Connect with us

What The Fact

“ใครวะ โมราเลส?” แฟน ๆ The Walking Dead มาคลายสงสัยตรงนี้เลย

Published

on

“ใครวะ โมราเลส?” เชื่อว่าหลายคนต่างก็ต้องเปรยคำถามนี้กับฉากจบของ The Walking Dead Season 8 ตอนที่ 2 “The Damned กับบุรุษที่ไม่คุ้นหน้ากำลังจ่อปืนไปที่ริค ระหว่างที่ริคบุกโจมตีฐานจานดาวเทียมของเซเวียร์ เขาประกาศตนเป็นศัตรูอย่างเห็นได้ชัด  พลันริคก็จำเขาได้ และเอ่ยชื่อ “โมราเลส”  ริคยังถามว่าเขาคือหนึ่งในกลุ่มผู้รอดชีวิตในแอตแลนต้าใช่หรือไม่ ช่วยให้แฟน ๆ ที่ติดตามมาตั้งแต่ซีซัน 1 พอจะคลับคล้ายคลับคลาขึ้นมาบ้าง เรามารื้อฟื้นความทรงจำไปพร้อม ๆ กัน ว่านายโมราเลสนี่เป็นใคร แล้วกลับมาทำไม

  • โมราเลส    : ไม่ทราบชื่อต้น
  • รับบทโดย : ฮวน กาเบรียล ปาเรจา
  • วัย              : 30 ปลาย ๆ ถึงต้น 40
  • ครอบครัว  : มิแรนดา โมราเลส (เมีย) อีไลซา (ลูกสาว) หลยุส์ (ลูกชาย)
  • เชื้อชาติ    : ลาติน-อเมริกัน

“โมราเลส” เคยปรากฏตัวมาแล้วในซีซันที่ 1 หลังจากที่ริคฟื้นในโรงพยาบาล ได้รับความช่วยเหลือจากเกล็น และได้มาเข้ากลุ่มผู้รอดชีวิต จนริคได้รับเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่มในขณะนั้น ที่ประกอบด้วย ลอรี (เมียริค) , คาร์ล , แดรีล , เกล็น , แครอล , เชน , เดล , ที-ด็อก และ จาควี ทั้งหมดตั้งใจว่าจะมุ่งหน้าไป ศูนย์ควบคุมโรคในแอตแลนต้า โมราเลส และ ครอบครัวของเขาที่มีเมีย และลูกอีก 2 คน ตัดสินใจขอแยกทางจากลุ่มของริคเพื่อมุ่งหน้าไปเบอร์มิงแฮมเพื่อตามหาครอบครัวที่เหลือของเขา

ก่อนแยกกันริคยังมอบวิทยุติดต่อให้กับโมราเลสไว้ เผื่อว่าต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งในนาทีที่แยกทางกันนั้นทั้งคู่ต่างก็มีไมตรีที่ดีต่อกัน ต่างกับสถานะที่หวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ในวันนี้ที่โมราเลสกลับมา เขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวนัก วิเคราะห์จาก 4 ตอน ที่โมราเลสปรากฏตัวในซีซัน 1 นั้น เขาไม่ได้ฆ่ามนุษย์ให้ได้เห็น แต่ฆ่าวอล์คเกอร์บางตัวที่พุ่งเข้ามาหาเขา น่าบังเอิญที่อาวุธคู่มือของโมราเลสคือไม้เบสบอล ซึ่งวันนี้โมราเลสกลายมาเป็นสมาชิกของกลุ่มเซเวียร์ภายใต้การนำของนีแกนผู้ถนัดการใช้ไม้เบสบอลเช่นกัน

ฮวน ปาเรจา ผู้รับบทโมราเลส รู้สึกดีใจมากกับการที่ได้กลับมาแสดง The Walking Dead อีกครั้ง เขาโพสต์ภาพตัวเองขณะออกกำลังกายฟิตซ้อมในการกลับมารับบท และภาพของเขาจากซีซัน 1 ที่ใช้ไม้เบสบอลทุบหัวซอมบี้ พร้อมกับติด แฮชแท็ก #moraleslives ก็ไม่ทราบว่าจะมีสักกี่คนที่จะจำบทโมราเลสของเขาได้ เพราะมันไม่ใช่บทที่มีอะไรให้จดจำเลยสักนิด การกลับมาของโมราเลสจึงสร้างความ”สับสน”ให้กับแฟน ๆ ซีรีส์เสียมากกว่าจะ “ตื่นเต้น”

มีการวิเคราะห์การกลับมาของโมราเลส กันหลายแนวทาง อย่างหนึ่งคือ การที่ฮวน ขยันโพสต์ภาพติดแฮชแท็ก #moraleslives นั้นอาจจะเป็นการกระตุ้นผสมเรียกร้องให้ผู้อำนวยการสร้างเห็นความตั้งใจของเขาและดึงบทของเขากลับมาและสุดท้ายเป็นผลสำเร็จ อีกทฤษฎีหนึ่งคือเขาอาจจะเป็นตัวละครจาก The Walking Dead ที่ไปโผล่ใน The Fear Of Walking Dead ซีรีส์ภาคคู่ขนาน เพราะไม่นานนี้ทางผู้สร้างได้ประกาศว่าจะมีตัวละครมาทำหน้าที่เชื่อม 2 ซีรีส์นี้เข้าหากัน และสุดท้ายบทของโมราเลส ที่มาพร้อมกับฉากของทารกในรังของเซเวียร์ ผู้สร้างอาจจะค่อย ๆ เปิดให้เห็นภาพด้านมนุษยธรรมของกลุ่มเซเวียร์ ที่อาจจะส่งผลทางด้านดราม่าในฉากสำคัญที่จะเผชิญหน้ากับนีแกนอีกครั้ง ก็รอดูกันครับ ตอนที่ 3 ว่าโมราเลส จะมีบทบาทกับเรื่องราวในซีซัน 8 นี้เพียงใด จะเป็นภาระหนักให้กับกลุ่มของริค และโผล่มาอีกแค่แพร้บแล้วก็โดนกำจัดไป

เกร็ดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โมราเลส

  •  ฮวน กาเบรียล ปาเรจา เคยร่วมแสดงในหนัง “The Mist” ที่เขียนบทและกำกับโดย แฟรงค์ ดาราบอนต์ ผู้ร่วมสร้าง The Walking Dead นี้เช่นกัน และบทที่ ฮวน แสดงใน The Mist ก็ชื่อว่า “โมราเลส”
  • การกลับมาของโมราเลส ทำให้เขาเป็นตัวละครที่สร้างสถิติใหม่ให้กับซีรีส์ The Walking Dead ในฐานะตัวละครที่ห่างหายไปนานที่สุด 6 ซีซัน หรือ 95 ตอน
  • โมราเลส กลายมาเป็น 1 ใน 6 ตัวละครที่ยังมีชีวิตรอดมาจากซีซัน 1 จากทั้งหมด 33 คน 6 คนที่ยังรอดชีวิตนั้นคือ ริค ไกรมส์ , คาร์ล ไกรมส์ , แดรีล ดิกซัน , มอร์แกน โจนส์ , แครอล เพเลเทียร์ และ โมราเลส คือรายล่าสุด
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Hunter Killer: สงครามใต้น้ำ มันอย่างกับการ์ตูน

Published

on

By

เรื่องย่อ

เตรียมพบกับอุบัติการณ์ความระทึกครั้งใหม่เมื่อกัปตันเรือดำน้ำที่ไม่เคยออกศึกมาก่อนต้องร่วมมือกับหน่วยซีลเพื่อช่วยเหลือประธานาธิบดีรัสเซียที่ถูกจับเป็นเชลย หลังจากเกิดการปฏิวัติโดยทหารที่มีผู้นำคืออดีตนายพลรัสเซียที่แปรพักตร์เพื่อหวังจะจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สาม นำแสดงโดยตัวพ่อหนังแอคชั่น เจอร์ราร์ด บัตเลอร์ และผู้คว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมปีล่าสุดอย่าง แกรี่ โอลด์แมน

ว่าด้วยชื่อชั้นสำหรับหนังแอ๊กชั่นแนวการเมือง เจอร์ราร์ด บัตเลอร์ ที่ผ่านงานอย่าง Olympus Has Fallen (2013) และ Den of Thieves (2018) นับว่ามีชื่ออยู่ในระดับที่เราไว้วางใจได้ ยิ่งสมทบกับดารามากฝีมือรุ่นเก๋าอย่าง แกรี่ โอลด์แมน ที่เพิ่งได้ออสการ์นำชายยอดเยี่ยมปีล่าสุดจากการสวมบท วินสตัน เชอร์ชิลล์ ใน Darkest Hour (2017)  ก็หายห่วงในเรื่องความเข้มข้นในทางดราม่าการเมือง ที่น่าลุ้นหน่อยคือฝีมือของผู้กำกับ โดโนแวน มาร์ช ที่ทำหนังสร้างชื่ออยู่ฝั่งแอฟริกาใต้มาตลอดแถมยังไม่มีหนังใหญ่ระดับสงครามข้ามชาติอย่างเรื่องนี้เป็นการันตีด้วย แต่หนังก็ยังได้ทีมระดับบิ๊กอีกหลายคนมาร่วมกัน เช่น อาร์น ชมิดต์ ที่เคยโปรดิวซ์ให้หนังอย่าง RoboCop (1987) และ xXx (2002) มาแล้ว และนี่ยังได้โปรดิวเซอร์จาก Olympus Has Fallen มาคุมอีก จึงเป็นหนังที่ตั้งใจจัดเต็มมาเพื่อสร้างชื่อของผู้กำกับฝากในฮอลลีวู้ดที่ต้องเอาใจช่วยเลย

หนังใช้โครงเรื่องที่เข้าใจง่ายจนดูไม่มีอะไรใหม่มากอย่างการช่วยประธานาธิบดีฝั่งตรงข้ามจากกลุ่มกบฏ เพื่อป้องกันสงครามโลกครั้งใหม่ แต่ก็ใช้ยุทธวิธีการรบที่หลากหลายผสมทั้งใต้น้ำและบนบก ทั้งยุทธวิธีของเรือดำน้ำทั้งปฏิบัติการหน่วยซีล หนังเรื่องนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองเทียบกับหนังแนวเรือดำน้ำที่เราไม่ได้ชมกันมานานแล้วด้วยกัน อย่างชั้นยอดก็ตั้งแต่สมัย Crimson Tide (1995) นู่น ส่วนสมัยใหม่หน่อยก็ยังต้องย้อนไปหลายปีอย่าง U-571(2000) หนังเรื่องนี้จึงทั้งได้เปรียบในแง่คนโหยหาหนังแนวสงครามใต้น้ำมานาน และเสียเปรียบที่มีหนังทำได้สนุก ๆ มาก่อนหลายเรื่องแล้วเช่นกัน

และตัวหนังก็ทำได้สนุกมาก ใส่อัดสถานการณ์ให้ต้องลุ้นตลอด โดยภาพใหญ่คือต่างฝ่ายต่างไม่รู้เจตนาของกัน ซึ่งเสี่ยงจะเกิดสงครามโลกได้ตลอดเวลา ทางอเมริกาก็ไม่รู้ว่ารัสเซียจะเล่นอะไร ฝั่งรัสเซียก็ไม่รู้ว่ามีการยึดอำนาจจับผู้นำเป็นตัวประกัน แล้วฝั่งพระเอกทั้งหน่วยซีล ทั้งเรือดำน้ำ ก็เลยต้องปฏิบัติการลับเหนือโลกเข้าไปช่วยแบบไม่ให้โลกล่วงรู้ คือหน้าหนังอาจเหมือนหนังเรือดำน้ำสู้กัน แต่เอาจริง ๆ แล้วมันคือหนังสงครามที่มีเรือดำนำเป็นตัวหลักหนึ่งในภารกิจเท่านั้นครับ เพราะฝั่งพระเอกที่เราต้องเอาใจช่วยนี่คือทั้งหมดเลย ตั้งแต่ฝ่ายยุทธการในเพนตากอน ทั้งหน่วยซีล ทั้งเรือดำน้ำ ตลอดจนฝั่งรัสเซียฝ่ายที่เข้าข้างประธานาธิบดีเองด้วย เพื่อผลลัพธ์เดียวกันคือเลี่ยงสงครามโลกครั้งใหม่ให้ได้ ซึ่งมันคือความสำเร็จในการเล่าเลยนะ ขนาดว่าไม่ได้รู้จักอะไรตัวละครกลุ่มนี้มาก่อนมากมาย เราก็ลุ้นฉิบหายวายป่วงไปกับพวกเขาตลอดเลย

ข้อเด่นและด้อยของหนังคือสิ่งเดียวกันเลย คือความไม่สมจริงของมัน คือสายสงครามจริงจังคงมองว่าเพ้อเจ้อและมีความไม่สมเหตุสมผลหลายจุด แต่ความที่มันโม้เว่อแบบการ์ตูนระดับหนึ่งก็ทำให้หนังโคตรสนุกขึ้นมาเลย ไหนจะการที่เปิดโอกาสให้ได้โชว์เทคโนโลยีทางทหารใหม่ ๆ สารพัดนั่นอีก คือดูแล้วถึงจะไม่ได้รู้สึกว่าหนังดีเกรดเออะไร แต่มันเป็นหนังบีบวกที่คุ้มค่าเวลาการชมแบบระเบิดระเบ้อเลย ทั้งต้องลุ้นภารกิจฝั่งการเมืองที่จะเปิดหน้าวอร์กันตลอด ลุ้นทั้งภารกิจในพื้นที่ที่ต้องจัดการปัญหาสารพัดแบบไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่อะไร ๆ ก็เดินหน้าลุยบ้าเลือดกัน ซึ่งเป็นความลุ้นที่สร้างรสชาติแตกต่างให้หนังแนวสงครามอย่างดีเลยครับ

เอาเป็นว่าเป็นหนังบู๊ที่เซอร์ไพรส์มากพอสมควร เพราะเอาจริง ๆ คิดว่าจะไม่สนุกมากหรือก็เดิม ๆ ประมาณหนังแผ่นหนังทีวี แต่กลายเป็นความสนุกเกินเบอร์ไปหลายเท่าตัวเลย น่าลองครับ

ตอร์ปิโดที่ว่าไว ยังไม่ไวเท่ากดรูปปุ๊ปซื้อตั๋วได้ปั๊บ ต้องจัดเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Halloween : ฮาโลวีนภาคที่สนุกที่สุด

นับถึงวันนี้ Halloween ภาคล่าสุดนี้ก็มีอายุ 40 ปีบริบูรณ์ ถ้านับจากภาคแรกในปี 1978 ที่ไมเคิล ไมเยอร์ส ได้แนะนำตัวเองให้โลกรู้จัก และทำให้ ไมเคิล ไมเยอร์สกลายเป็นคาแรกเตอร์ฆาตกรสวมหน้ากากอมตะตัวหนึ่งของโลกภาพยนตร์ ด้วยความน่ากลัวของมันทำให้ Halloween กลายเป็นหนังเชือดที่มีภาคต่อมากที่สุด Halloween ภาคล่าสุดนี้คือภาคที่ 11 ของแฟรนไชส์ชุดนี้แล้ว

Published

on

นับถึงวันนี้ Halloween ภาคล่าสุดนี้ก็มีอายุ 40 ปีบริบูรณ์ ถ้านับจากภาคแรกในปี 1978 ที่ไมเคิล ไมเยอร์ส ได้แนะนำตัวเองให้โลกรู้จัก และทำให้เขากลายเป็นคาแรกเตอร์ฆาตกรสวมหน้ากากอมตะตัวหนึ่งของโลกภาพยนตร์ ด้วยความน่ากลัวของมันทำให้ Halloween กลายเป็นหนังเชือดที่มีภาคต่อมากที่สุด Halloween ภาคล่าสุดนี้คือภาคที่ 11 ของแฟรนไชส์ชุดนี้แล้ว

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

และการกลับมาครั้งนี้ หนังตกอยู่ในมือของทีมงานที่ดูห่างไกลกับวงการหนังสยองขวัญมาก คนแรกคือ เดวิด กอร์ดอน กรีน ผู้กำกับฝีมือดีที่ไม่เคยผ่านงานกำกับหนังสยองขวัญมาก่อนเลย ผลงานเด่น ๆ ของเขาคือหนังตลก Your Highness , Pineapple Express และหนังดราม่าอย่าง Stronger ส่วนงานเขียนบทนั้นผู้กำกับเดวิด กอร์ดอน กรีน ก็รับหน้าที่เขียนบทร่วมกับ เดวิด แม็คไบรด์ ดาราตลกร่างท้วมที่เคยเขียนบทหนังและทีวีซีรีส์มาหลายเรื่องเช่นกัน แต่นี่ก็คืองานเขียนบทหนังสยองขวัญเรื่องแรกของเขา แล้วก็ต้องยอมรับว่าทั้งคู่ทำได้ดีเกินคาด ด้วยเหตุที่ว่า Halloween เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญที่มีอายุมากถึง 40 ปี มีภาคต่อมากมาย มีไทม์ไลน์ออกทะเลไปไกล ทั้งเดวิด และ แดนนี่ ก็เลยเลือกที่จะเมินเฉยกับเรื่องราวภาคต่อทั้งหมดแล้วกำหนดให้เหตุการณ์ในภาคนี้ เชื่อมต่อโดยตรงกับ Halloween ภาคแรกในปี 1978 มันซะเลย

ซ้าย เดวิด กอร์ดอน กรีน – ผู้กำกับ,เขียนบท / ขวา แดนนี่ แม็คไบรด์ – ผู้เขียนบท

ผู้เขียนเองได้ทำการบ้านด้วยการหยิบ Halloween (1978)มาดูอีกครั้ง กับวิวัฒนาการของหนังสยองขวัญในฮอลลีวู้ดที่เดินหน้าไปมาก จึงทำให้การรับชมในวันนี้รู้สึกว่าเทคนิคการนำเสนอเมื่อ 40 ปีก่อนมันช่างจืดชืด ชวนให้สงสัยว่า ไมเคิล ไมเยอร์ส มันกลายเป็นฆาตกรจอมเชือดที่ฮิตยาวนานมาขนาดนี้ได้อย่างไร ถ้าเทียบกับเจสัน วอร์ฮี จาก Friday The 13th และ เฟรดดี้ ครูเกอร์จาก Nightmare on Elm Street แล้ว ไมเคิล ไมเยอร์ส จัดได้ว่าเป็นฆาตกรสวมหน้ากากที่ดูไร้สาระ ขาดเหตุจูงใจในการฆ่าที่สุด และอยู่ห่างไกลเหตุและความสมจริงที่สุด เพราะทั้งเจสัน และ เฟรดดี้ ต่างก็เป็นปีศาจร้ายที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น แต่ไมเคิล ไมเยอร์ส คือมนุษย์ปุถุชนดี ๆ นี่เอง มีเลือดและเนื้อเหมือนกับเรา ๆ แต่ไร้ซึ่งแรงจูงใจในการเป็นฆาตกรต่อเนื่อง และไม่มีเหตุผลที่มาอธิบายว่าทำไมมันถึงอึดถึกทนและฆ่าไม่ตายเสียที และเหตุใดถึงมีพละกำลังมหาศาลได้เพียงนี้ ก็ทำได้เพียงแต่เพิกเฉยกับหลักการและเหตุผลเหล่านั้นเสีย และเข้าใจเสียว่ามันคือธรรมเนียมที่ต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจว่านี่คือหนึ่งในหนังเชือดที่ฆาตกรสวมหน้ากากล้วนมีพลังและความสามารถเหล่านี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานกันอยู่แล้ว

จากหนังสยองขวัญเบสิคในภาคแรก แม้หนังจะเป็นผลผลิตของจอห์น คาร์เพนเตอร์ หนึ่งในปรมาจารย์หนังสยองขวัญของฮอลลีวู้ด แต่หนังก็อยู่ในมาตรฐานหนังสยองขวัญยุคนั้นที่เล่าทุกอย่างโดยแบนราบ ทั้งตัวไมเคิล ไมเยอร์ส และบรรดาเหยื่อทุกตัว เดินเรื่องตามสูตรสำเร็จที่นางเอกของเรื่องจะต้องถึกทนและเอาชนะเจ้าฆาตกรสวมหน้ากากได้ในที่สุด ก่อนที่เจ้าฆาตกรสวมหน้ากากจะอันตรธานไปเพื่อสานต่อวีรกรรมในภาคต่อไป

พอมาถึง Halloween 2018 ทั้งเดวิด กอร์ดอน กรีน และ แดนนี่ แม็คไบรด์ ทำให้ ลอรี่ สโตรด ตัวละครดั้งเดิมจากภาคแรกดูมีมิติตัวตนมากขึ้น จากบทสนทนาทำให้เราให้เรารู้ว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ลอรี่ ยังคงฝังใจกับเหตุการณ์ร้ายตั้งแต่ภาคแรก ส่งผลให้เธอกลายเป็นบุคคลประหลาดในสังคมและแม้กระทั่งครอบครัวตัวเอง ต้องหย่าถึง 2 ครั้ง และมีปัญหาในการสานสัมพันธ์กับ แคเร็น ลูกสาวตัวเอง ที่เธอบังคับให้ฝึกการใช้อาวุธป้องกันตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก และเพิ่มตัวละครสำคัญอย่าง อลิสัน หลานสาว ที่รักและเห็นใจยายพยายามที่จะสานสัมพันธ์แม่และยายให้กลับมาดีเหมือนเดิม การเพิ่มเรื่องราวในส่วนดราม่าของหนัง เป็นส่วนที่น่าชื่นชมมาก ทำให้ Halloween 2018 ดูมีคุณค่าสาระมากกว่าหนังเชือดแบบฉาบฉวยที่มักจะใส่แต่ตัวละครวัยรุ่นให้เข้ามาเป็นเหยื่อทีละคนแล้วก็จบ ๆ ไปอีก 1 ภาค

ในขณะเดียวกันที่หนังเล่าเรื่องราวของลอรี่ สโตรด หนังก็เล่าเรื่องราวของไมเคิล ไมเยอร์ส ขนานกันไป เมื่อทางเรือนจำดำเนินการย้ายที่คุมขังไมเคิล แล้วเจ้าฆาตกรโหดก็หลุดรอดมาได้อีกครั้งระหว่างขนย้าย ซึ่งเป้าหมายของมันหลังจากพบอิสรภาพก็คือการมุ่งหน้ามาหา ลอรี่ สโตรด คู่แค้นตลอดกาล แต่ระหว่างทางก็คอยจัดการกับบรรดาวัยรุ่นโชคร้ายด้วยวิธีการโหด ๆ ซึ่งหนังก็ยังคงฉลาดในการสอดแทรกฉากเหล่านี้ไว้ตามมาตรฐานหนังเชือด ก่อนจะพาให้เรื่องราวทั้ง 2 ส่วนมาบรรจบกันในฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง ที่หนังปูอารมณ์มากว่าชั่วโมง หนึ่งคือผู้ล่าที่รอคอยเวลากำจัดเหยื่อที่มันค้างคาใจมา 40 ปี ส่วนอีกฝ่ายที่เตรียมพร้อมรับมือเต็มที่เพราะรู้ว่าวันนี้จะต้องมาถึงด้วยการฟิตทั้งร่างกายฝึกซ้อมอย่างหนักแม้ในวัย 60 กว่าปีและการแปลงบ้านให้กลายเป็นป้อมปราการและคลังแสงขนาดย่อมเพื่อรอคอยการมาเยี่ยมของไมเคิล ไมเยอร์ส หนังถ่ายทอดฉากไคลแมกซ์ออกมาได้สมการรอคอย เป็นการเผชิญหน้าที่ทั้งลุ้นและมันส์ แล้วก็ต้องชื่นชมเดวิด กอร์ดอน กรีน อีกครั้งกับการกำกับหนังสยองขวัญครั้งแรก และทำได้ชวนลุ้นระทึกได้เพียงนี้

Halloween 2018 จัดเป็นหนังสยองขวัญที่มาครบรสทั้งโหดตามมาตรฐานหนังเชือด ตุ้งแช่พองาม และที่ชอบมากคือการเพิ่มเรื่องราวดราม่า ยาย-แม่-หลาน ที่ปูความมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเยี่ยมในฉากไคลแมกซ์ ด้วยความที่หนังเล่าเรื่องราวจากภาคต่อที่มีอายุถึง 40 ปี น้อยคนมากล่ะที่จะเคยดูภาคแรก แต่หนังก็ปูความถึงเหตุการณ์ในภาคแรกพอประมาณ ถึงแม้จะเคยดูภาคแรกก็สามารถสนุกไปกับภาคนี้ได้ ไม่ถึงกับขาดอรรถรสไปมากมายนัก หนังใช้ทุนสร้างไปเพียง 10 ล้านเหรียญเท่านั้น แค่สัปดาห์แรกก็ทะลุ 80 ล้านเหรียญไปแล้ว เป็นการกลับมาที่สมศักดิ์ศรีมาก ๆ ได้ดูภาคต่อกันแน่นอนครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

สตอปโมชัน “Pinocchio” ของ “กีเยร์โม เดล โตโร” จะฉายทาง Netflix

เตรียมตัวชม Pinocchio เวอร์ชันเทพนิยายสุดมืดหม่นจากฝีมือของผู้กำกับ Pan’s Labyrinth และ The Shape of Water กัน

Published

on

อนิเมชันสตอปโมชัน Pinocchio ผู้กำกับรางวัลออสการ์ กีเยร์โม เดล โตโร (The Shape of Water) ซึ่งได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2011 แต่ต้องหยุดชะงักไปเนื่องประสบปัญหาด้านงบประมาณ จะได้ฉายทาง Netflix

Netflix ได้ประกาศว่า ผลงานอนิเมชันสตอปโมชัน Pinocchio ของ กีเยร์โม เดล โตโร จะได้รับการฉายอย่างเป็นทางการ โดยจะได้ Jim Henson Company และ ShadowMachine (ผู้สร้าง Bojack Horseman) มาร่วมสร้างด้วย

ทางด้าน กีเยร์โม เดล โตโร ได้กล่าวว่า

“อนิเมชันเป็นงานด้านศิลปะที่ส่งผลต่อการทำงานและชีวิตของเขาเป็นอย่างมาก และโดยส่วนตัวแล้ว Pinocchio ก็เป็นตัวละครเดียวที่มีจุดเชื่อมโยงกับตัวผมจริง ๆ

ในเรื่องราวของเรานี้ Pinocchio มีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ และมีพ่อผู้ไม่สนใจใยดี เขาได้หลงเข้าไปในโลกที่เขาไม่รู้จักหรือเข้าใจได้ และได้เริ่มต้นการเดินทางอันมหัศจรรย์ที่ทำให้เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพ่อ และโลกแห่งความเป็นจริง”

เท่าที่จำได้ ผมอยากสร้างภพายนตร์เรื่องนี้มาโดยตลอด”

ในขณะที่ Disney กำลังเตรียมงานสร้าง Pinocchio เวอร์ชันจอเงินที่ดัดแปลงมาจากอนิเมชันต้นที่ดัดแปลงจากนิทานคลาสสิกของ การ์โล กอลโลดี นั้น Pinocchio ของ เดล โตโร จะเป็นงานที่มืดหม่นมากกว่า และแสดงถึงความวิจิตร์ด้านงานสร้างที่เขามีความถนัดมากกว่า ซึ่งอาจทำให้ Pinocchio กลายเป็นงานเทพนิยายหม่น ๆ คล้ายกับ Pan’s Labyrinth เลยทีเดียว

นอกจากนี้ เขายังได้มอบหมายให้ กาย เดวิส (ร่วมงานกับ เดล โตโร มาอย่างยาวนาน) มาเป็นผู้ออกแบบตัวละคร โดยอ้างอิงจากงานภาพของ กริส กริมลี่ ที่เขียนภาพให้กับ Pinocchio ของ การ์โล กอลโลดี ฉบับปรับปรุงใหม่ปี 2000 อีกด้วย

นอกเหนือจาก Pinocchio แล้วนั้น เดล โตโร ก็ยังมีผลงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์ Scary Stories to Tell in the Dark (ร่วมเขียนบทด้วย) และเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์รีเมก Fantastic Voyage (ท่องทะเลเลือด) ในช่วงปลายปี 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!