Connect with us

What The Fact

[รีวิว]American Animals : หนังปล้นล้นไอเดียบรรเจิด

อีกหนึ่งหนังฟอร์มเล็กที่มีดีในตัวเกินคาด บาร์ต เลย์ตัน ผู้กำกับหน้าใหม่ที่เหมาหน้าที่เขียนบทเองด้วย มาพร้อมกับไอเดียบรรเจิดมากมาย แล้วเหมือนร้อนวิชาระดมใส่ทุกอย่างลงไปในเรื่องนี้ แต่ดีที่มันไม่ล้นแต่ลงตัวได้รสชาติกลมกล่อม แม้ว่าเป็นเรื่องที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่เล่าเหตุการณ์ปล้นที่ดัดแปลงมาจากเหตุการณ์จริง แต่บาร์ตก็หาทางฉีกจากขนบเดิม ๆ ได้ด้วยการเอาแก๊งปล้นจริงทั้ง 4 คน มานั่งเล่าเรื่องราวในอดีตสลับกับเรื่องราวของหนังที่เดินหน้าไปเรื่อย ๆ แต่เก๋ตรงที่ว่ามันผ่านการตัดต่อ ที่ลงตัว ไม่ได้ออกมาแนวสารคดี ไม่ได้เป็นบทสัมภาษณ์แต่เป็นการเล่าเรื่องราวด้วยท่าทางกวน ๆ ตัดต่อสลับไปมากับเหตุการณ์ในหนังที่บางครั้งก็เบรคอารมณ์ บางครั้งก็ช่วยส่งอารมณ์ทำให้ได้มุกฮาเสียงดัง ๆ อยู่หลายครั้ง

American Animals : รวมกันปล้น อย่าให้ใครจับได้

7.6

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

8.0/10

ความแปลกใหม่

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • รูปแบบการนำเสนอแปลกใหม่ของหนังที่สร้างจากเรื่องจริง
  • บทเยี่ยม เล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตาม โดยไม่ต้องมีฉากแอ็คชั่นสาดกระสุน
  • แคสติ้งนักแสดงดี ดูเข้ากับกับบุคลิกตัวละคร
  • เพลงประกอบเข้ากับบรรยากาศหนัง ฟังสนุก ติดหู
  • ตัดต่อไปมาระหว่างบทสัมภาษณ์และเรื่องราวของหนังได้จังหวะอารมณ์

จุดสังเกต

  • วางไคลแมกซ์ไว้กลางเรื่อง แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นค่อนข้างยาวทำให้หนังอืด
  • อารมณ์ช่วงแรกกับช่วงหลังก้าวกระโดดเกินไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย

อีกหนึ่งหนังฟอร์มเล็กที่มีดีในตัวเกินคาด บาร์ต เลย์ตัน ผู้กำกับหน้าใหม่ที่เหมาหน้าที่เขียนบทเองด้วย มาพร้อมกับไอเดียบรรเจิดมากมาย แล้วเหมือนร้อนวิชาระดมใส่ทุกอย่างลงไปในเรื่องนี้ แต่ดีที่มันไม่ล้นแต่ลงตัวได้รสชาติกลมกล่อม

แม้ว่าเป็นเรื่องที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่เล่าเหตุการณ์ปล้นที่ดัดแปลงมาจากเหตุการณ์จริง แต่บาร์ตก็หาทางฉีกจากขนบเดิม ๆ ได้ด้วยการเอาแก๊งปล้นจริงทั้ง 4 คน มานั่งเล่าเรื่องราวในอดีตสลับกับเรื่องราวของหนังที่เดินหน้าไปเรื่อย ๆ แต่เก๋ตรงที่ว่ามันผ่านการตัดต่อ ที่ลงตัว ไม่ได้ออกมาแนวสารคดี ไม่ได้เป็นบทสัมภาษณ์แต่เป็นการเล่าเรื่องราวด้วยท่าทางกวน ๆ ตัดต่อสลับไปมากับเหตุการณ์ในหนังที่บางครั้งก็เบรคอารมณ์ บางครั้งก็ช่วยส่งอารมณ์ทำให้ได้มุกฮาเสียงดัง ๆ อยู่หลายครั้ง

ผู้กำกับบาร์ต เลย์ตัน และ แบร์รี่ โคแกน นักแสดงนำ

แม้นี่จะเป็นหนังปล้น แต่ก็มาในทิศทางแปลกใหม่ เพราะเป็นการปล้นของเด็กวัยรุ่น ที่ทำไปด้วยความคึกคะนอง และมันเป็นการปล้นหนังสือโบราณมูลค่ามหาศาลจากห้องสมุด ที่มีบรรณารักษ์ป้า ๆ เฝ้าอยู่คนเดียว จึงทำให้รู้สึกว่าเป็นการจารกรรมที่ดูง่ายดายยั่วยวนใจ หนังมีหลาย ๆ อย่างที่ทำให้รู้สึกประทับใจมากขณะดู จะด้วยการตัดต่อเรื่องราวในหนังกับบุคคลจริงมาเล่าเรื่องอย่างที่กล่าวไป บทหนังสอดแทรกมุกมาตลอดทาง เป็นมุกที่กวนทีนด้วย กวนทั้งตัวละครในหนังและกวนทั้งบุคคลจริงที่มาเล่าเรื่องด้วยสีหน้าท่าทางอารมณ์ดี ผิดคาดจากความรู้สึกแรกที่เห็นตัวอย่างหนังมาก เข้าใจผิดไปว่านี่คือหนังเครียด ๆ หนัก ๆ

หนังเดินหน้าไปไม่เร็วนัก ค่อยเป็นค่อยไปแต่น่าติดตามในทุก ๆ ขั้นตอน เพราะที่ผ่านมาเราได้ดูกันแต่หนังปล้นฝีมืออาชญากรมืออาชีพ แต่นี่เป็นการปล้นของนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ไม่มีประสบการณ์ปล้นเลย มีแต่ความห้าวเป้ง หาข้อมูลการปล้นจากกูเกิ้ล และศึกษาวิธีการจากหนังปล้นเรื่องดัง

แรกเริ่มคู่หู สเปนเซอร์ และ วอร์เรน ตั้งใจจะปล้นกันแค่ 2 คน แต่ก็ขาดหัวสมองของทีมและคนขับรถ ก็เลยไปชักชวนอีริค และ แชส มาเพิ่มอีก 2 ด้วยความที่เป็นเด็กวัยรุ่นและการเล่าเรื่องแบบทีเล่นทีจริง จึงทำให้หนังเดินหน้าไปแบบคาดเดาไม่ได้ ว่าสุดท้ายแล้ว 4 เกลอนี้จะลงมือปล้นจริงหรือไม่ และขั้นตอนสำคัญที่ดูเป็นจุดอ่อนของห้องสมุดคือมีเพียงป้าบรรณารักษ์เฝ้าอยู่เพียงคนเดียว แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของทีมคือการต้องลงมือจัดการกับป้าบรรณารักษ์ ที่ทั้ง 4 ต่างเกี่ยงกันเพราะไม่มีใครอยากจะทำร้ายคนแก่ ต่อจากนี้ก็ขอให้ไปติดตามดูแล้วกันว่าแผนปล้นของทั้ง 4 จะสำเร็จลุล่วงหรือไม่

องค์ประกอบอื่น ๆ ล้วนลงตัวไปหมด เป็นหนังปล้นที่ทำได้ดูสนุกได้โดยไม่ต้องมีฉากแอ็คชั่น ไม่มีการยิงปืนแม้แต่นัดเดียว ทั้งเพลงประกอบของหนังเป็นเพลงใหม่ไม่คุ้นหู แต่การเลือกแต่ละเพลงก็เข้ากับบรรยากาศในหนังแต่ละช่วง ช่วยส่งอารมณ์ของหนังได้ดี การตัดต่อไปมาระหว่างหนังกับบทสัมภาษณ์ก็เหมาะเจาะช่วยส่งอารมณ์และเติมเต็มเนื้อหาในแต่ละช่วงได้ดี การถ่ายภาพ การเคลื่อนกล้องดีไปหมด

การแคสติ้งยอดเยี่ยม งานแสดงอยู่ในระดับดี คู่หลักสเปนเซอร์ และ วอร์เรน เข้าขากันดี ดูแล้วรู้สึกว่า 2 คนนี้มันเพื่อนซี้กันจริง ๆ ตัวแสดงแม้ไม่ได้เลือกหน้าตามาเหมือนกับตัวจริง แต่ก็ยอมรับบุคลิกของแต่ละคนน่ะใช่ เด่นสุดคืออีแวน ปีเตอร์ ที่จดจำกันได้จากบท ควิกซิลเวอร์ จาก X-men ทั้ง 2 ภาค ด้วยบุคลิกกวน ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้วต้องมารับบทเป็น วอร์เรน ตัวเซี้ยวที่สุดของทีมก็เลยดูใช่มาก แบร์รี่ โคแกน ดาราวัยรุ่นที่เริ่มเห็นหน้าบ่อยล่ะจาก Dunkirk และ The Killing of Sacred Deer มารับบท สเปนเซอร์ ตัวละครหลักของเรื่อง ที่ก็พอเล่นผ่านไปได้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรให้ชวนจดจำนัก

หนังเดินหน้ามาราบรื่นตลอด แต่ก็เสียดายที่มาทำให้รู้สึกขัดใจเอาในช่วงท้ายของหนังหลังจากฉากปล้น ที่หนังพลิกอารมณ์แบบก้าวกระโดดมาก จากครื้นเครงเฮฮาก็กลายเป็นดราม่า มีน้ำตาและความตึงเครียดระหว่างเพื่อนและพ่อแม่ให้เห็น  เหมือนกับว่าผู้กำกับเกิดสำนึกผิดชอบขึ้นมาได้ ว่าเราไม่ควรส่งเสริมไอ้เด็กพวกนี้ให้ดูเป็นฮีโร่นะ เดี๋ยวเด็ก ๆ ที่ดูจะเอาเยี่ยงอย่าง ก็เลยกลายเป็นว่าสาระมาเต็ม ข้อคิดผิดชอบชั่วดีสื่อกันชัด ๆ แบบไม่ต้องตีความ แม้เป็นหนังฟอร์มเล็กแต่ก็มีดีในตัวมากมาย ดูได้เพลิดเพลิน เห็นถึงความตั้งใจและไอเดียมากมายของผู้กำกับ เป็นหนังที่ควรค่ากับเวลาและค่าตั๋วครับ

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

American Animals : รวมกันปล้น อย่าให้ใครจับได้

7.6

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

8.0/10

ความแปลกใหม่

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • รูปแบบการนำเสนอแปลกใหม่ของหนังที่สร้างจากเรื่องจริง
  • บทเยี่ยม เล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตาม โดยไม่ต้องมีฉากแอ็คชั่นสาดกระสุน
  • แคสติ้งนักแสดงดี ดูเข้ากับกับบุคลิกตัวละคร
  • เพลงประกอบเข้ากับบรรยากาศหนัง ฟังสนุก ติดหู
  • ตัดต่อไปมาระหว่างบทสัมภาษณ์และเรื่องราวของหนังได้จังหวะอารมณ์

จุดสังเกต

  • วางไคลแมกซ์ไว้กลางเรื่อง แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นค่อนข้างยาวทำให้หนังอืด
  • อารมณ์ช่วงแรกกับช่วงหลังก้าวกระโดดเกินไป

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

American Animals : รวมกันปล้น อย่าให้ใครจับได้

7.6

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

8.0/10

ความแปลกใหม่

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • รูปแบบการนำเสนอแปลกใหม่ของหนังที่สร้างจากเรื่องจริง
  • บทเยี่ยม เล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตาม โดยไม่ต้องมีฉากแอ็คชั่นสาดกระสุน
  • แคสติ้งนักแสดงดี ดูเข้ากับกับบุคลิกตัวละคร
  • เพลงประกอบเข้ากับบรรยากาศหนัง ฟังสนุก ติดหู
  • ตัดต่อไปมาระหว่างบทสัมภาษณ์และเรื่องราวของหนังได้จังหวะอารมณ์

จุดสังเกต

  • วางไคลแมกซ์ไว้กลางเรื่อง แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นค่อนข้างยาวทำให้หนังอืด
  • อารมณ์ช่วงแรกกับช่วงหลังก้าวกระโดดเกินไป

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ดูหนังฟังเพลง] “Come Here” Kath Bloom – Before Sunrise  เมื่อเธอและฉันเรายืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเพลงเพลงนั้นที่จะห่มคลุมหัวใจเราไปตลอดกาล

Published

on

American Animals : รวมกันปล้น อย่าให้ใครจับได้

7.6

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

8.0/10

ความแปลกใหม่

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • รูปแบบการนำเสนอแปลกใหม่ของหนังที่สร้างจากเรื่องจริง
  • บทเยี่ยม เล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตาม โดยไม่ต้องมีฉากแอ็คชั่นสาดกระสุน
  • แคสติ้งนักแสดงดี ดูเข้ากับกับบุคลิกตัวละคร
  • เพลงประกอบเข้ากับบรรยากาศหนัง ฟังสนุก ติดหู
  • ตัดต่อไปมาระหว่างบทสัมภาษณ์และเรื่องราวของหนังได้จังหวะอารมณ์

จุดสังเกต

  • วางไคลแมกซ์ไว้กลางเรื่อง แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นค่อนข้างยาวทำให้หนังอืด
  • อารมณ์ช่วงแรกกับช่วงหลังก้าวกระโดดเกินไป

เพลงกับหนังถือเป็นของคู่กัน ในจังหวะที่เรื่องราวชีวิตของตัวละครกำลังเผยตัวของมันออกมา ในจังหวะนั้นเสียงดนตรีก็ทำหน้าที่ขับกล่อม ขับเน้น ส่งจังหวะ ละเลงอารมณ์ให้คลุ้งกระจายไปในความรู้สึก จวบจนเรื่องราวเหล่านั้นได้จบลง แม้ผ่านวันคืนไปนานเท่าไหร่ หากได้หวนระลึกกลับมาภาพและเสียงเหล่านั้นยังคงตราตรึง บ้างเกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือรอยน้ำตา

เพลงในหนังไม่เพียงแต่เผยความนัยของใจตัวละคร เปิดเผยห้วงอารมณ์อันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ หากแต่การใส่มานั้นยังต้องคำนึงถึงจังหวะ ความกลมกล่อม และลงตัวอีกด้วย

ในวันนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับช่วงเวลาอันเป็นเวทมนต์ที่บทเพลงผสานกับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างวิเศษ  สำหรับ [ดูหนังฟังเพลง] ในครั้งแรกนี้ขอเปิดด้วยเพลงเพลงนี้และฉากฉากนี้ครับ

เพลง “Come Here”

ศิลปิน Kath Bloom

จากภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise (1995) กำกับโดย ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์

ฉาก ยืนฟังเพลงด้วยกันในตู้ทดลองแผ่นเสียง

 

There’s wind that blows in from the north

And it says that loving takes this course

Come here 

Come here”

 

เมื่อหัวเข็มถูกวางจรดลงไปบนแผ่นเสียงอย่างนุ่มนวล เสียงเพลง “Come Here” ของ Kath Bloom ก็ดังขึ้นสองหนุ่มสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ต่างยืนเก้อเขินเคียงกัน พลางยิ้มเอียงอาย ลอบมองซึ่งกันและกัน ส่วนข้างในใจของทั้งคู่นั้นท่วงทำนองแห่งรักกำลังบรรเลงเพลงของมันอยู่

นี่คือหนึ่งในฉากที่โรแมนติคที่สุดในโลกภาพยนตร์ เป็นความโรแมนติคที่ไร้คำพูด หากแต่อิ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Have I never laid down by your side

Baby, let’s forget about this pride

Come here 

Come here”

เสียงร้องที่จริงใจของนักร้องสาว Kath Bloom ผสานเสียงดนตรีโฟล์คที่ฉ่ำเย็น ส่งเสียงเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ ไหลไปกับลำธารแห่งรัก ที่กำลังไหลผ่านดวงใจของคนทั้งคู่

ในปี 1995  หนุ่มหน้าใสนาม เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจเดินเข้าไปทักสวยสวยชาวฝรั่งเศสผู้นั่งลำพังอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับเขา เธอชื่อว่า เซลีน (จูลี เดลฟีย์) ทำความรู็จักกันผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาตามประสาวัยรุ่น ผู้ค้นหาความหมายของชีวิต เขาชวนเธอทิ้งจุดหมายและลงรถไฟไปด้วยกัน ณ เวียนนา หนึ่งในเมืองโรแมนติคของยุโรป ใช้เวลาด้วยกันหนึ่งวันก่อนแสงตะวันจะขึ้นในเช้าวันถัดไป วันที่เรื่องราวความรักอาจสิ้นสุดลงเมื่อแสงของวันใหม่มาเยือน

สุดท้ายแล้วมันไม่ได้จบลง มันอาจขาดช่วง ทิ้งรอย แต่ได้รับการสานต่อในเวลาต่อมา  9 ปีให้หลังกับ Before Sunset และ อีก 9 ปีกับ Before Midnight ทั้งตัวละครและนักแสดงต่างเติบโตไปพร้อมกัน ก้าวผ่านช่วงวัยวันแห่งความฝันและชีวิต

เรื่องราวสุดโรแมนติคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง ณ ฟิลาเดลเฟีย เธอมีชื่อว่า เอมี่ แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) เขาได้ใช้เวลากับเธอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า เดินเที่ยว พูดคุยจนกลายเป็นความประทับใจและความทรงจำไม่รู้ลืม จนมันได้กลายเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซต์ด้วยวัยเพียง 24 ปี ลิงค์เลเทอร์ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ได้แต่เฝ้าฝันว่าเธออาจมาปรากฏตัวในวันใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย

ลิงค์เลเทอร์ กว่าเขาจะรู็ความจริงว่าเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ในปี 2010 และนั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องสร้างภาคต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออุทิศมันให้แด่เธอ และนั่นก็คือ “Before Midnight” นั่นเอง

เคธ บลูม เป็นนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คหญิงชาวอเมริกันจาก Litchfield , คอนเน็คติกัต มีผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันเธอยังคงเล่นดนตรีและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise พบบทเพลงของบลูมในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยความประทับใจในน้ำเสียงและท่วงทำนองโฟล์คที่เรียบง่ายและงดงามของเธฮ เขาจึงหยิบเอาเพลง “Come Here” มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 1995 และด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่ลิงค์เลเทอร์นำเพลงของเธอไปใช้ บลูมเลยนำแรงบันดาลใจนี้มาเขียนบทเพลงใหม่และออกผลงานเดี่ยวอัลบั้มแรกในรอบสิบปีของเธอ อันมีชื่อว่า “Come Here: The Florida Years” ในปี 1999

เธอเป็นคนที่ค่อยข้างขี้อาย ทั้งๆที่มีผลงานมากมายและต้องแสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันเสียที เธอชอบที่จะเล่าเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกเลยที่เพลงของเธอถูกใช้ในฉากที่มีบรรยากาศของความเขินอายห่มคลุมอย่างนารักและอบอุ่น

จากการที่มีคุณพ่อเป็นนักเป่าโอโบมือฉกาจ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของเสียงดนตรี เธฮจึงมีมันอยู๋ในหัวใจ เธอชอบที่จะเขียนและเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและเสียงร้องของเธอ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เป็นธรรมชาติ “ดิบ” คำนี้อาจใช้บรรยายถึงความตั้งใจของเธอได้ดี เป็นความดิบที่มอบความ “สุข” ให้กับผู้ที่ได้ฟัง

“ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความจริง

สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มาจากใจ”

เสียงร้องอุ่นๆของเธอ และเนื้อเพลงที่มีน้ำเสียงเชื้อชวนใกล้ชิด

“No, I’m not impossible to touch

I have never wanted you so much 

Come here

come here,”

เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์กับช่วงฉากในภาพยนตร์ เสียงร้องของเธฮนั้นเป้นส่วนผสมที่สมดุลระหว่างความดิบและความเร่งเร้า

เธอกล่าวว่า เธอมักมีสำนึกของความเร่งเร้าอยู่เสมอ มันเป้นความรู้สึกที่เราพึงมีเพื่อแข่งขันกับเวลาในชีวิต ที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่ตลอดเวลา

เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เจสซีและเซลีนมี พวกเขาเร่งเร้าและรุ่มร้อน (ในท่วงทำนองที่อบอุ่น นุ่มนวล)

“เมื่อเรายังเยาว์ เราแข็งกล้า เรามุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา

แต่เมื่อเวลาผันผ่าน เมื่อความชราค่อยๆมาเยือน เราฉลาดขึ้น ลุ่มลึกขึ้น

และจังหวะของเราก็แผ่วช้าลงเพื่อพบสมดุล ณ จุดนี้”

เสียงเพลงดังขึ้น สองหนุ่มสาวยืนเคียงกันในบูธลองแผ่นเสียงของร้านขายแผ่นเสียงใน เวียนนา เอียงอาย แย้มยิ้มเล็กๆ และลอบมองกันด้วยใจระทึก

ที่นั่นมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงเท่านั้นที่บรรยายความรู้สึกของคนทั้งคู่ได้ดีที่สุด มันได้คลี่เผยความนัยแห่งใจของทั้งสอง เปิดเปลือยมันออกมาอย่างงดงาม ภาพและเสียงนั้นยังคงตราตรึง สถิตอยู่มิรู้ลืม

ที่มา

http://www.chattanoogapulse.com/music/features/the-timeless-music-of-kath-bloom/

http://mentalfloss.com/article/61244/15-facts-about-sunrise

https://www.indiewire.com/2013/05/the-real-woman-who-inspired-richard-linklaters-before-sunrise-197694/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!