื่อเสียงในด้านหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่ใช้สาว ๆ เปลืองมาก ทั้งคบจริงคบเล่น คบนาน คบชั่วคราว เฉพาะที่มีหลักฐานว่าคบกันก็นับนิ้วไม่พอแล้วถึง 13 คน นับถึง แอมเบอร์ เฮิร์ด รายล่าสุดที่มีข่าวฟ้องร้องกันจนเป็นข่าวฉาวโฉ่ แต่ถ้านับรวมที่เป็นข่าวลือแต่ไม่มีหลักฐานก็จะนับได้ถึง 25 คน แล้วแต่ละคนนี่ไม่มีระดับไก่กาเลยนะ ถ้าไม่ใช่นางเอกแถวหน้าก็ซูเปอร์โมเดลล้วน ๆ ช่างน่าอิจฉาเสียจริง เอ้า เรามาไล่ดูสาว ๆ ของป๋าแกซิว่าตั้งแต่เข้าวงการฮอลลีวู้ดมานี่คบใครมาบ้าง

Published

on

ในฐานะดาราแถวหน้าของฮอลลีวู้ดที่ผลงานเขาได้รับความนิยมต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุค 80s มีผลงานฮิตบ้างคว่ำบ้างมาแล้วทั้งหมดกว่า 80 เรื่อง และในวัย 53 ปีก็ยังคงมีผลงานต่อเนื่องไปได้อีกนาน แต่ในด้านชีวิตส่วนตัว พระเอกรุ่นเดอะรายนี้ก็มีชื่อเสียงในด้านหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่ใช้สาว ๆ เปลืองมาก ทั้งคบจริงคบเล่น คบนาน คบชั่วคราว เฉพาะที่มีหลักฐานว่าคบกันก็นับนิ้วไม่พอแล้วถึง 13 คน นับถึง แอมเบอร์ เฮิร์ด รายล่าสุดที่มีข่าวฟ้องร้องกันจนเป็นข่าวฉาวโฉ่ แต่ถ้านับรวมที่เป็นข่าวลือแต่ไม่มีหลักฐานก็จะนับได้ถึง 25 คน แล้วแต่ละคนนี่ไม่มีระดับไก่กาเลยนะ ถ้าไม่ใช่นางเอกแถวหน้าก็ซูเปอร์โมเดลล้วน ๆ ช่างน่าอิจฉาเสียจริง เอ้า เรามาไล่ดูสาว ๆ ของป๋าแกซิว่าตั้งแต่เข้าวงการฮอลลีวู้ดมานี่คบใครมาบ้าง

1. ลอรี แอน แอลลิสัน

แต่งงานครั้งแรกปี 1983 ในวัยเพียง 20 ปี

ภรรยาตามกฎหมายคนแรกของป๋าเด็ปป์ ลอรี เป็นช่างแต่งหน้า เข้าพิธีแต่งงานกันเมื่อเด็ปป์เพิ่งอายุ 20 ปี ส่วนลอรี อายุ 25 ทั้งคู่แต่งงานกันในไมอามี 1983 แล้วก็หย่ากันใน 2 ปีต่อมา วันที่ เด็ปป์ โดนแอมเบอร์กล่าวหาว่าโดนเด็ปป์ทำร้ายร่างกาย ลอรี ก็ออกมาแก้ต่างให้อดีตสามีว่าเด็ปป์เป็นผู้ชายที่ไม่มีทางที่จะลงไม้ลงมือกับผู้หญิง

2.เจนนิเฟอร์ เกรย์

เจนนิเฟอร์ เกรย์

รายนี้เป็นนางเอกฮอตมากจากหนังเต้นรำ Dirty Dancing (1987) ด้วยภาพลักษณ์สาวใสและมีเอกลักษณ์กับผมทรงหยิกหยอย แต่เธอก็มีผลงานดังแค่เรื่องเดียว ช่วงที่ฮอต ๆ นั้นก็มีผู้พบเห็นว่าเธอควงอยู่กับจอห์นนี่ เด็ปป์ และมีข่าวลือว่าทั้งคู่หมั้นกันเสียด้วย แต่ก็เป็นช่วงสั้น ๆ เพราะทั้งคู่ก็แยกทางกันในปีถัดมา

3.ฮอลลี่ โรบินสัน พีต

กับฮอลลี โรบินสัน พีต

เบื่อแล้วพวกสาวผิวขาว เปลี่ยนแนวบ้างดีกว่า เด็ปป์ มาเล่นหนังทีวีซีรีส์ “21 Jump Street” แล้วก็มาติดใจสาวผิวสี ฮอลลี่ ที่ร่วมแสดงกับเขา ทั้งคู่พบรักกันในปี 1987 แต่ก็ไม่ถึงขั้นคบกันจริงจัง แค่เล่น ๆ ขำ ๆ

4. เชอริลีน เฟนน์

เชอริลีน เฟนน์

รายนี้สวยมากเพราะเธอดังมาจากหนังเซ็กซี่ Two Moon Junction (1988) เด็ปป์พบเธอในห้องเรียนวิชาภาพยนตร์ กับเชอริลีน ชีวิตรักกับเชอริลีนนี่ค่อนข้างหวานแหววจริงจัง ขนาดว่ามีคนสังเกตเห็นฉากหนึ่งในหนัง Platoon (1986) ว่าบนหมวกทหารของจอห์นนี่ เด็ปป์ เขียนชื่อเชอริลีนไว้ด้วย ทั้งคู่คบกันจริงจังถึงขนาดว่าเชอริลีนได้สวมแหวนหมั้นแล้วด้วย แต่ความรักของทั้งคู่ก็มีอายุแค่เพียง 3 ปีครึ่ง

5. วิโนนา ไรเดอร์

รายนี้พบกันในหนังดัง Edward Scissorhands (1990) เด็ปป์ รักจริงรักจังอีกแล้ว ถึงขนาดว่าสักคำว่า “winona forever” บนต้นแขนขวา แต่ความรักก็จืดจางลงในปี 1993

6. เทรซี่ ลอร์ด

เทรซี่ ลอร์ด

รายนี้เป็นนางเอกหนังเอ็กซ์ชื่อดังในยุค 80s ครับ เธอตื่นเต้นมากที่ได้เดตกับซูเปอร์สตาร์อย่างจอห์นนี่ เด็ปป์ ถึงขั้นเขียนเรื่องของเธอกับเด็ปป์ลงในหนังสือชีวประวัติของเธอ ความตอนหนึ่งว่า “ฉันกังวลเสมอว่า เด็ปป์คาดหวังอะไรกับฉัน เขาจะคิดว่าจากอาชีพของฉัน ฉันจะต้องเก่งเลิศเวลาอยู่บนเตียงขนาดนั้นไหม แล้วนาทีที่เขาขึ้นเตียงมานอนอยู่ข้าง ๆ ฉัน เด็ปป์ส่งสายตาแล้วยิ้มให้ แล้วยิ่งเขาเลื่อนตัวมาใกล้ฉันก็ยิ่งวิตกกังวลไปหมดแล้ว……..” พอ ๆ สำหรับเทรซี่ จบแค่นี้นะ

7.แทลลี่ ชาแนล

แทลลี่ ชาแนล

รายนี้เป็นนางเอกหนังเกรดบี เธอได้ไปร่วมงานเปิดตัวหนัง Die Hard 2 (1990) และได้พบกับจอห์นนี่ เด็ปป์ในงานนี้ หลังจากงานนี้ทั้งคู่ก็ยังนัดพบกันเนือง ๆ แทลลี่ ไปทานอาหารจีนที่บ้านเด็ปป์อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นคบหากันจริงจัง

8.จูเลียตต์ ลูวิส

จูเลียตต์ ลูวิส

พบกับเด็ปป์ในหนัง What’s Eating Gilbert Grape (1993) กับจูเลียตต์ นี่ก็จริงจังนะ ถึงขั้นหมั้นกันอีกแล้ว แต่ก็คบกันได้เพียงแค่ช่วงสั้น ๆ

9. ทัตจานา พาทิตซ์

ทัตจานา พาทิตซ์

ซูเปอร์โมเดลสัญชาติเยอรมัน มีข่าวว่าทั้งคู่เดตกันช่วงระยะสั้น ๆ ในช่วงต้น ๆ 90s แต่ทัตจานา ก็ไม่เคยให้ข่าวหรือยอมรับในเรื่องนี้ แม้กระทั่งทุกวันนี้

10. เอลเลน บาร์กิน

เอลเลน บาร์กิน

นี่คือสาวรุ่นใหญ่สุดที่เด็ปป์เคยควงด้วย เพราะเธอแก่กว่าเด็ปป์ถึง 9 ปี ป้าเอลเลน ควงกับเด็ปป์ ในปี 1994 ช่วงนั้นเอลเลน แยกกันอยู่กับสามี แกเบรียล เบิร์น แต่ยังไม่หย่ากัน เด็ปป์ กับ เอลเลน ออกงานด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เป็นแค่ช่วงสั้น ๆ

11.เคต มอสส์

กับ เคต มอสส์ ที่เด็ปป์กลายเป็นรักฝังใจของเธอ

ซูเปอร์สตาร์ชื่อดังแห่งยุค 90s กับเคต เป็นความสัมพันธ์ที่จริงจังและยาวนานถึง 4 ปีแม้อายุจะห่างกันถึง 11 ปี ตอนนั้นเด็ปป์ 31 ส่วนเคต เพิ่งอายุ 20 ทั้งคู่เป็นเป้าสายตาของช่างภาพอยู่ตลอด เพราะสไตล์การเที่ยวกลางคืนที่ทั้งคู่ชอบเหมือนกัน ความสัมพันธ์กับเด็ปป์เป็นความทรงจำที่ดีต่อเคต เธอให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร แวนิตี้แฟร์ ในปี 2012 ว่า “ไม่มีใครดูแลเอาใจใส่ฉันได้เท่ากับทีเด็ปป์เคยทำ ฉันทุ่มเทให้กับเขามากเชื่อใจเขามาก จนวันที่เขาจากไป มันเปรียบเสมือนฝันร้าย ฉันร้องไห้แล้วร้องไห้อีกอยู่นานนับปี”

12. นาโอมิ แคมพ์เบล

นาโอมิ แคมป์เบล

หลังจากแยกทางกับซูเปอร์โมเดลผิวขาว ก็มาควงกับซูเปอร์โมเดลผิวสีบ้าง กับนาโอมิ นั้น เด็ปป์ก็ควงอยู่แค่ช่วงสั้น ๆ ในปี 1998

13. วาเนสซา พาราดิส

วาเนสซา พาราดิส คู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันนานที่สุด

ยังคงสไตล์ชอบซูเปอร์โมเดล วาเนสซา เป็นคนที่ทำให้ป๋าเด็ปป์ถอดเขี้ยวเล็บ เธอคือภรรยาที่คบกันจริงจังและยาวนานที่สุด วาเนสซา เป็นซูเปอร์โมเดลชาวฝรั่งเศส และเป็นนักร้องด้วย เธอร่วมชีวิตกับเด็ปป์ยาวนานถึง 14 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน ลิลี่ โรส เด็ปป์ ปัจจุบันอายุ 17 ปีเป็นนางแบบตามแม่ ส่วนน้องชายชื่อแจ๊ควัย 15 ปี ชีวิตคู่ดูจะราบรื่นดีตามที่เห็นออกสื่อ แต่ความเป็นจริงความสัมพันธ์เริ่มระหองระแหงในช่วง 2 ปีให้หลัง ก่อนจะแยกทางกันเด็ดขาดในปี 2012

14. แอมเบอร์ เฮิร์ด

แอมเบอร์ เฮิร์ด สาวคนล่าสุด และน่าจะเป็นฝันร้ายของเด็ปป์

และคนนี้ล่ะคือสาเหตุของความร้าวฉานในครอบครัว เด็ปป์ ไปหลงเสน่ห์แอมเบอร์ในกองถ่าย The Rum Diary เมื่อปี 2009 แล้วก็เดตด้วยกันเรื่อยมา ก่อนจะแยกทางกับวาเนสซา จริงจังในปี 2012 พอปี 2013 เด็ปป์ก็หมั้นกับ แอมเบอร์ แถมยังตั้งชื่อหาดบนเกาะส่วนตัวในบาฮามัส ตามชื่อเธออีกด้วย ทั้งคู่แต่งงานกันใน กุมภาพันธ์ 2015 แล้วชีวิตแต่งงานก็อายุสั้นเพียง 15 เดือน ก็จะจบด้วยการเป็นข่าวดังเมื่อ แอมเบอร์ เฮิร์ด ฟ้องหย่าในเดือน พฤษภาคม ปี 2016

ปิดท้ายด้วยภาพ ลิลี่ โรส เด็ปป์

จบไปแล้ว 14 ราย หลังจากแอมเบอร์ ก็ผ่านมา 1 ปีแล้ว เด็ปป์ ก็ยังไม่มีข่าวกับสาวหน้าใหม่ สงสัยจะยังขยาดกับคดีฟ้องร้องจากแอมเบอร์ อยู่กระมัง เพราะคดีทำร้ายร่างกายค่อนข้างจะมีผลกระทบกับภาพพจน์พระเอกขาวสะอาดที่เล่นแต่หนังดิสนีย์ในยุคหลัง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
 

What The Fact

[รีวิว]Destiny:The Tale Of Kamakura : คามาคูระเมืองแห่งความสนุกสนาน

Published

on

ความน่าสนใจของหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้คือเป็นการร่วมมือกันครั้งที่ 2 ของผู้กำกับ ยามาซากิ ทาคาชิ และ นักเขียน เรียวเฮ ไซงัง เพราะผู้กำกับยามาซากิ เคยเอาผลงานเรื่องก่อนหน้าของเรียวเฮ มาดัดแปลงเป็น Always Sunset on Third Street หนังไตรภาคที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้รวมไปถึง 26 ล้านเหรียญ แถมยังกวาดรางวัล JAPAN ACADEMY FILM PRIZE ที่เปรียบได้กับออสการ์ของญี่ปุ่นไปถึง 12 รางวัล มาวันนี้ผู้กำกับก็หยิบเอา “Kamakura Monogatari” การ์ตูนเรื่องยาวของ เรียวเฮ ไซงัง มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง ต้นฉบับนั้นเป็นการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมาก ทำยอดขายรวมไปถึง 10 ล้านเล่ม และเขียนออกมาแล้วถึง 34 เล่ม

หน้าปกฉบับมังงะ

ตัวเอกในหนังสือของ เรียวเฮ ยังคงเป็นนักเขียนไส้แห้งเช่นเคย รอบนี้เป็นเรื่องของ อาจารย์อิชชิกิ มาสะกาซุ นักเขียนนิยายระดับหางแถว ที่พำนักอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ คามาคูระ หนังเริ่มเหตุการณ์ช่วงที่อิชชิกิ เพิ่งได้แต่งงานกับ อากิโกะ โนกิ สาวน้อยที่อายุอานามห่างกันอยู่มาก ความน่าสนใจของเรื่องอยู่ที่เมืองคามาคูระนี่ล่ะ สมกับชื่อเรื่อง The Tale Of Kamakura เมืองนี้เป็นโลกมหัศจรรย์ตามจินตนาการแฟนตาซีของผู้เขียนที่คามามูระนั้น มนุษย์ ปีศาจ เทพ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คนดูอยู่ในสถานะเดียวกับอากิโกะ คือเป็นคนต่างถิ่นได้เข้ามาพบกับชีวิตมหัศจรรย์ของคามาคูระ ไปไหนมาไหน ก็เจอเทพ เจอปีศาจ เดินถนน นั่งตามร้านอาหารกันดูเป็นเรื่องราวปกติ แม้กระทั่งคนตายไปแล้วก็ยังกลับมาเดินถนนทักทายพูดคุยกันไม่อย่างเคอะเขิน

 

ตอนทีได้ดูตัวอย่างหนัง เข้าใจไปว่าเป็นเรื่องราวรักข้ามภพ เมื่ออากิโกะตายไปแล้วต้องเดินทางไปยมโลก อิชชิกิไม่ยอมรับที่โชคชะตาเล่นตลกกับเขา จึงดั้นด้นเดินทางไปยมโลกและต่อสู้กับปีศาจมากมายเพื่อชิงวิญญาณของอากิโกะกลับมา ดูแล้วชวนให้นึกถึง “What Dreams May Come”(1998) หนังแฟนตาซีโลกหลังความตายที่โรบิน วิลเลียมส์ ต้องไปนรกและสวรรค์ตามหาวิญญาณภรรยา ก็พาลให้เข้าใจว่านี่คือหนังโรแมนติก-แฟนตาซี ได้ดูวีรกรรมทำเพื่อความรัก แต่เอาเข้าจริง ปฏิบัติการบุกยมโลกเป็นแค่เพียงส่วนท้ายของเรื่องเท่านั้น ความน่าสนใจคือการเนรมิตเมืองคามาคูระ ออกมาได้มีสีสัน และมีประเด็นให้เล่าได้มากมาย สมแล้วกับที่ต้นเรื่องมาจากหนังสือการ์ตูนยาว 34 เล่ม ในหนังเราจะเห็นภูติจิ๋ววิ่งเล่นตามลานบ้าน มีกัปปะนั่งข้างทาง มีตลาดที่ปีศาจมาขายของ เข้าร้านเหล้าก็เจอปีศาจมานั่งเมากัน มีกฏระเบียบเรื่องการลงทะเบียนวิญญาณให้คนตายกลายเป็นปีศาจแล้วกลับมาโลกมนุษย์ได้อีก แค่เรื่องนี้ก็หยิบมาเล่าได้อย่างสนุกสนาน แทรกมุกน่ารัก ๆ ได้อีกมาก ยังไม่พออาจารย์อิชชิกิ ยังมีความสามารถในทางสืบสวนและเป็นที่ปรึกษาของตำรวจในการไขคดีที่ปิดไม่ลง และวิธีการสืบสวนอันพิลึกพิลั่นของคามาคูระ ตำรวจจะเข้าทรงคนตายให้มาเล่าสาเหตุการตายก็ดูเป็นแนวทางปกติของที่นี่ ไม่พอแค่นั้นหนังยังแทรกประเด็นเรื่องความลับคาใจในวัยเด็กของอาจารย์อิชชิกิ ที่ผูกมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วมาพบคำตอบในท้ายเรื่อง โอ้ย!! เรียกว่ามีประเด็นยิบย่อยเต็มไปหมดในคามาคูระเมืองแห่งความสนุกสนานแห่งนี้  ความยาวกว่า 2 ชั่วโมงของหนัง ไหลผ่านไปอย่างรื่นรมย์ ดูไปยิ้มไปตลอดทั้งเรื่อง

ช่วงท้ายของหนังกับฉากบุกยมโลก เห็นได้ถึงความตั้งใจของทีมงาน กับการออกแบบภูมิทัศน์ของยมโลกให้ออกมาแปลกตามีเอกลัษณ์ของความเป็นญี่ปุ่น ก็ถือว่าทำได้น่าสนใจ ออกแบบบ้านเมืองและรูปลักษณ์ของปีศาจในยมโลกให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้เรื่องราวของหนังจะวนเวียนอยู่กับปีศาจ ความพลัดพราก และความตาย แต่ผู้กำกับยามาซากิ ก็คุมโทนหนังให้ออกมาเป็นหนังอารมณ์ดี เต็มไปด้วยอารมณ์ขันเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง ได้ยิ้มกับความน่ารักกุ๊กกิ๊กของคู่พระนางที่มีเง้างอนกันเป็นพัก ๆ แม้กระทั่งปีศาจตัวร้ายสุดของเรื่องก็ไม่ได้ดุร้ายน่ากลัวเกินไปนัก ที่น่ารักและได้เสียงหัวเราะสุดในเรื่องนี้ก็คือเจ้าปีศาจกบเขียว ที่ทั้งน่ารักและน่าสงสารเลย

และด้วยความที่เป็นหนังแฟนตาซี Destiny:The Tale Of Kamakura จึงเป็นหนังที่ใช้งานซีจีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง ก็เป็นงานที่ถนัดของผู้กำกับยามาซากิอยู่แล้วด้วย เคยได้รับเสียงชื่นชมในเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนเนรมิตรกรุงโตเกียวย้อนยุคใน Always Sunset on Third Street มาถึงเรื่องนี้ก็เห็นได้ชัดถึงพัฒนาการทางด้านงานซีจีของญี่ปุ่น ที่พาบรรดาตัวประหลาด เดินไปเดินมากับนักแสดงได้เนียนตา บรรดาปีศาจในเรื่องที่แปลงร่างได้ก็ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ไม่ออกแนวลิเกฉูดฉาดแบบซีจีในหนังจีน ไม่มีจุดไหนให้สะดุดตา แม้คุณภาพจะไม่เท่าฮอลลีวู้ด แต่ก็ถือว่าดีที่สุดที่เห็นในหนังเอเซียด้วยกันแล้ว

ดารานำทั้งตัว อาจารย์อิชชิกิ และ อากิโกะ ล้วนไม่คุ้นหน้าเลย , มาซาโตะ ซากาอิ เป็นดารามาจากละครทีวีของญี่ปุ่น ไม่มีอะไรให้พูดถึงนัก ส่่วนอากิโกะนั้น ทาคาฮาตะ มิซึกิ นั้นก็มาจากสายละครทีวีเช่นกัน ตัวทาคาฮาตะนั้นไม่ใช่นางเอกสาวสวยในแว่บแรกที่เห็น แต่พอดูไปก็สัมผัสถึงความมีเสน่ห์น่ารักของเธอได้ และด้วยเหตุที่ว่าเป็นหนังที่สร้างจากการ์ตูน การแสดงรวม ๆ จึงดูค่อนข้างจะโอเวอร์แอ็คติ้ง อากัปกิริยาต่าง ๆ จะล้น ๆ เสียหน่อย โดยรวมก็ชื่นชมครับกับ Destiny:The Tale Of Kamakura นึกว่าจะเจอหนังดราม่าฟูมฟายแต่กลับได้ดูหนังแฟนตาซีคอมมีดี้ ดูแล้วอารมณ์ดีฟีลกู๊ดไปกับทุกนาทีของหนัง แม้จะไม่ได้ซาบซึ้งกินใจแบบ Always Sunset on Third Street แต่เรื่องนี้ก็ประทับใจกับสีสันแฟนตาซี ดูแล้วมีความสุข เป็นหนังไร้พิษภัย แถมให้ข้อคิดเรื่องการให้อภัย ความมีเมตตา เหมาะพาเด็ก ๆ ไปดูด้วยครับ เชียร์ เชียร์

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]Guardians of the tomb ขุมทรัพย์โคตรแมงมุม – เมื่อพี่ออส+จีนอยากทำหนังแบบทูมบ์ไรเดอร์

Published

on

นับตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังก็น่าจะทำให้หลายคนเกิดอาการ ‘เอ๊ะ!คุ้นๆ’ กันเป็นแถว ทั้งกองทัพแมงมุม CG ทั้งพายุทะเลทรายรวมถึงแม่นาง ลีปิงปิง ในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขายาวที่มาบุกถ้ำแมงมุมอันเป็นราชวังใต้ดินเก่าแก่ของฮ่องเต้ ราชวงศ์ ‘โม้ๆมั่วๆเอา’ จนได้หนังผจญภัยงาน ‘มีเรอร์’ดังเช่น Guardians of the tomb เรื่องนี้

สำหรับเนื้อหาของหนังก็กล่าวถึง ภารกิจช่วยเหลือ ลุค (อู๋จุน) น้องชายของ เจีย (ลีปิงปิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์มีพิษ แต่เนื่องจากลุคติดอยู่ในถ้ำที่เต็มไปด้วยแมงมุมใยกรวยพิษร้ายแห่งหนึ่งในจีน งานนี้เลยมี ริดลีย์ (เคลัน ลุตซ์) หน่วยกู้ภัยผู้มีอดีตฝังใจและเกลียดแมงมุมเข้าไส้มาช่วยนำทาง



ถ้าถามว่าหนังสนุกมั้ยตอบเลยว่าตัวหนังใส่ความบันเทิงมาเอนเตอร์เทนคนดูตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ ซึ่งมันก็ไม่แคร์ว่าสิ่งที่คนดูจะเห็นนั้นไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลยทั้งกองทัพแมงมุม พายุทะเลทราย ค่ายกลอันตรายแบบหนังผจญภัย แถมยังไปมั่วเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนมามั่วนิ่มจนออกมาตลกอีก หรือแม้กระทั่งซีจีที่บางฉากก็ดูไม่ต่างจากละครหลังข่าวบ้านเรานัก แต่ในภาพรวมมันก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี่เหร่นักหากอยากหาหนังสักเรื่องไว้พักผ่อนสมองแบบไม่ต้องคิดมาก ยิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้แบบพากย์ไทยนะคุณเอ๋ย ฮาแบบสมงสมองไม่ต้องเหลือเลยเพราะน้าๆทีมพันธมิตรเล่นพากย์นอกบทกันกระจายเลย ฮ่าาา



นอกจากนี้คือหนังยังมีจุดฮาๆแบบไม่ตั้งใจให้เราจับผิดกันได้บันเทิงแบบอินเซปชั่นสำหรับคนชอบจับผิดหนังทั้งจุดดราม่าจุดเดียวที่ถูกใส่เข้ามาแบบ “วนไปค่ะ” ได้น่ารำคาญสุดๆคือ ฉากย้อนอดีตวัยเด็กที่ลุคและเจียเล่นซ่อนหาในสวนที่เป็นเหมือนเขาวงกตนัยยะเพื่อสะท้อนภาวะปัจจุบันที่เจียพยายามอย่างไม่ลดละในการตามหาลุค  แต่ไอ้การต้องมาดูนั่งฟัง ไอ้เด็กสองคนตะโกนไปมา “พี่เจีย” “น้องลุค” ประมาณ 5-6 เที่ยวนี่นอกจากจะไม่ซึ้งแล้วยังดูประดักประเดิดยังไงชอบกล และที่บันเทิงกว่านั้นคือการวางตัวละครในกลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรนอกจากมาถูกแมงมุมกัดแล้วตายไประหว่างหนังดำเนินอยู่ที่มักแสดงพฤติกรรมโง่ๆอย่างพยายามเอาหน้าไปใกล้ๆปากศพเพื่อให้แมงมุมกระโดดมากัด หรือแม้กระทั่งพระเอกอย่าง ริดลีย์ที่ท้ายสุดกลับเป็นตัวละครที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรนอกจากจุดไฟเผาแมงมุมและมาช่วยดันหินที่กำลังทับนางเอก ส่วนใครเป็นคนเจอ ลุค น้องชายนางเอกนั้นลองไปดูกันเอาเองว่าเจอยังไงและบังเอิญแค่ไหน ‘ถามใจดู’




พูดถึง ลีปิงปิง ดีกว่าคือนอกจากแสดงนำแล้ว เธอยังเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยนะจ๊ะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ในหนังแต่ละช็อตเจ๊จะดูสวยแบบพร้อมเดินบนรันเวย์ตลอดเวลา ขนาดตอนเจ๊จะโทรมนี่ ฝุ่นเฝิ่นไม่ได้แตะหน้าเจ๊แกหรอก ยิ่งชุดเซ็กซี่แบบนักผจญภัยสไตล์ “ตู้มหลายเด้อ”นะ เจ๊แกยิ่งขึ้นกล้องเลย ด้าน อู๋จุน ก็มาทำสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดในเรื่องครับนั่นคือ ‘หล่อ’ ตอนกลัวก็หล่อ ตอนแมนก็หล่อ คือจะเป็นลมมันยังหล่อเลย ส่วน เคลัน ลุตซ์ นักแสดงจาก The Legend of Hercules (2014) ก็มา ‘ล่ำ’ แบบไม่ค่อยมีประโยชน์และโชว์สติปัญญาใดๆพ่วงด้วยการแสดงแบบ “แข๊งแข็ง” เรียกง่ายๆคือเป็นบทพระเอกเพื่อให้หนังดูอินเตอร์ขึ้นว่างั้นเถอะ

ท้ายที่สุดแม้ Guardian of the tomb จะไม่ใช่หนังดีเด่อะไรแต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนังบันเทิงเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการคิดอะไรเยอะแยะเวลาดูหนังเรื่องหนึ่ง และในขณะเดียวกันมันยังแสดงให้เห็นศักยภาพของ จีน (เรื่องนี้ร่วมทุนกับออสเตรเลีย) ในการสร้างหนังระดับบล็อคบัสเตอร์ที่เชื่อได้เลยว่าในอนาคตเราจะได้เห็นหนังฮอลลีวูดลูกครึ่งจีนกันอีกเป็นพะเรอเกวียนแน่ๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

การ์ตูน

เรียนจบไปไม่ตกงาน!!! พบงานนิทรรศการอนิเมะเพื่อผู้จบการศึกษาที่สนใจทำงานในวงการ

Published

on

 

มาดูรายละเอียดของนิทรรศการอนิเมะเพื่อผู้จบการศึกษากันเลย

เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่สำหรับคออนิเมะที่อยากจบการศึกษาและได้เข้าไปทำงานในวงการอนิเมะที่ตนรัก ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นการเริ่มหางานก่อนจะจบการศึกษาในเดือนมีนาคมจะดุเดือดอย่างมากและหลายๆคนให้ความสนใจที่จะทำงานในบริษัทอนิเมะ และเพื่อการนี้ทาง W@KU WORK จึงได้จัดนิทรรศการสำหรับการจ้างงานในวงการอนิเมะครั้งที่สองใน Tokyo วันที่ 6 มีนาคม 2018 นี้ โดยภาพโปรโมทงานวาดโดยอาจารย์ Shimahara ผู้วาดซีรีส์ Iya na Kao Sare Nagara Opantsu Misete Moraitai นั่นเองครับ

โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษาที่จบใหม่และสนใจที่จะทำงานในวงการอนิเมะ ได้ศึกษาจากบริษัทและสตูดิโออนิเมะชั่นนำ สำหรับงานจะจัดขึ้นที่ Ota City Industrial Plaza PiO ในเมือง Tokyo ซึ่งผู้สนใจจะเข้าร่วมงานได้ฟรี แต่จะจำกัดเพียงแค่ 2,000 คนเท่านั้นนะครัล

บริษัท W@KU WORK ได้จัดตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2017 โดยเป็นบริษัทที่คอยจัดงานสำหรับนักศึกษาจบใหม่กับตัวแทนบริษัทในสาขาอาชีพต่างๆเพื่อให้นักศึกษาได้เข้าทำงาน โดยมีการจัดงานนิทรรศการสำหรับคนที่หางานสายอนิเมะเมื่อปี 2017 โดยมีผู้เข้าร่วมงานถึง 450 คน พร้อมได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพื่อนๆคนไหนที่มีความสนใจในเรื่องอนิเมะก็เตรียมตัวและหาข้อมูลกันไว้ให้พร้อมนะครับ มีความคิดเห็นอย่างไรมาร่วมพูดคุยกันได้ที่ Fanpage WhatTheFact นะครับ

ขอยคุณข้อมูลจาก: https://animeanime.jp/และ https://www.animenewsnetwork.com/และ https://myanimelist.net/

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!