Connect with us

What The Fact

แนะนำ 10 (+1) บทเพลงสุดไพเราะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเดือนกันยายน

เมื่อเดือนกันยายนล่วงมาถึง อันเป็นเดือนที่ 9 ของรอบปี เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน จากฤดูร้อนไปสู่ฤดูใบไม้ร่วง (สำหรับอีกซีกโลกหนึ่ง) และเป็นช่วงเวลาที่บอกเราว่าสิ้นปีใกล้จะมาเยือนอีกแล้ว ปีใหม่กำลังใกล้เข้ามาทุกที

เมื่อเดือนกันยายนมาถึงเพลงแรกที่ผมนึกถึงเลยก็คือ “Wake Me Up When September Ends” ของ Green Days แต่คงไม่ได้มีเพลงนี้เพลงเดียวแน่ๆที่พูดถึงเดือนกันยายน ด้วยความสงสัยว่ามีเพลงใดบ้างที่พูดถึงเดือนนี้อีก ผมจึงได้ไปค้นหาและพบว่ามีเพลงจำนวนมากพอสมควรเลยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเดือนกันยายน ดังนั้นในวันนี้ผมจึงคัดสรรบทเพลงอันไพเราะ หลากแนวดนตรี หลากยุคสมัย จำนวน 10 เพลง มาฝากเพื่อต้อนรับการมาถึงของเดือนกันยายนนี้ครับ

Wake Me Up When September Ends – Green Day

เพลงแรกเลยคงไม่พ้นเพลงนี้ เพลงบัลลาดร็อคสุดไพเราะ จากวงพังค์ร็อค Green Days ซึ่งสามารถอ่านเรื่องราวของบทเพลงนี้อย่างละเอียดได้ที่นี่เลยครับ

 

September – Earth Wind & Fire

บทเพลงฮิตจากวงดิสโกฟังค์รุ่นใหญ่  Earth Wind & Fire เลพงนี้ขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ทเพลง R&B ในสหรัฐอเมริกา และไต่ถึงอันดับที่ 8 ของ Billboard Hot 100 เป็นบทเพลงแห่งความกระชุ่มกระชวยอันสะท้อนห้วงอารมณ์ของการตกหลุมรัก มัให้ความรู้สึกที่สดชื่น เลือดลมสูบฉีดดี

Ba de ya, say do you remember
Ba de ya, dancing in September
Ba de ya, golden dreams were shinny days

 

September Song – Frank Sinatra

บทเพลง vocal jazz สุดไพเราะจากนักร้องเสียงโรแมนติคในตำนาน แฟรงค์ ซินาตร้า เนื้อหาของเพลงมีการเปรียบเปรยหนึ่งปีเทียบเท่ากับหนึ่งชีวิตของมนุษย์จากเกิดไปจนถึงตาย

Oh, it’s a long, long while from May to December

But the days grow short when you reach September

When the autumn weather turns the leaves to flame

One hasn’t got time for the waiting game

เดือนพฤษภาคมคือก่อนกลางปี เปรียบเสมือนช่วงต้นของชีวิตที่เรายังรู้สึกว่ายังห่างไกลจากความตายนัก แต่เมื่อเดือนกันยายนมาถึง เวลาของเราก็ดูเหมือนจะสั้นลงทุกที ใบไม้เปลี่ยนกลายเป็นสีแดงเพลิง (สัญญาณของฤดูใบไม้ร่วง) เราไม่มีเวลาที่จะรอคอยอะไรอีกแล้ว หากเรารักใครก็คงต้องใช้ ช่วงเวลาที่มีอยู่ให้ดีที่สุด

แถมเวอร์ชั่นบรรเลงให้ครับ

เพลงนี้เป็นผลงานของสุดยอดศิลปินแจ๊ซในตำนาน Chet Baker เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Chet ในปี 1959 ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของ Chet อัลบั้มนี้ได้นักดนตรีระดับตำนานมาร่วมเล่นในตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเปียโนที่บรรเลงโดย Bill Evans กีตาร์โดย Kenny Burrell เบส Paul Chambers กลอง Philly Joe Jones เป็นต้น ซึ่งเสียงกีตาร์ในเพลง September Song ที่บรรเลงคู่กับเสียงทรัมเป็ตสุดคูลของ Chet Baker ก็เป็นฝีมือการบรรเลงของ Kenny Burrell  นั่นเอง

 

Maybe September – Tony Bennett

เพลงนี้ถูกบรรจุไว้ในอัลบั้ม The Movie Song Album ในปี 1966 ของนักร้องเพลงแจ็ซชาวอเมริกัน โทนี่ เบนเน็ต ในอัลบั้มนี้เป็นการรวมเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เบนเน็ตร้องไว้ โดย Maybe September เป็นเพลงแรกของอัลบั้มซึ่งมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Oscar (1966) หนังดราม่าที่เบนเน็ตร่วมแสดงด้วย

The shade of a willow

Where love was born

A face on a pillow

In early morn

I still see that golden world

In all it’s splendor

Maybe September

Love will come again

เนื้อเพลงถ่ายทอดความรู้สึกของการอยู่ในห้วงรักท่ามกลางบรรยากาศของเดือนกันยายนได้อย่างงดงาม

Maybe September , I’ll love again

บางทีเมื่อเดือนกันยายนมาถึง ฉันจะตกหลุมรักอีกครั้ง…

 

It Might As Well Rain Until September – Carole King

I don’t need sunny skies for things I have to do,

‘Cause I stay home the whole day long and think of you;

As far as I’m concerned each day’s a rainy day,

So It Might As Well Rain Until September.

เมื่อยามที่เรารอคอยใครสักคนทุกวันเหมือนวันที่ฝนตก

เงียบเหงา เฝ้ารอคอยและคิดถึงใครบางคน

และฝนคงจะตกไปแบบนี้ทุกวัน ตราบจนถึงวันที่เขากลับมา…

บทเพลงจากปี 1962 ของนักร้องนักแต่งเพลงหญิงชาวอเมริกัน แคโรล คิง ผู้เป็นราชินีแห่งวงการดนตรีสมกับชื่อของเธอ เพลงนี้ แคโรล คิง ถ่ายทอดออกมาในท่วงทำนองของเพลงป็อป ที่มีท่วงท่าที่สดใส ร่าเริงแต่ก็แฝงไว้ด้วยความคิดถึงที่มีต่อใครบางคน สะท้อนความรู้สึกของการขาดคนรักเคียงใกล้ ไม่ว่าวันไหนๆก็ดูเหมือนจะครึ้มฟ้าครึ้มฝนไปเสียหมด

September When It Come – Johnny Cash/ Rosanne Cash

บทเพลงโฟล์คสุดไพเราะขับร้องโดยคู่พ่อลูก จอห์นนี่ แคช และ โรแซนน์ แคช  ถ่ายทอดมุมมองของชีวิตคนจากเด็กแรกเกิดไปจนตราบวันสุดท้ายของชีวิต

When the shadows lengthen

And burn away the past

They will fly me like an angel to

A place where I can rest

When this begins I’ll let you in

September when it comes

จอห์นนี่ แคช นั้นเสียชีวิตในเดือนกันยายนปี 2003 ซึ่งเป็นปีที่อัลบั้ม Rules of Travel ของ โรแซนน์ แคช ออกเผยแพร่ทำให้เพลงนี้ได้กลายเป็นเพลงสุดท้ายในชีวิตของ จอห์นนี่ แคช

 

The 12th September – Xavier Rudd

บทเพลงโฟล์คสุดแนวจากนักร้องนักแต่งเพลง นักดนตรีมากฝีมือชาวออสเตรเลีย ซาเวียร์ รัด ที่มักจะเขียนเพลงเกี่ยวกีบเรื่องของชีวิต จิตวิญญาณ มนุษย์และเรื่องรอบๆตัว รวมไปถึงสิทธิของชาวอะบอริจินซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองในออสเตรเลีย

The 12th September เป็นบทเพลงที่กระตุ้นเตือนให้เราตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจากการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง

คลิปที่เอามาฝากนี้เป็นเวอร์ชั่นแสดงสดนะครับ จะเห็นว่ารัดที่มาในมาดชิลๆมีเทคนิคการเล่นกีตาร์ที่โดดเด่น น่าสนใจ อีกทั้งบทเวทีก็ยังมีดิดเจอริดู (Didgeridoo) อันเป็นเครื่องดนตรีของชนเผ่าพื้นเมืองในออสเตรเลียอีกด้วย ถือว่าเป็นศิลปินในสายโฟล์คที่มีความน่าสนใจมากเลยทีเดียว

 

The September of My Years – Frank Sinatra

อีกหนึ่งบทเพลงของซินาตร้าที่เกี่ยวข้องกับเดือนกันยายน เพลงนี้เป็นบทเพลงจากในปี 1965 อันเป็นปีที่ซินาตร้ามีอายุ 50 ปีพอดี เพลงมาจากอัลบั้มในชื่อเดียวกันซึ่งได้รางวัลแกรมมี่ สาขาอัลบั้มแห่งปีในปีนั้นด้วย เนื้อเพลงพูดถึงคนคนนึงที่ไม่เคยหยุดอยู่กับใคร แต่วันหนึ่งกลับได้ค้นพบคุณค่าของความรัก ความสัมพันธ์ที่ตัวเองมีและเปรียบเปรยความรักนั้นกับช่วงเวลาแสนที่อบอุ่น

As a man who has always had the wand’ring ways

Now I’m reaching back for yesterdays

‘Til a long-forgotten love appears

And I find that I’m sighing softly as I near

September, the warm September of my years

 

September Morn – Neal Diamonds

แทร็คจากอัลบั้มลำดับที่ 13 ในที 1979 ของ นักร้องนักแต่งเพลงป็อปชื่อดังชาวอเมริกัน นีล ไดอะมอนด์  อัลบั้มมีชื่อเดียวกันกับเพลงนี้

เนื้อเพลงพูดถึงการกลับมาพบกันอีกครั้งของคู่รักที่เลิกรากันไป ไดอะมอนด์ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของการเต้นรำกับคนรักเก่าจวบจนฟ้าสางของเดือนกันยายน ถึงแม้ว่าจากนั้นทั้งคู่จะต้องกลับไปใช้ชีวิตของตนต่อ แต่ช่วงเวลาที่งดงามนี้จะคงอยู่ในความทรงจำเสมอ เนื้อหาของเพลงเข้ากันได้ดีกับน้ำเสียงอันไพเราะและโรแมนติคของนีล ไดอะมอนด์จริงๆ

 

September – Ryan Adams

ปิดท้ายกันด้วยบทเพลงนี้ อีกหนึ่งเพลงโฟล์คแสนเศร้าสุดไพเราะที่มีเดือนกันยายนเป็นพื้นหลังของเรื่อง ฝีมือการขับร้องและแต่ง (ร่วมกับ J.P.Bowersock) จากนักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกันไรอัน อดัมส์ ที่ถ่ายทอดเพลงนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงเหงาๆผสานกับเสียงกีตาร์โปร่งใสๆ บอกเล่าถึงการจากไปของหญิงคนรัก (ที่ชื่อ ลอร่า) ซึ่งเธอรู้ตัวก่อนแล้วว่าจะจากไป

Then she hangs up and says

“I ain’t never gonna see the winter again”

And I don’t know how, but she smiles

September, September

September, September

ถือว่าเป็นบทเพลงเศร้ามาก แต่ก็งดงามมากด้วยเช่นกัน ความเรียบง่ายของบทเพลงคือเสน่ห์ที่ทำให้ศิลปินถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างบริสุทธิ์

 

September Song – J.P.Cooper

กลัวว่าฟังเพลงเมื่อครู่แล้วก็เศร้าจนเกินไป ก็เลยขอแถมให้อีกหนึ่งเพลงนะครับ กับบทเพลงนี้ September Song  งานเพลงฉายเดี่ยวครั้งแรก จาก  เจ พี คูเปอร์ นักร้องหนุ่มชาวอังกฤษ ที่เคยร่วมงานกับดีเจและโปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่าง Jonas Blue ในเพลง Perfect Strangers จนเป็นที่รู้จักขึ้นมา

คูเปอร์ ถ่ายทอดบทเพลงผ่านเสียงร้องสไตล์โซล ผสมผสานกับซาวนด์ดนตรีอิเล็กทรอนิคส์ ทำให้งานเพลงมีเสน่ห์และร่วมสมัย เพลงนี้เกี่ยวกับความรักอันบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นเมื่อยามเยาว์วัย ในที่นี้คืออายุ 15 ปี ช่วงเวลาผันผ่านไปแต่ความทรงจำที่มีต่อเธอยังคงงดงามอยู่เสมอ และเธอคือ “บทเพลงแห่งกันยายน” ของฉัน

You were my September Song, summer lasted too long

Time moves so slowly, when you’re only fifteen

You were my September Song, tell me where have you gone

Do you remember me, we were only fifteen

ถือว่า เจ พี คูเปอร์ เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่น่าจับตามองในพ.ศ.นี้เลยทีเดียว

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Prodigy เด็ก(จอง)เวร – เด็กเปรต..แม่โง่เป็นบ้า..แต่ผวาได้ตลอด

Published

on

ใครจะไปคิดว่าเบื้องหลังหน้าใสๆซื่อๆ ไมล์ส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ซาร่า จะซ่อนสัญชาตญาณอำมหิตไว้ หลังก่อวีรกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า ซาราห์ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าอะไรสิงสู่ให้ไมล์ส กลายเป็นเด็กจองเวร ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ในบรรดาทำเนียบหนังเด็กผี หลายคนอดคิดถึงหนังในตำนานอย่าง The Omen ที่มีทั้งภาคต่อและภาครีเมค ที่ถูกพูดถึงว่าเป็นต้นแบบหนังเด็กเปรต ก่อนจะมีหนังแนวนี้ตามมาทั้ง Child’s Play, Apt Pupil และThe Orphan เป็นต้น และสำหรับ The Prodigy หนังก็มาในแนวทางเดียวกัน เดินตามสูตรหนังเด็กเปรต ทั้งเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากหนูน้อยหน้าใส การตายของสัตว์เลี้ยง หรือกระทั่งการละเมอพูดภาษาแปลกๆ แต่สิ่งที่บทหนังดูจะเดิมพันเป็นพิเศษนั่นคือ การบอกคนดูโต้งๆเลยตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่าวิญญาณชั่วร้ายที่มาสิงไมล์สตั้งแต่ต้นเรื่องเป็นใคร จนคนดูต้องอุทาน “อ้าว! แล้วทีนี้เราจะไปลุ้นกับการตามหาความจริงของอีแม่เด็กเปรตทำไมล่ะเนี่ย” และแม้ว่ามันจะนำไปสู่ช่องโหว่ในการดำเนินเรื่องที่เต็มไปด้วยฉากชวนสงสัยแบบคนดูต้องแอบหงุดหงิดบ้างแหละว่าทำไมอีพ่อแม่มันไม่รู้ซักที แต่ด้วยการกำกับ-เลือกใช้ภาพ และการตัดต่อก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันทำให้คนดูลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้จริงๆ เรียกง่ายๆว่าทั้งเกาหัวแกรกๆงงกับความโง่ของตัวละครก็ดันอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดตา หรือแอบเอากระเป๋ามากอดไว้ให้รู้สึกปลอดภัยตอนดูนั่นเอง 

ไม่เพียงแค่ฉากระทึกต่างๆจะทำได้ดี อีกจุดที่หนังกล้าทิ้งไพ่ตายคือ จุดพลิกผันแบบไม่ต้องสนใจภูมิหลังที่มาตัวละครอะไรกันแล้ว ที่สำคัญคือ ต่อให้รู้ว่าตัวละครทำสิ่งที่โง่เขลาเบาปัญญา เราก็ยังอดลุ้นตามปนเกาหัวแกรกๆว่า เฮ้ย!เอางี้เลยเหรอวะ ซึ่งตอนดูก็เกิดพุทธิปัญญาว่า อ๋อ..!มันอาจเป็นอารมณ์เดียวกับเราดูละครไทยนั้นแหละ แม้ว่ามันจะทำให้นางเอกดูโง่ๆแค่ไหนเราก็ยังอดเอาใจช่วยไม่ได้ แม้ว่าบางเหตุการณ์จะทำเอาเราอยากเรียกนางมาทดสอบไอคิวใหม่ก็ตาม  

แจ็คสัน โรเบิร์ต สก็อต หนูน้อยดวงซวยจาก IT มารับบทไมล์ส ได้หลอนชิบหายวายป่วงมาก แค่นั่งหน้านิ่งทำตาหินใส่ก็แทบฉี่ราดแล้ว ตอนต้องเปลี่ยนบุคลิกนี่ถึงกับเย็นเยียบไปทั้งตัวเลย ส่วน เทย์เลอร์ ชิลลิ่ง นางเอกซีรีส์ Orange is the new black ก็รับบท ซาร่าห์ แม่ผู้ทำทุกทางให้ลูกรอดจากการสิงสู่ได้อย่างน่าเห็นใจดี แม้บทหนังจะทำให้เธอดูเบาปัญญาปนๆไปกับอารมณ์ไบโพลาร์ ผีเข้าผีออก เดี๋ยวเชื่อเดี๋ยวไม่เชื่อก็ตามทีเถอะ แต่ทุกฉากที่เห็น ซาร่า อยู่กับ ไมล์ส คือช่วงที่คนดูไม่อาจหายใจได้ทั่วท้องจริงๆ 

โดยรวมเราอาจจัด The Prodigy เป็นหนังสยองดูไปกินพอพคอร์นไปพร้อมตะโกนด่านางเอกในใจไปได้อย่างเพลิดเพลินเชียวแหละ แต่ใครหวังจะได้ดูหนังสยองขวัญเปี่ยมตรรกะน่าเชื่อถือขอให้ผ่านไปก่อนน้องไมล์สจะทำหน้าอ้อนใส่แล้วโผล่มาแฮร่ให้คุณตกใจเล่นในโรงแล้วกัน อิอิ

ระทึกไปกับอีแม่ อย่าแคร์ถูกผิด สัมผัสความอำมหิตจาก เด็ก(จอง)เวร คลิกเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Happy Death Day 2U : กลายเป็นหนังไซไฟไปซะงั้น

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

ในภาค 2 นี้ เรื่องราวดำเนินต่อจากภาคแรกแบบนาทีต่อนาที หลังจากที่”ทรี”คลี่คลายปริศนาเจอผู้ที่อยู่ภายใต้หน้ากาเบบี้ และสามารถทลายวงจรวนลูปที่ติดอยู่ในวันเดิม ๆ ได้สำเร็จ แต่แล้ว “ไรอัน” เพื่อนร่วมห้องของ “คาร์เตอร์” แฟนของทรีก็โผล่เข้ามาแล้วบอกว่าเขากำลังติดอยู่ในลูปวันเดิม ๆ แล้วก็ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรหน้ากากเบบี้ ปัญหาของไรอัน ดึงความสนใจของทรีได้ แล้วทั้งหมดก็เจอต้นเหตุของวังวนว่ามาจาก “ซิซซี่” อุปกรณ์จักรกล สิ่งประดิษฐ์จากมันสมองอัจฉริยะของไรอันและแก๊ง ที่เป็นนักรียนวิทยาศาสตร์จักรกลแต่ซิซซี่ยังทำงานไม่สมบูรณ์เป็นผลให้ปล่อยคลื่นพลังงานออกมา แล้วทำให้ทรีติดอยู่ในวังวน และต่อมาก็ตัวไรอันเอง เมื่อไรอันเดินเครื่องอีกครั้งก็ดึงทรีกลับเข้าไปอยู่วังวนเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรื่องราวกลับเปลี่ยนไปจากเดิม ฆาตกรหลังหน้ากากเบบี้ก็ไม่ใช่คนเดิมทางออกคือทรีต้องช่วยไรอันและทีมให้แก้ไขข้อผิดพลาดของ”ซิซซี่” เพื่อจะทำให้เธอหลุดออกมาจากวังวนอย่างถาวร

คริสโตเฟอร์ แลนดอน ยังคงควบหน้าที่กำกับและเขียนบทเช่นเดิม ในภาคแรกถือว่าไอเดียของคริสโตเฟอร์ บรรเจิดมากกับการเอาเรื่องราววังวนลูป ที่ตัวเอกของเรื่องติดอยู่ในวันเดิม ๆ มารวมเข้ากับหนังฆาตกรใส่หน้ากาก ซึ่งหนังก็ออกตัวอย่างเต็มที่ว่าไอ้รับอิทธิพลมาจาก GroundHog Day (1993) หนังคอมมีดี้คลาสสิกที่ตัวเอกติดอยู่ในวันเดิม ๆ จนกว่าจะพิสูจน์ตัวเองว่าปรับปรุงนิสัยเป็นคนดีได้แล้ว มาภาคนี้คริสโตเฟอร์ ใส่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมิติทับซ้อนเข้าไป มีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นประเด็นหลัก ก็ออกตัวชัดเจนว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไตรภาค Back To The Future

ปัญหาของภาคนี้คือโทนของหนังที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก เมื่อคริสโตเฟอร์เลือกที่จะอธิบายที่ไปที่มาของสถานการณ์วนลูปว่าเกิดจากปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ มีการลงลึกเรื่องทฤษฎีมิติทับซ้อน อธิบายด้วยศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ยาก ๆ และทางออกของปัญหาจากเดิมที่มุ่งประเด็นไปที่ตัวตนของผู้ที่อยู่หลังหน้ากาก กับกลายเป็นการร่วมมือกันที่จะผลักดันให้ “ซิซซี่” ถูกแก้ไขและเดินเครื่องได้สำเร็จ ทำให้ Happy Death Day 2U มีน้ำหนักเอนเอียงไปทางหนังไซไฟ และเรื่องราวของฆาตกรสวมหน้ากากก็ถูกลดความโดดเด่นลงเป็นประเด็นรอง แม้บทหนังจะพยายามคงเสน่ห์ต่าง ๆ จากภาคแรกไว้ แต่ก็ไม่เท่าเดิม หนังยังคงมีทั้งฉากตื่นเต้นฆาตกรตามล่าเหยื่อ แต่ก็มีเพียงแค่ 2-3 ฉาก ฉากที่ทรีตายแล้วตายอีกจากเดิมที่ตายเพราะพยายามกระชากหน้ากากเบบี้ กลับกลายเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อพยายามหาสูตรแก้ไขข้อบกพร่องของ”ซิซซี่” ซึ่งถูกเล่าออกมาในแนวขำ ๆ ทำให้บรรดามุกต่าง ๆ ในภาคนี้มากขึ้น หนังกลับมีเสียงหัวเราะเสียมากกว่าบรรยากาศชวนลุ้นของหนังสยองขวัญ

ฉะนั้นแฟนที่ติดตามมาจากภาคแรก ถ้าคาดหวังอารมณ์ขันที่เคยสอดแทรกไว้ในภาคแรก อาจจะพึงพอใจ แต่ถ้าคาดหวังอารมณ์ลุ้นระทึกกับการหนีเอาชีวิตรอดจากการตามล่าของหน้ากากเบบี้ก็จะผิดหวัง ที่ฉากเหล่านี้ลดน้อยไป เลือดน้อยลง ความโหดแทบไม่เห็น แม้จะมีการเผยตัวร้ายคนใหม่ที่อยู่เบื้องหลังหน้ากาก แต่ก็ไม่ได้ชวนให้เซอร์ไพรส์อะไรมากมาย หนังสอดแทรกดราม่าเข้ามาเล็กน้อย ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย เรื่องความผูกพันของทรีและแม่ และเมื่อเธอเปิดใจกับคาร์เตอร์ ให้ความสำคัญกับเพื่อนด้วยการให้อภัยลอรี่ แต่ก็ไม่ได้ถูกขับเน้นอารมณ์ดราม่าเหล่านี้ให้ขึ้นมาโดดเด่นนัก

แต่ถึงแม้คะแนนจากนักวิจารณ์จะได้น้อยลงจากภาคแรก รวมไปถึงรายได้ของหนังก็ไม่น่าจะไปไกลกว่าภาคแรก แต่ด้วยกำไรของหนังที่ยังคงสวยงาม ทำให้หนังได้เดินหน้าต่อไปจนครบจบไตรภาค ซึ่งหนังก็เผยทิศทางของภาค 3 ไว้ในฉากโพสต์เครดิต ที่ไม่ต้องรอนานหลังหนังจบ พอได้ดูก็เห็นชัดแล้วว่า เรื่องราวของภาค 3 ยิ่งออกทะเลไปไกลแน่นอน สรุปได้ว่า Happy Death Day 2U เสน่ห์ของหนังน้อยลงไป ออกทะเลมากขึ้น และพูดเต็มปากไม่ได้แล้วว่านี่คือ “หนังสยองขวัญ”

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“PAR-K” อาณาจักรแห่งเสียงดนตรีอันสดใสและไพเราะจากสองปลา “Whal & Dolph”

Published

on

Whal & Dolph เป็นวงดนตรีอินดี้อีกวงหนึ่งที่กำลังเติบโต และเข้าถึงแฟนๆในวงกว้างมากขึ้น อัลบั้มแรก Rayon (เรยอน) ที่มีเพลงฮิตอย่าง รอให้เธอบอก ฉันยังเก็บไว้  เก็บเธอเอาไว้ดูก่อน และอีกมากมาย ถือว่าประสบความสำเร็จมาก และเป็นสิ่งที่นำพาสุ้มเสียงของพวกเขาให้เข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคน

คราวนี้คู่หูสองปลา  ดอล์ฟ  ปอ กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ (ร้องนำ) และวาฬ น้ำวน วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ (กีตาร์) ได้กลับมาอีกครั้งพร้อม EP อัลบั้มที่มีชื่อว่า “PAR-K” ซึ่งมาจากคำว่า “PARK” หรือ สวน ซึ่งปอได้มีความประทับใจเมื่อครั้งไปถ่ายภาพในบ้านหลังหนึ่งที่มีสวนสวยงามเลยเก็บความประทับใจนั้นมาใช้ตั้งชื่ออัลบั้ม แต่ก็ยังแอบใส่ลูกเล่นเล็กๆด้วยการแยกคำเป็น “PAR-K” ซึ่ง PAR ก็หมายถึง “ปลา” นั่นเอง ส่วน K ก็คือ Kingdom หรืออาณาจักร รวมกันแล้วก็คืออาณาจักรของปลา

บทเพลงใน EP “PAR-K”  ประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 เพลงได้แก่ “บรรยากาศดี”  “ไม่รู้ทำไม” “ฝากไว้กับดาว” และ “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”  ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ของปอทั้งสิ้น เรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยภาษาที่เขาอยากจะสื่อสาร พร้อมผ่านท่วงทำนองอันไพเราะจากน้ำวน และการเรียบเรียงเติมเต็มผ่านเครื่องดนตรีต่างๆจนสมบูรณ์ ทำให้ EP นี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นของทั้งเนื้อหาและดนตรี

“บรรยากาศดี”

เพลงแรก “บรรยากาศดี” (Red Dress) บทเพลงที่หยิบฉวยบรรยากาศของช่วงเวลาเมื่อแรกพบอันก่อให้เกิดความประทับใจตราตรึงมานำเสนอผ่านท่วงทำนองอะคูสติคสบายๆ ทั้งดนตรีและคำร้องบรรยายความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี ความรู้สึกคุ้นเคยที่เรามีต่อใครคนหนึ่งทั้งๆที่เพิ่งได้พบกัน

“ไม่รู้ทำไม”

บางครั้งเหตุผลกับความรู้สึกก็สวนทางกัน ทั้งๆที่ได้พบคนที่ดีแล้วแต่ไม่รู้ทำไมวันหนึ่งความรักที่เคยมีก็หมดหายไป “ไม่รู้ทำไม” (Skyfall) คือบทเพลงที่เล่าอาการหมด “แพชชั่น” ผ่านท่วงทำนองสดใส ที่ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงภาวะที่กำลังนำไปสู่การเลิกรา

“ฝากไว้กับดาว”

“ฝากไว้กับดาว” (Secret of Star) เป็นเพลงที่มีความลงตัวดีทั้งเนื้อหาและดนตรีที่น่ารักและอบอุ่น จึงถูกนำมาทำเป็น MV ไปแล้วเรียบร้อย เพลงน่ารักๆ ที่พูดถึงความรักที่อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ยังไม่เป็นใจ  การ “เก็บความรู้สึก” นั้นเอาไว้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ได้ทิ้งมันไปแต่ฝากเอาไว้กับ “ดาว”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ” (The Golden Song) บทเพลงโรแมนติคที่แฝงอารมณ์เศร้าละมุนปิดท้ายอัลบั้ม ที่มีเพียงเสียงร้องของปอและเสียงกีตาร์จากน้ำวน เสียงกีตาร์ปิ๊กกิ้งหวานๆของน้ำวน และเสียงร้องสบายๆของปอ ช่วยขับกล่อมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจกับความต้องการบอกใครคนนั้นที่ได้พบกันว่า “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“PAR-K” ถือว่าเป็น EP อัลบั้มที่ค่อนข้างลงตัว ถึงแม้โดยรวมงานเพลงทั้ง 4 เพลงจะมีความใกล้เคียงและไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็เหมือนกับการฟังเพลงเพลงหนึ่งที่แบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ทุกเพลงมุ่งไปในทิศทางของเรื่องราวและอารมณ์ในแบบเดียวกัน ซึ่งก็เป็นการประกาศแนวทางการทำเพลงของ Whal & Dolph  ที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้เราก็ได้เห็นถึงพัฒนาการของทั้งคู่ ที่ทำให้เชื่อได้ว่างานเพลงที่จะตามมาหลังจากนี้จะต้องมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นอีกแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!