Connect with us

What The Fact

ไม่ธรรมดา !!! เชิญชม “วิชาตัวเบา” MV 360 องศา จาก Bodyslam

Bodyslam มาพร้อมกับประสบการณ์ใหม่ในการฟังดนตรี กับการปล่อย MV ซิงเกิ้ลที่สองจากอัลบั้มใหม่ล่าสุดในชื่อเดียวกันกับอัลบั้มนั่นคือ  “วิชาตัวเบา”  โดยนำเสนอออกมาในรูปแบบ MV 360 องศา ที่เราสามารถหมุนดูได้รอบทิศทาง ให้บรรยากาศและความรู้สึกราวกับเรากำลังล่องลอยไปกับบทเพลง ซึ่งช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับการฟังเพลงนี้ยิ่งนัก

“วิชาตัวเบา” เป็นเพลงช้าความหมายดีๆ ที่ถ่ายทอดมุมมองความรักที่งดงาม ที่ถึงแม้ว่าความรักนั้นจะไม่สมหวัง ไม่เป็นไปอย่างฝัน แต่ด้วยรักและความผูกพันที่ถักทอขึ้นตามกาลเวลานั้น เราต้องปล่อยความเจ็บช้ำไป และ ยังคงมีรักให้เธออยู่เสมอ

เป็นมุมมองความรักที่งดงาม

เป็นรักที่เป็นไปด้วยความเข้าใจ

เป็นรักที่ไม่ทำให้รู้สึกหนักในใจ

เป็นรักที่ทำให้เบาสบายใจ

และนี่คือ ความหมายของ “วิชาตัวเบา” นั่นเอง

“ยังคงมีรักให้เธอเหมือนเดิม  แต่จะรักเธอด้วยความเข้าใจ

หากมันเหลือเพียงความผูกพัน  แม้จะไม่เป็นอย่างฝัน  ไม่เป็นไร”

เป็นบทเพลงรักอกหักที่มีความหมายที่ดี  ทำให้เรารู้สึกมีพลัง  และมองรักในมุมใหม่ มุมที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและพร้อมที่จะมีรักให้กับคนที่เรารักเสมอไม่ว่าวันนี้มันจะเป็นอย่างไรก็ตาม

เสียงร้องของพี่ตูนยังดูเศร้าแต่เคล้าไปด้วยความอบอุ่นเช่นเคย ภาคดนตรีก็มาด้วยท่วงทำนองแบบป็อปร็อคที่ผสานกันอย่างลงตัวและเกาะกุมกันราวกับหมู่เมฆที่โอบอุ้มแสงตะวันอุ่นจากเสียงร้องของพี่ตูน

งานเพลงชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นจากทีมงานคุณภาพเช่นเคย

ทำนอง โดย พี่ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย

เนื้อร้องโดย   โป โปษยะนุกูล, เหนือวงศ์  และ Mango Team

เรียบเรียง โดย  Bodyslam , พูนศักดิ์ จตุระบุล หรือ อ๊อฟ Big Ass ซึ่งทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับงานเพลงในอัลบั้มนี้ด้วย

นอกจากนี้ “วิชาตัวเบา” ยังผ่านการมิกซ์และทำมาสเตอร์ โดยมืออาชีพระดับสากล เจ้าเก่าจากเพลง “ ใคร คือ เรา” นั่นคือ Rich Costey  มือมิกซ์ และ Ted Jensen มือมาสเตอร์  จาก Sterling Sound นิวยอร์ค

Rich Costey

 Rich Costey เป็น มือโปรดิวซ์และบันทึกเสียงชื่อดังชาวอเมริกันที่ทำงานได้หลากหลายแนวดนตรีไม่ว่าจะ ฮิป ฮอป ร็อค ป็อป อินดี้ หรืออิเล็คทรอนิค ส่วนศิลปินที่ คอสตีย์ เคยร่วมงานนั้นก็มีแต่ตัวเด็ดๆทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Foo Fighters ,  Sigur Rós  , Muse ,Foster the People, Biffy Clyro.  เป็นต้น โดยอัลบั้ม Echoes, Silence, Patience & Graceในปี 2008 ของ Foo Fighters  ที่คอสตีย์  มิกซ์ให้นั้นได้รับรางวัลอัลบั้มเพลงร็อคยอดเยี่ยมจากแกรมมี่อวอร์ดปีที่ 50

Ted Jensen

ส่วนงานมาสเตอร์นั้นเป็นฝีมือของ Ted Jensen จาก Sterling Sound นิวยอร์ค ซึ่งงานที่เจนเซ่นเคยมาสเตอร์มาแล้วล้วนแล้วแต่เป็นอัลบั้มคลาสสิคทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น Hotel California ของ The Eagles , American Idoit ของ Green Day หรือ แม้กระทั่งป็อปแจ๊ซอย่าง Come Away With Me ของ Norah Jones ก็ผ่านมือของเจนเซ่นมาแล้ว ซึ่ง American Idiot และ Come Away With Me เป็นอัลบั้มที่ได้เข้าชิงรางวัลอัลบั้มแห่งปีจากแกรมมี่อวอร์ดในปี 2003 และ 2005 ตามลำดับ นอกจากนี้ศิลปินเอเชียที่เคยร่วมงานกับ Ted Jensen ก็ยังมีอาทิวงเจร็อคระดับโลกอย่าง L`arc ~en~Ciel ก็ได้ผ่านการมาสเตอร์ระดับเทพของ Ted ในอัลบั้ม RAY เป็นต้น

และความพิเศษของ MV เพลงนี้ก็คือการถ่ายทอดผ่านระบบภาพ 360 องศา ที่ผู้ชมสามารถเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศของบทเพลงได้ราวกับอยู่ตรงหน้าเลย เริ่มจากการติดอยู่ในถ้ำแห่งความทุกข์อันหม่นมืด ความแห้งแล้งอ้างวางห่างไกล ไปสู่แสงสว่างที่ค่อยๆผ่านเข้ามาเมื่อเราเข้าใจในรักและชีวิต ก่อนที่จะพาเราล่องลอยไปสู่เวิ้งฟ้ากว้างใหญ่ ที่เต็มไปด้วยเหล่าปลาวาฬและแมงกะพรุนแหวกว่าย !!! สุดล้ำจินตนาการจริงๆ

จากนั้นเราก็ถูกพาให้ไปอยู่ท่ามกลางการบรรเลงดนตรีของพี่ๆ Bodyslam มันสุดยอดจริงๆรู้สึกเหมือนได้ไปยืนอยู่กลางวงล้อมจริงๆเลย

ยศศิริ ใบศรี

MV สุดล้ำจินตนาการนี้รังสรรค์ขึ้นโดย ยศศิริ ใบศรี หรือ ฉายา “หัวกลม” ผู้กำกับสายอินดี้ที่ได้ฝากผลงาน MV ดีๆเก๋ๆ มามากมาย อาทิเช่น  Hailstroms – Hugo , จันทร์เจ้า – Slot Machine และ เบาเบา- Singular เป็นต้น

เชิญสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลงของ Bodyslam ได้ใน “วิชาตัวเบา” ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] Cafe’ Funiculi Funicula เพียงชั่วเวลา กาแฟยังอุ่น – ไม่ใช่แค่ย้อนเวลาแต่ให้บทเรียนอันมีค่าจนน้ำตารื้น

Published

on

ณ.คาเฟ่ ฟูนิคูลิ ฟูนิคูล่า จะมีที่โต๊ะหนึ่งที่สามารถพาคุณย้อนเวลากลับไปยังอดีตในชั่วเวลาเพียงกาแฟยังอุ่นและต้องดื่มให้หมดก่อนกาแฟเย็นหากไม่อยากติดอยู่ที่โต๊ะนี้ไปตลอดกาล และสิ่งที่ทำในอดีตไม่อาจเปลี่ยนแปลงปัจจุบันได้ นี่คือกฎที่ คาสุ (คาซูมิ อาริมูระ) บาริสตาของร้านพร่ำบอกกับผู้คนที่ต้องการกลับไปยังอดีตที่มีทั้ง ฟูมิโกะ (ฮารุ) หญิงสาวที่ไม่เคยได้รู้ความในใจของเพื่อนสนิทในวันที่เขากำลังจะไปเรียนต่อที่อเมริกา, ยาสุโนริ (ยูทากะ มัตซุชิเกะ) บุรุษพยาบาลผู้ไม่เคยรับรู้ความลับของ คาโยะ (ฮิโรโกะ ยากูชิมารุ) ภรรยาของเขาก่อนเป็นอัลไซเมอร์ และ ฮิราอิ (โย โยชิดะ) สาวใหญ่สุดซ่าผู้ไม่เคยรับรู้ความในใจของน้องสาว และตลอดเวลาที่ได้ช่วยให้ใครต่อใครได้ย้อนเวลา คาสุ กลับเป็นคนเดียวที่ไม่อาจย้อนเวลากลับไปหาคำตอบว่าทำไมแม่ถึงทิ้งเธอไปและความรู้สึกที่เธอมีต่อ เรียวสุเกะ (เคนทาโร อิโต) จะลงเอยเช่นไร 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

บทประพันธ์ต้นธารอย่าง Coffee ga Samenai Uchi ni ของ โทชิคาสุ คาวากูชิ ได้สั่งสมความประทับใจของนักอ่านมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว และบ้านเราก็เพิ่งมีฉบับแปลภาษาไทย วางขายเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ซึ่งโดยรายละเอียดแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร โดย ซาโตโกะ โอกูเดระ ได้ดัดแปลงเรื่องราวครึ่งหนึ่งทั้งโดยรายละเอียดอย่างการเปลี่ยนแปลงเรื่องของ โคตาเกะ พยาบาลสาวใหญ่ ให้กลายเป็นเรื่องราวของบุรุษพยาบาลอย่าง ยาสุโนริ ซึ่งก็ถือว่าให้ความหนักแน่นของอารมณ์ดราม่าได้ดีทีเดียว เนื่องจากได้นักแสดงยอดฝีมืออย่าง ยูทากะ มัตซุชิเกะ ในบทบุรุษพยาบาลผู้อดทนดูแลภรรยาที่เป็นอัลไซเมอร์ และได้ ฮิโรโกะ ยากูชิมารุ หญิงสาวผู้จำสามีตัวเองไม่ได้ ยิ่งทั้งคู่อยู่ด้วยกันทั้งซีนอดีตและปัจจุบันมันยิ่งสร้างเมจิกโมเมนต์สอนคนดูให้สัมผัสได้ถึงรักแท้ที่โรคร้ายก็ไม่อาจปิดกั้นทั้งคู่ได้จนคนดูยอมเสียน้ำตาเลยทีเดียว และอีกส่วนคือการดัดแปลงเรื่องราวของภรรยาเจ้าของร้านกาแฟที่ตั้งครรภ์โดยร่างกายอ่อนแอ ให้กลายเป็นเรื่องราวของ คาสุ บาริสตานางเอกของเรื่องที่มีปมเรื่องแม่แทน ซึ่งก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดมาก เพราะตัวนิยายจะเล่าเป็นบทๆแต่หากดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพลอตแกนกลางที่เชื่อมร้อยเรื่องราวย่อยๆมากมายให้เป็นหนึ่งเดียว นั่นทำให้ Cafe’ Funiculi Funicula มีบทภาพยนตร์ดัดแปลงที่แข็งแรงจนสามารถทำให้คนดูติดตามเรื่องราวต่างๆได้โดยไม่สะดุดเลย

ส่วนใครดูตัวอย่างแล้วกลัวหนังมาทางดราม่าจัดๆ ต้องบอกว่าตัวหนังเองเล่าเรื่องผสนผสานความเป็นแฟนตาซีได้ลงตัวเลย โดยเฉพาะการยึดกฎในการย้อนเวลาทั้งการที่กำหนดให้เหตุการณ์ต้องเกิดขึ้นในร้านกาแฟร้านนี้โดยที่บุคคลที่จะย้อนเวลาไปหาต้องเคยมานั่งที่คาเฟ่แห่งนี้ หรือการกำหนดช่วงเวลาในการย้อนเวลาเองก็สามารถสร้างทั้งความตื่นเต้นและความสะเทือนใจให้คนดูได้เป็นอย่างดีเพราะเราต้องลุ้นให้ตัวละครดื่มกาแฟให้ทันก่อนติดอยู่ในกาลเวลา แถมหนังยังมีเรื่องราวกุ๊กกิ๊กพอหอมปากหอมคอระหว่างคาสุ กับ เรียวสุเกะ ให้ได้อารมณ์หวานๆอยากทานกาแฟกันแบบพอดิบพอดีไม่เบียดบังประเด็นหลักของเรื่องแต่อย่างใด อีกทั้งหนังยังมาพร้อมงานวิช่วลตอนย้อนเวลาที่แปลกใหม่และเปี่ยมศิลปะอีกด้วย

ใครได้ดู Cafe’ Funiculi Funicula คงอดที่จะหลงรัก คาซูมิ อาริมูระ ที่เคยทำคนดูหลงรักจากบทซอมบี้กินอาหารใน I AM A HERO เมื่อปี 2016 ก็กลับมาด้วยลุคที่น่ารักและโดนใจคอกาแฟอย่างผมเป็นพิเศษ ทั้งๆที่ในเรื่องก็ใส่ชุดที่ไม่ได้เย้ายวนหรือดูน่ารักแบบจงใจ แต่สเน่ห์ของ คาซูมิ ก็ยังหอมกลมกล่อมในทุกฉาก แถมแอ็คติ้งของน้องยังทำให้เราเข้าใจถึงความผิดบาปและภาระหนักอึ้งในใจทุกครั้งที่ต้องรินกาแฟพาคนย้อนเวลากลับไป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]The Upside : เลือกเก็บของเก่าได้สวยงาม เติมใหม่ได้พอดี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

รีเมคจากหนังฝรั่งเศส The Intouchables ปี 2012 เป็นหนังฝรั่งเศสที่ฮิตที่สุดในประวัติศาสตร์ จากทุนสร้างเพียง 10 ล้านเหรียญ แต่ทำรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 426 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ โอมาร์ ซี กลายเป็นดาราชื่อดัง และก่อนหน้า The Upside อินเดียก็ชิงรีเมคไปก่อนหน้าแล้วในชื่อเรื่อง Oopiri ออกฉายเมื่อปี 2016 เป็นหนังพูดภาษาทมิฬ และเวอร์ชั่นภาษาฮินดีก็กำลังอยู่ในระหว่างงานสร้าง แล้วก็ยังจะมีเวอร์ชั่นของประเทศอาร์เจนตินาอีกด้วย

the intouchables หนังฝรั่งเศสต้นฉบับ

หนังดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของ ฟิลลิป ปอซโซ ดิ บอร์โก นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสผู้ประสบความสำเร็จแต่ประสบอุบัติเหตุเครื่องร่อนทำให้เป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ เขาเลือกจ้าง อับเดล เซลลู ผู้ดูแลส่วนตัวคนใหม่ท่ามกลางเสียงคัดค้านของผู้คนรอบด้าน เพราะอับเดลเป็นขี้คุกและไม่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยอัมพาต กลายมาเป็นเรื่องราวของนายและบ่าวที่ต่างกันสุดขั้วทั้งพื้นฐานครอบครัว การศึกษา และรสนิยมการดำเนินชีวิต ซึ่งทั้งเวอร์ชั่นต้นฉบับและเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดต่างก็ถ่ายทอดหัวใจของหนังตรงนี้ออกมาได้ดี ในช่วงเวลา 6 เดือนที่ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันต่างก็ซึมซับมุมมองการดำเนินชีวิตของกันและกัน ซึ่งล้วนทำให้โลกของทั้งคู่มีชีวิตชีวาขึ้นมาก อับเดล ซึมซับการฟังเพลงคลาสสิกมาจากฟิลลิป เริ่มมองเห็นคุณค่าของชีวิต สนใจเรื่องการทำธุรกิจอยากจะมีชีวิตที่ก้าวหน้ามากขึ้น ส่วนฟิลลิปก็สนุกไปกับการได้ลองใช้ชีวิตโลดโผนดูบ้าง ได้ลองดูดกัญชาขับรถซิ่ง ฟังเพลงโซลอเมริกัน ซื้อบริการโสเภณี ทำให้ชีวิตซังกะตายของผู้ป่วยกลับมามีสีสันมากขึ้น

เวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดเป็นผลงานกำกับของ นีล เบอร์เกอร์ ที่ไม่ค่อยมีงานกำกับออกมาบ่อยนัก เรื่องสุดท้ายที่เราได้ดูกันก็คือ Divergent (2014) กำกับจากบทภาพยนตร์ของ จอน ฮาร์ตเมีย มือเขียนบทหน้าใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนบทจากเวอร์ชั่นฝรั่งเศสไปไกลลิบ แต่ด้วยเนื้อหาที่มีความเป็นอเมริกันมากขึ้น ก็สามารถเปลี่ยนใจนีล เบอร์เกอร์ ที่ได้อ่านบทร่างแรกแล้วบอกปฎิเสธไป แต่เมื่อได้อ่านบทของจอน ฮาร์ตเมีย แล้วประทับใจตกลงกำกับ บทมหาเศรษฐี ฟิลลิป ลาคาส ของไบรอัน แครนสตัน ดูมีความใกล้เคียงกับเวอร์ชั่นต้นฉบับมากสุด ส่วนบทอื่นถูกปรับแต่งใหม่เสียมาก

โดยเฉพาะตัว “ดริส” ในเวอร์ชั่นฝรั่งเศส ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “เดล สก็อตต์” แล้วก็เลือกให้เควิน ฮาร์ต มารับบท ซึ่งนับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของดาราตลกร่างเล็กคนนี้ไปพอควร เมื่อต้องมารับบทในหนังดราม่าแบบนี้ เควิน ถ่ายทอดภาพลักษณ์ขี้คุกของ เดลออกมาดูน่าเชื่อ กับการไว้หนวดไว้เครา แต่ในฉากฮา เควิน ก็ปล่อยตัวตนเดิมออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ผู้สร้างเลือกเควิน ฮาร์ต มาแทน เจมี่ ฟ็อกซ์ และ ไอดริส เอลบ้า เพราะว่าบทหนังเพิ่มฉากฮาเข้าไปเยอะมาก หลาย ๆ ฉากขำมาก โดยเฉพาะฉากที่เดลจะต้องใส่ท่อยางกับจุ๊ดจู๋ของฟิลลิป ซึ่งเราขำได้แรง ๆ กับลีลาท่าทางของเควิน ฮาร์ต ที่เป็นงานถนัดของเขา แต่บทก็ปรับเปลี่ยนเรื่องราวส่วนตัวของเดลให้หนักมากขึ้น ด้วยการเขียนฉากหลังครอบครัวของเดลเสียใหม่ จากเดิมที่อยู่กับแม่และน้องอีก 5 คน ให้เป็นขี้คุกที่พยายามสานความสัมพันธ์กับลูกและมีย

นอกจากบท เดล ที่ถูกปรับเปลี่ยนแล้ว “อีวอน” บทเลขาส่วนตัวของฟิลลิปที่เวอร์ชั่นนี้ได้ นิโคล คิดแมน มารับบท ก็ถูกยกระดับให้เป็นตัวละครนำ จากเดิมที่เป็นแค่ตัวประกอบ ก็นับว่าการยกระดับบทของเธอช่วยเพิ่มสีสันให้หนังได้อย่างมาก กับการเป็นเลขาที่รักและผูกพันกับฟิลลิปอย่างมาก เธอไม่พอใจที่ฟิลลิปเลือกเดลมารับงานนี้ และตั้งกฏเหล็กขึ้นมาเพื่อหาทางกำจัดเดลออกไป ซึ่งเดลก็สามารถพิสูจน์ความสามารถและความจริงใจให้อีวอนยอมรับได้ในท้ายที่สุด

ผู้กำกับ นีล เบอร์เกอร์ และ เควิน ฮาร์ต

เวอร์ชั่นนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มฉากฮา แต่กับสัดส่วนดราม่าของหนังก็ถูกยกระดับขึ้นมาให้ตึงเครียดมากขึ้นเช่นกัน ด้วยการเขียนให้ฟิลลิปและเดลมีปากเสียงกันถึงขั้นโบกมือลา ซึ่งในเวอร์ชั่นต้นฉบับนั้นคู่นี้จากกันด้วยดี ก็เป็นการเสริมเข้าไปได้ถูกจังหวะจะโคน ทำให้เรื่องราวของหนังมีจุดวิกฤตและน่าติดตามว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะลงเอยอย่างไร ไม่เพียงแต่การปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นอเมริกันมากขึ้น ด้วยความที่เวอร์ชั่นนี้ห่างจากต้นฉบับถึง 7 ปี ก็เลยเพิ่มเรื่องราวของเทคโนโลยีเข้าไป อย่างเช่นเรื่องราวของกูเกิ้ล ที่ต่อยอดไปถึงจุดดราม่าของหนังได้ รถหรูของฟิลลิปก็เป็นแบรนด์อเมริกันล้วน สั่งให้เล่นเพลงด้วยคำสั่งเสียงพูด

ฟิลลิป รอซโซ และ อับเดล เซลลู นายและบ่าวตัวจริงจุดกำเนิดเรื่องราว

หนังเลือกใช้ อาเรธา แฟรงคลิน ดีว่าหญิงระดับตำนานมาเป็นตัวแทนของบทสรุปที่รสนิยมของทั้งคู่จูนมาหาจุดกึ่งกลางกันได้อย่างสวยงาม แม้จะชอบกับการปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างในเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดนี้ แต่ผู้เขียนก็ยังประทับใจกับฉากจบของต้นฉบับมากกว่า กับภาพที่”ดริส” (ชื่อในเวอร์ชั่นต้นฉบับ) เดินจากฟิลลิปไป กับภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือนายกำลังยิ้มมีความสุขกับแขกเซอร์ไพรส์ที่ดริสจัดมาให้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหน เรื่องราวของ ฟิลลิป และ อับเดล ตัวจริง ก็เป็นมิตรภาพที่สวยงาม จากคนต่างขั้วที่เลือกรับและถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ให้แก่กัน เป็นเรื่องราวที่สมควรเล่าต่อไปอีกหลาย ๆ เวอร์ชั่น ถ้ายังคงหัวใจของความสัมพันธ์นี้ไว้และสื่อออกมาได้อย่างต้นฉบับ

ก็ยอมรับว่า The Upside เป็นการรีเมคที่ฉลาด เลือกคงบางฉากที่เป็นหัวใจหลักของเรื่องราวจากต้นฉบับไว้ และเลือกเสริมเติมแต่งที่ทำให้หนังมีสีสันมากขึ้น ลงเอยเป็นหนังที่ครบรสชาติ ทั้งมุกฮาที่หัวร่อได้ถี่ ๆ ทั้งเรื่อง ดราม่าแรง ๆ เครียด ๆ แต่ยังคงสาระเรื่องการให้โอกาส ไม่ตัดสินคนแค่ภายนอก ที่เล่าออกมาได้อย่างมีสีสัน ดาราที่คัดมา ก็ระดับยอดฝีมือในวงการทั้งสิ้น สมควรที่หนังประสบความสำเร็จตังแต่สัปดาห์แรกที่เปิดตัว ไม่ควรพลาดครับ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (15 – 17 ก.พ.) : Alita ขึ้นอันดับ 1 แต่รายได้ไม่สู้ดีนัก

Published

on

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Alita: Battle Angel ของผู้อำนวยการสร้าง เจมส์ คาเมรอน และผู้กำกับ โรเบิร์ต รอดริเกซ เข้าฉายเป็นสัปดาห์แรกด้วยรายได้ 27.8 ล้านเหรียญ รวมทั้งสัปาดาห์ทำไป 36.5 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 170 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 72.1 ล้านเหรียญ

รายได้ดังกล่าว น้อยกว่าที่การคาดการณ์ไว้ว่าจะเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ เจมส์ คาเมรอน ในรอบหลายปี

Isn’t it Romantic ภาพยนตร์คอเมดี นำแสดงโดยสาวร่างท้วม เรเบิล วิลสัน ที่เสียดสีภาพยนตร์โรแมนติก-คอเมดีของฮอลลีวูด ทำรายได้เปิดตัวไป 14.2 ล้านเหรียญ รวมทั้งสัปดาห์ทำไป 20.4 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 31 ล้านเหรียญ

Happy Death Day 2U ภาพยนตร์สยองขวัญภาคต่อจาก Happy Death Day ที่ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ก็ทำรายได้เปิดตัวไป 9.8 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 25.3 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 9 ล้านเหรียญเท่านั้น

The LEGO Movie 2 : The Second Part ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าภาคแรก ทำรายสัปาดาห์ที่ 2 ลดลงไปอยู่ที่ 21.2 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 97.4 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 99 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Alita – Battle Angel

27.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 36.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 35.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 72.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 170 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : The LEGO Movie 2 : The Second Part

21.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 62.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 34.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 97.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 99 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Isn’t It Romantic

14.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 20.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 31 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : What Men Want

10.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 36.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 2.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 38.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 20 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Happy Death Day 2U

9.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 13.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 11.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 25.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 9 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : Cold Pursuit

6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 80 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : The Upside

5.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 94.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 9.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 104 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 37.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Glass

3.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 104.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 130.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 234.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 20 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : The Prodigy

3.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 11 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 6 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : Green Book

2.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 14)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 65.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 60.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 126.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 23 ล้านเหรียญ

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!