[รีวิว] Ryuichi Sakamoto: Coda ศิลปินผู้เปลี่ยนความตายเป็นดนตรี

97

เรื่องย่อ

คอหนังคลาสสิกต้องร้องเมื่อได้ยินสกอร์ของ Merry Christmas, Mr. Lawrence…มันคือฝีมือการประพันธ์และบรรเลงของ ริวอิจิ ซากะโมโตะ คอมโพสเซอร์เจ้าของรางวัลออสการ์ซึ่งเก่งกาจและโด่งดังด้านการทดลองทางดนตรีด้วยวิธีพลิ้วไหวหลากหลาย หนังทำให้เราได้ซึมซาบความเป็นศิลปินที่ทั้งฉลาด ละเอียดอ่อน เปี่ยมอารมณ์ขัน และเต็มไปด้วยความเศร้าของเขา ผ่านลีลาการเล่าที่ไม่ยึดติดกับโครงสร้าง แล้วปล่อยให้คนดูค่อยๆ รู้จักผลงานอันยิ่งใหญ่ของศิลปินผู้นี้ด้วยตัวเอง

Coda (It. โคดา,’tail’) 

ความหมาย: ส่วนเพิ่มเติมในบทประพันธ์เพลงซึ่งเพิ่มเข้าไปตรงส่วนท้ายของบทเพลงหรือท่อนเพลงชิ้นหนึ่ง ๆ เพื่อสร้างความรู้สึกว่าเพลงจบแล้วมาจากคำอิตาเลียนแปลว่า “หาง”

ว่ากันตามจริงนี่เป็นสารคดีที่ชวนให้นึกถึงสารคดีเมื่อปีก่อนอย่าง Walk With Me ก้าวเดินกับฉัน ซึ่ง Documentary Club นำเข้ามาฉายอยู่เหมือนกันนะ ไม่ใช่ในแง่ของวิธีการเล่า หรือสาระสำคัญ หากแต่เป็นการเชื้อเชิญให้พินิจเสียงภายในตัวเรา การรับฟังเสียงชีวิตและเสียงความตายไปพร้อมกัน หลายคนเกิดมาเพื่อพิสูจน์ว่า มนุษย์สุดท้ายคือสิ้นสุด และบางคนเกิดมาเพื่อพิสูจน์ว่า แต่สุดท้ายผลงานนั้นเป็นนิรันดร์

ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นมากกว่าสารคดีที่พูดถึงคนทำดนตรีทั่ว ๆ ไป อาจเพราะงานเพลงของ ซากะโมโตะ  ริวอิจิ นั้น มีพลังบางอย่างที่ไหลหรือผิวผ่านแทรกเข้าไปในห้วงความรู้สึกของผู้ฟังราวกับ ธรรมชาติแห่งอารมณ์ ซึ่งเราไม่อาจขัดขืนอย่างไรอย่างนั้นเลย หลายคนน่าจะรู้จักเขาจากดนตรีอมตะอย่าง Merry Christmas, Mr. Lawrence ซึ่งก็เป็นส่วนผิวเผินในการที่เราจะรู้จักตัวตน ความคิด และจิตวิญญาณของศิลปินผู้มากฝีมือท่านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้แง่มุมที่ยิ่งใหญ่ของศิลปินที่เผชิญหน้ากับความตาย ซึ่งตัวหนังเปิดหัวไว้เปรียบเปรยโดยไม่ให้จงใจกับเปียโนที่ถูกสึนามิพัดมา ว่าที่สุดแล้ววัสดุที่มนุษย์บรรจงดัดแปลงก็จะหาวิธีคืนสู่ธรรมชาติในที่สุด เช่นเดียวกับซากะโมโตะผู้ตระหนักต่อเวลาชีวิตที่ไม่แน่นอนของคนเป็นครั้งแรกเมื่อทราบว่าตนป่วยเป็นมะเร็ง แต่หนังก็แสดงให้เห็นว่าเขาจ่อมจมอยู่กับมันเพียงชั่วครู่ ก่อนเปลี่ยนชีวิตตนเองสู่ดนตรีอันเป็นสิ่งที่รัก และหนังหรือตัวเขาก็ไม่เคยพูดถึงความตายอีกเลย

ไม่มีอะไรคลาสสิกกับคำว่า ความงดงามแห่งชีวิต ไปมากกว่านี้แล้ว

หลังจากข่าวการขอพักจากการทำดนตรีเพื่อรักษาตัวจากโรคร้ายของซากะโมโตะ อันเป็นข่าวใหญ่ของแวดวงดนตรีโลก ผู้กำกับอย่าง สตีเฟน โนมุระ ชีเบิล ก็ได้เฝ้าติดตามชีวิตของซากะโมโตะ และถ่ายทอดความเป็นปรัชญาและนามธรรมเหล่านั้นออกมาได้อย่างน่าตรึงตาตรึงใจ และแน่นอนพูดถึงซากะโมโตะ ย่อมตรึงโสตด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เราจะได้เห็นแง่มุมของเขาหลากหลายเลื่อนผันตามกาลเวลาและวัย ตั้งแต่การเป็นเซเลบวงการดนตรีเทคโนป๊อปในวัย 20 ต้น ๆ กับวง Yellow Magic Orchestra ก่อนจะเข้าสู่วงการหนังและดนตรีประกอบหนังใน Merry Christmas, Mr. Lawrence (1983) และในอีกไม่กี่ปีก็เปลี่ยนสถานะสู่เจ้าของออสการ์ดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจากหนังดังระดับโลกอย่าง The Last Emperor (1986) และมีผลงานผ่านหนังดังเรื่อยมาจนถึงหนังออสการ์ยุคหลัง ดนตรีประกอบของซากะโมโตะก็ยังคงมีที่ทางและบทบาทสำคัญในฐานะนักเล่าอารมณ์เช่นเดิม

นอกจากนั้นเรายังจะได้พบชีวิตส่วนอื่นของเขา เขาคือคนที่ลุกขึ้นยืนเป็นผู้อยู่แถวหน้าในขบวนการต่อต้านนิวเคลียร์ภายหลังโศกนาฏกรรมในฟุกุชิมะที่ญี่ปุ่นในปี 2011 แล้วเหมือนโชคชะตาจะไม่อยากให้ทุกอย่างราบรื่นเกินไป เขาถูกทดสอบครั้งใหญ่ ในปี 2014 จากการคุกคามของโรคมะเร็งระยะที่ 3 เพื่อให้โลกพบว่าเขาเองเป็นนักสู้ หรืออาจเป็นศิลปินผู้กระหายการสร้างผลงานเป็นมรดกแก่โลกจนโรคภัยยังต้องยอมแพ้ เมื่อเขากลับจากการพักรักษาตัวเพื่อมาทำงานดนตรีสุดรัก ที่อาจจะเป็นลาสต์มาสเตอร์พีซในช่วงท้ายแห่งชีวิตตามที่เขาคาดหมาย ซึ่งเราเพิ่งได้ประจักษ์ในหนังออสการ์อย่าง The Revenant และล่าสุดกับ Call Me By Your Name นั่นเอง

ตรงนี้ยอมรับว่าไม่ได้คาดหวังว่าเราจะได้เห็นแง่มุมการทำดนตรีในช่วงที่ผ่านมามากนักด้วยหนังอาจจับจดอยู่กับช่วงเวลาหลังของซากะโมโตะ แต่เอาเข้าจริงเมื่อชีวิตของเขาคือดนตรี ชายที่อุทิศลมหายใจเป็นตัวโน้ตแล้ว มันคงยากที่จะเลี่ยงหลีกหัวใจแห่งการทำงานของเขา เราได้ฟังทัศนคติถึงเบื้องหลังงานแต่ละชิ้น แต่ก็ไม่ใช่ด้วยวิธีที่เราคุ้นเคย ซากะโมโตะมักเกริ่นถึงเรื่องราวทุกอย่างเพียงเล็กน้อย และด้วยถ้อยคำที่ล้วนสะดุดใจให้เราต้องคิดต้องฟังอย่างตั้งใจ แล้วปล่อยที่เหลือให้ผลงานของเขาอธิบาย ด้วยเพลงแต่ละบทเพลงที่ถูกใส่เข้ามาล้วนแต่เติมเต็มคำอธิบายความคิดและชีวิตของเขาได้อย่างมหัศจรรย์ เฉกเช่นดนตรีประกอบหนังที่ล้วนแต่งมาเพื่อเล่าหนังเรื่อง ซากะโมโตะ ริวอิจิ

เราจักทำเยี่ยงไรเมื่อความตายมาเยือนหน้าประตูบ้าน

สารคดีเรื่องนี้จึงสะท้อน ท่อนเพลงชิ้นสุดท้าย (โคดา) เพื่อเป็นบทสรุปของ บทเพลงเต็มอันก้องกังวานในใจผู้ฟังทั่วโลก ที่ชื่อ ริวอิจิ ซากะโมโตะ นี้เอง

หนังเข้าฉายจำกัดโรงตั้งแต่วันที่ 27 กันยายนนี้ ในเครือ SF (ดูสาขาที่ฉายก่อนไปรับชมนะครับ )และยังมีที่โรงหนังทางเลือกอย่าง Bangkok Screening Room ด้วย ส่วนตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม ตัวหนังยังจะไปฉายเพิ่มที่ House RCA ลองดูที่สะดวกกับการรับชมนะครับ แต่คอนเฟิร์มว่าคอศิลปะโดยเฉพาะสายหนัง สายดนตรีนี่ห้ามพลาดเลย

RYUICHI SAKAMOTO: CODA ดนตรี คีตา
คุณภาพงานสร้าง
90
เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของการเล่า
95
ความงดงามในการถ่ายทอดทางปรัชญาชีวิต
100
เสียง พลังด้านดนตรี
100
ความคุ้มค่าตั๋ว
100
จุดเด่น
ที่สุดแห่งสารคดีดนตรี ครบเครื่องทุกแง่มุม
ได้ปรัชญา ข้อคิดเยอะมาก
เสียงในหนังทรงพลังขั้นสุด ทุกตัวโน้ตคือละเมียดมาก
จุดสังเกต
นึกไม่ออก
97

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก