Connect with us

What The Fact

“Eyes On me” บทเพลงรักที่โรแมนติคที่สุดในโลกของไฟนอล แฟนตาซี

Final Fantasy คือ สุดยอดเกม RPG (หรือภาษาบ้านๆคือเกมภาษา)ที่มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่คอนโซลเครื่องแฟมิคอม จนมาสู่ยุคออนไลน์ในปัจจุบัน

เกมนี้ได้สร้างความทรงจำและฐานแฟนเพลงอย่างเหนียวแน่น ย้อนกลับไปราวปี 1997 การมาถึงของ Final Fantasy ภาค 7 พร้อมภาพ CG สุดตื่นตาตื่นใจพร้อมเรื่องราวอันแสนประทับใจ ยิ่งประทับฝังแน่นความประทับใจไม่รู้ลืม

จนมาถึงในปี 1999 Final Fantasy ภาค 8 ก็ได้เวลาออกโรง เรื่องราวในภาคนี้เป็นเรื่องของกลุ่มตัวละครในวัยเรียนอันมี สควอล เลออนฮาร์ต หนุ่มใจสิงห์ที่มีแผลเป็นที่ใบหน้าที่ออกผจญภัยไปกับครูสาวและผองเพื่อน จนได้พบกับสาวน้อยผู้ร่าเริงและเปี่ยมไปด้วยพลังอันสดใสและเข้มแข็ง รินัว ฮาร์ททิลลี เรื่องราวความรักบนโลกแฟนตาซีจึงได้กำเนิดขึ้นมา ท่ามกลางบทเพลงสุดโรแมนติคที่ขับกล่อมห้วงฝันให้หลงลืมคืนวันไม่รู้ลืม

สควอลและรีนัว

บทเพลงร้องสุดประทับใจที่ใช้ประกอบ Final Fantasy ในภาคนี้มีชื่อว่า “Eyes On Me”

อันเป็นเพลงป็อปบัลลาดสุดนุ่มนวลชวนฝัน ขับร้องโดย “เฟย์ หว่อง” นักร้อง นักแต่งเพลง และนักแสดงสาวชาวจีน (เธอเคยฝากผลงานการแสดงอันเป็นที่น่าจดจำเอาไว้ในหนังของหว่อง กา ไว อาทิเช่น Chunking Express และ 2046) ประพันธ์โดย โนบุโอะ อุเอมัตสึ (Nobuo Uematsu) เนื้อร้องภาษาอังกฤษเขียนโดย คาโกะ โซเมยะ (Kako Someya)

“Eyes On Me” เป็นเพลงแรกในประวัติศาสตร์วงการเกมที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำของญี่ปุ่น และ CD ที่ออกวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1999 ก็มียอดขายกว่า 500,000 ก็อปปี้ กลายเป็นดนตรีประกอบเกมที่มียอดขายสูงสุดในประเทศญี่ปุ่น ณ ตอนนั้นเลย

แต่เดิมไฟนอล แฟนตาซีไม่เคยมีเพลงร้องมาก่อนเลย แต่ในช่วงท้ายๆ ของการสร้างสรรค์เกมในภาคที่ 7 ทางผู้พัฒนาเกมได้มีแนวคิดว่าอยากจะใช้เพลงร้องดูบ้าง แต่ในเวลานั้นด้วยธีมและเส้นเรื่องของภาค 7 อาจยังไม่ลงตัวนักที่จะใช้เพลงร้อง โนบุโอะ อุเอมัตสึเลยเก็บไอเดียนี้มาใช้กับภาค 8 ซึ่งเขารู้สึกว่ามันเหมาะเจาะมากๆกับการมีเพลงบัลลาดดีๆ มาขับเน้นเรื่องราวในเกมภาคนี้ ซึ่งไปกันได้ดีกับทั้งธีมและตัวละครของเกม

ก่อนนี้มีตัวเลือกอยู่หลายคนว่าจะเอาใครมาร้องดี จนในที่สุดก็มาลงตัวที่เฟย์ หว่อง ที่ตอนนั้นโด่งดังอยู่ในฐานะนักร้อง อุเอมัตสึให้เหตุผลว่า “เสียงร้องของเธอนั้นมันช่างเข้ากันกับภาพในหัวของผมที่มีต่อเพลงนี้จริงๆ” และด้วยเชื้อชาติของเธอมันก็เข้ากันดีกับ “ภาพลักษณ์แบบสากลของไฟนอล แฟนตาซี”

เฟย์ หว่องในภาพยนตร์เรื่อง Chucking Express กำกับโดยหว่อง กา ไว

เมื่อฟันธงว่าเป็นเฟย์ หว่องแน่การบันทึกเสียงจึงเริ่มขึ้นในฮ่องกง โดยบันทึกเสียงร้องของเธอไปกับวงออเครสตร้า

เนื้อหาของเพลงเป็นการส่งผ่านความรู้สึกดีๆที่นักร้องสาวในไนต์คลับมีต่อหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มคนฟังของเธอ

I kind of liked it your way

ฉันชอบคุณในแบบที่คุณเป็น

How you shyly placed your eyes on me;

ชอบที่คุณเมียงมองแบบขวยเขินมาที่ฉัน

Oh, did you ever know

แล้วคุณรู้หรือไม่ว่า

That I had mine on you?

ฉันเองก็ส่งสายตามาที่คุณเหมือนกัน

ตามท้องเรื่องในเกม เพลงนี้แต่งโดยตัวละครที่มีชื่อว่า จูเลีย ฮาร์ททิลลี (Julia Hearttilly) นักร้อง นักเปียโนสาวผู้เป็นที่รักของหนุ่มหล่อนาม ลากูน่า ลอย (Laguna Loire) จูเลียเป็นแม่ของรีนัวส่วนลากูน่าเป็นพ่อของสควอล ทั้งคู่พบรักกันแต่ต่อมามีเหตุให้ต้องพรากจาก แต่ในที่สุดความรักของทั้งคู่ก็ได้รับการสานต่อในรุ่นลูก โรแมนติคสุดๆ

ฉากที่ลากูน่าได้ฟังจูเลียร้อง Eyes On Me เป็นครั้งแรก

ลากูน่าและจูเลีย

ในเกม “Eyes On Me” ถูกนำมาใช้หลายครั้งละหลายเวอร์ชั่น บ้างก็เป็นบรรเลงอย่างเดียว เพลงนี้มักปรากฏขึ้นมาในช่วงอารมณ์โรแมนติค ทั้งในคู่ของจูเลียและลากูน่า และแน่นอนกับคู่ของสควอลและรีนัว

ฉากงานเต้นรำที่ทั้งคู่ได้พบเจอกันครั้งแรก

ฉากบนยานแร็คนาร็อค ช่วงเวลาหวานซึ้งเพียงลำพังระหว่างสควอลและรีนัว ที่มีเพลง “Eyes On Me” ขับกล่อม

เพลงนี้ทำให้เกมเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยเฉพาะในโลกตะวันตกและทำให้เฟย์ หว่องได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เรามาดูเนื้อเพลงกันดีกว่าครับเพื่อความซาบซึ้งตรึงใจขั้นสุด

 

Whenever  sang my songs

เมื่อใดที่ฉันขับขานบทเพลง

On the stage, on my own

บนเวที ด้วยตัวฉันเอง

Whenever said my words

เมื่อใดที่ฉันเอ่ยคำ

Wishing they would be heard

ฉันหวังว่าจะมีใครได้ยินมัน

I saw you smiling at me

และเมื่อฉันเห็นคุณส่งยิ้มมาที่ฉัน

Was it real, or just my fantasy?

นั่นมันคือความจริง หรือฉันเพียงมโนนึกไป?

You’d always be there in the corner

คุณมักจะอยู่ตรงที่มุมนั้น

Of this tiny little bar

มุมเล็กๆ ของบาร์เล็กๆแห่งนี้

My last night here for you

ค่ำคืนสุดท้ายนี้เพื่อคุณ

Same old songs, just once more

ขับขานบทเพลงเก่าๆ อีกสักครา

My last night here with you?

และมันอาจจะเป็นค่ำคืนสุดท้ายที่ได้อยู่กับคุณ

Maybe yes, maybe no

อาจเป็นเช่นนั้นหรือไม่ก็ได้

I kind of liked it your way

ฉันชอบคุณในแบบที่คุณเป็น

How you shyly placed your eyes on me

ชอบที่คุณเมียงมองแบบขวยเขินมาที่ฉัน

Did you ever know

คุณรู้รึไม่ว่า

That I had mine on you?

ฉันเองก็ส่งสายตามาที่คุณเหมือนกัน

Darling, so there you are

โอ้ที่รัก คุณอยู่นั่นเอง

With that look on your face

พร้อมด้วยดวงหน้าของคุณ

As if you’re never hurt

ราวกับคุณไม่เคยเจ็บปวด

As if you’re never down

ราวกับคุณไม่เคยผิดหวัง

Shall I be the one for you

ให้ฉันเป็นคนคนนั้นของคุณได้ไหม

Who pinches you softly but sure?

คนที่จะโอบรัดคุณอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่นและแน่นอน

If frown is shown then

และถ้ามีรอยเขม่นบนใบหน้านั้นของคุณ

I will know that you are no dreamer

ฉันก็จะได้แน่ใจแล้วว่าคุณไม่ได้เป็นเพียงฝัน

So let me come to you

ได้โปรดให้ฉันได้เข้าใกล้คุณ

Close as I wanna be

ใกล้เท่าที่ฉันจะทำได้

Close enough for me

ใกล้เพียงพอต่อใจต้องการ

To feel your heart beating fast

เพียงเพื่อจะสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวเร็วของคุณ

And stay there as I whisper

และได้อยู่ ณ ที่นั้นกระซิบคำกับคุณ

How I loved your peaceful eyes on me

ว่าฉันนั้นรักดวงตาอันสุขสงบนั้นของคุณมากเพียงใด

Did you ever know

คุณรู้หรือไม่ว่า

That I had mine on you?

ฉันเองก็ทอดสายตาของฉันไปที่คุณเหมือนกัน

Darling, so share with me

โอ้ที่รัก โปรดแบ่งปันมันมาที่ฉัน

Your love if you have enough

ความรักของคุณ หากคุณมีมันเพียงพอแล้ว

Your tears if you’re holding back

หยดน้ำตาที่คุณสกัดกั้นมันเอาไว้

Or pain if that’s what it is

หรือความเจ็บปวดใดที่คุณมี

How can I let you know

จะมีวิธีใดที่ฉันจะทำให้คุณได้รู้

I’m more than the dress and the voice?

ว่าฉันนั้นเป็นอะไรมากกว่าแค่ผู้หญิงที่ใส่ชุดสวยๆมาร้องเพลงเท่านั้น

Just reach me out, then

เข้ามาหาฉันสิ

You will know that you are not dreaming

แล้วคุณจะรู้ว่าคุณไม่ได้เพียงแค่ฝันไป

Darling, so there you are

โอ้ที่รัก นั่นคุณนี่เอง

With that look on your face

พร้อมกับดวงตาในแบบของคุณ

As if you’re never hurt

ราวกับคุณไม่เคยเจ็บปวด

As if you’re never down

ราวกับคุณไม่เคยผิดหวัง

Shall I be the one for you

ให้ฉันเป็นหนึ่งคนนั้นได้ไหม

Who pinches you softly but sure?

คนที่จะโอบรัดคุณอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่นและแน่นอน

If frown is shown then

และหากมีรอยเขม่นบนใบหน้าของคุณ

I will know that you are no dreamer

ฉันคงจะได้รู้แล้วว่าคุณมิได้เป็นเพียงฝัน.

สำหรับใครที่ประทับใจและคิดถึงบทเพลงเพลงนี้ และอยากจะฟังแสดงสดสักครั้งพร้อมกับบทเพลงอื่นๆจากเกมไฟนอล แฟนตาซี คราวนี้โอกาสของเรามาถึงแล้วนะครับ เพราะเราจะได้รับฟังบทเพลงสุดประทับใจเหล่านี้กันสดๆในงานคอนเสิร์ต   DISTANT WORLDS: MUSIC FROM FINAL FANTASY ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 และ 2 ธันวาคมนี้ ที่หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ครับ โดยงานทั้งสอวันจะเล่นเพลงแตกต่างกันไปบ้าง แต่สำหรับคนที่รกชอบ “Eyes On Me” ไม่ต้องกังวลใจไปครับเพราะมีเล่นทั้งสองวันเลย สามารถดูรายละเอียดของงาน รายการเพลงที่เล่น ราคาบัตร และเวลาแสดงได้ที่ fivefourrecords และ what the fact เรานี่เองครับ อย่าลืมไปดูกันนะครับ โอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆครับ ขอเชียร์สุดใจเลยครับ ว่าไปแล้วต้องประทับใจแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[ดูหนังฟังเพลง] “Come Here” Kath Bloom – Before Sunrise  เมื่อเธอและฉันเรายืนเคียงกันท่ามกลางเสียงเพลงเพลงนั้นที่จะห่มคลุมหัวใจเราไปตลอดกาล

Published

on

เพลงกับหนังถือเป็นของคู่กัน ในจังหวะที่เรื่องราวชีวิตของตัวละครกำลังเผยตัวของมันออกมา ในจังหวะนั้นเสียงดนตรีก็ทำหน้าที่ขับกล่อม ขับเน้น ส่งจังหวะ ละเลงอารมณ์ให้คลุ้งกระจายไปในความรู้สึก จวบจนเรื่องราวเหล่านั้นได้จบลง แม้ผ่านวันคืนไปนานเท่าไหร่ หากได้หวนระลึกกลับมาภาพและเสียงเหล่านั้นยังคงตราตรึง บ้างเกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือรอยน้ำตา

เพลงในหนังไม่เพียงแต่เผยความนัยของใจตัวละคร เปิดเผยห้วงอารมณ์อันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของใจ หากแต่การใส่มานั้นยังต้องคำนึงถึงจังหวะ ความกลมกล่อม และลงตัวอีกด้วย

ในวันนี้ผมจะพาไปสัมผัสกับช่วงเวลาอันเป็นเวทมนต์ที่บทเพลงผสานกับเรื่องราวในภาพยนตร์ได้อย่างวิเศษ  สำหรับ [ดูหนังฟังเพลง] ในครั้งแรกนี้ขอเปิดด้วยเพลงเพลงนี้และฉากฉากนี้ครับ

เพลง “Come Here”

ศิลปิน Kath Bloom

จากภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise (1995) กำกับโดย ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์

ฉาก ยืนฟังเพลงด้วยกันในตู้ทดลองแผ่นเสียง

 

There’s wind that blows in from the north

And it says that loving takes this course

Come here 

Come here”

 

เมื่อหัวเข็มถูกวางจรดลงไปบนแผ่นเสียงอย่างนุ่มนวล เสียงเพลง “Come Here” ของ Kath Bloom ก็ดังขึ้นสองหนุ่มสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ต่างยืนเก้อเขินเคียงกัน พลางยิ้มเอียงอาย ลอบมองซึ่งกันและกัน ส่วนข้างในใจของทั้งคู่นั้นท่วงทำนองแห่งรักกำลังบรรเลงเพลงของมันอยู่

นี่คือหนึ่งในฉากที่โรแมนติคที่สุดในโลกภาพยนตร์ เป็นความโรแมนติคที่ไร้คำพูด หากแต่อิ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“Have I never laid down by your side

Baby, let’s forget about this pride

Come here 

Come here”

เสียงร้องที่จริงใจของนักร้องสาว Kath Bloom ผสานเสียงดนตรีโฟล์คที่ฉ่ำเย็น ส่งเสียงเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวปล่อยใจให้เป็นธรรมชาติ ไหลไปกับลำธารแห่งรัก ที่กำลังไหลผ่านดวงใจของคนทั้งคู่

ในปี 1995  หนุ่มหน้าใสนาม เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจเดินเข้าไปทักสวยสวยชาวฝรั่งเศสผู้นั่งลำพังอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกันกับเขา เธอชื่อว่า เซลีน (จูลี เดลฟีย์) ทำความรู็จักกันผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาตามประสาวัยรุ่น ผู้ค้นหาความหมายของชีวิต เขาชวนเธอทิ้งจุดหมายและลงรถไฟไปด้วยกัน ณ เวียนนา หนึ่งในเมืองโรแมนติคของยุโรป ใช้เวลาด้วยกันหนึ่งวันก่อนแสงตะวันจะขึ้นในเช้าวันถัดไป วันที่เรื่องราวความรักอาจสิ้นสุดลงเมื่อแสงของวันใหม่มาเยือน

สุดท้ายแล้วมันไม่ได้จบลง มันอาจขาดช่วง ทิ้งรอย แต่ได้รับการสานต่อในเวลาต่อมา  9 ปีให้หลังกับ Before Sunset และ อีก 9 ปีกับ Before Midnight ทั้งตัวละครและนักแสดงต่างเติบโตไปพร้อมกัน ก้าวผ่านช่วงวัยวันแห่งความฝันและชีวิต

เรื่องราวสุดโรแมนติคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง ณ ฟิลาเดลเฟีย เธอมีชื่อว่า เอมี่ แลร์ฮัลพ์ต (Amy Lehrhaupt) เขาได้ใช้เวลากับเธอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้า เดินเที่ยว พูดคุยจนกลายเป็นความประทับใจและความทรงจำไม่รู้ลืม จนมันได้กลายเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่แล้วในปี 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ เธอก็ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุรถมอร์เตอร์ไซต์ด้วยวัยเพียง 24 ปี ลิงค์เลเทอร์ผู้ไม่รู้เรื่องนี้ได้แต่เฝ้าฝันว่าเธออาจมาปรากฏตัวในวันใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย

ลิงค์เลเทอร์ กว่าเขาจะรู็ความจริงว่าเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ในปี 2010 และนั่นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่า เขาจะต้องสร้างภาคต่อภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งเพื่ออุทิศมันให้แด่เธอ และนั่นก็คือ “Before Midnight” นั่นเอง

เคธ บลูม เป็นนักร้องนักแต่งเพลงโฟล์คหญิงชาวอเมริกันจาก Litchfield , คอนเน็คติกัต มีผลงานมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 ปัจจุบันเธอยังคงเล่นดนตรีและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise พบบทเพลงของบลูมในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยความประทับใจในน้ำเสียงและท่วงทำนองโฟล์คที่เรียบง่ายและงดงามของเธฮ เขาจึงหยิบเอาเพลง “Come Here” มาใช้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 1995 และด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการที่ลิงค์เลเทอร์นำเพลงของเธอไปใช้ บลูมเลยนำแรงบันดาลใจนี้มาเขียนบทเพลงใหม่และออกผลงานเดี่ยวอัลบั้มแรกในรอบสิบปีของเธอ อันมีชื่อว่า “Come Here: The Florida Years” ในปี 1999

เธอเป็นคนที่ค่อยข้างขี้อาย ทั้งๆที่มีผลงานมากมายและต้องแสดงดนตรีต่อหน้าสาธารณชนหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันเสียที เธอชอบที่จะเล่าเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงเสียมากกว่า ไม่น่าแปลกเลยที่เพลงของเธอถูกใช้ในฉากที่มีบรรยากาศของความเขินอายห่มคลุมอย่างนารักและอบอุ่น

จากการที่มีคุณพ่อเป็นนักเป่าโอโบมือฉกาจ แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศของเสียงดนตรี เธฮจึงมีมันอยู๋ในหัวใจ เธอชอบที่จะเขียนและเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและเสียงร้องของเธอ ด้วยท่วงท่าและลีลาที่เป็นธรรมชาติ “ดิบ” คำนี้อาจใช้บรรยายถึงความตั้งใจของเธอได้ดี เป็นความดิบที่มอบความ “สุข” ให้กับผู้ที่ได้ฟัง

“ความเรียบง่ายก่อให้เกิดความจริง

สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มาจากใจ”

เสียงร้องอุ่นๆของเธอ และเนื้อเพลงที่มีน้ำเสียงเชื้อชวนใกล้ชิด

“No, I’m not impossible to touch

I have never wanted you so much 

Come here

come here,”

เข้ากันได้อย่างมหัศจรรย์กับช่วงฉากในภาพยนตร์ เสียงร้องของเธฮนั้นเป้นส่วนผสมที่สมดุลระหว่างความดิบและความเร่งเร้า

เธอกล่าวว่า เธอมักมีสำนึกของความเร่งเร้าอยู่เสมอ มันเป้นความรู้สึกที่เราพึงมีเพื่อแข่งขันกับเวลาในชีวิต ที่ลดน้อยถอยลงไปอยู่ตลอดเวลา

เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เจสซีและเซลีนมี พวกเขาเร่งเร้าและรุ่มร้อน (ในท่วงทำนองที่อบอุ่น นุ่มนวล)

“เมื่อเรายังเยาว์ เราแข็งกล้า เรามุ่งมั่นฟันฝ่าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา

แต่เมื่อเวลาผันผ่าน เมื่อความชราค่อยๆมาเยือน เราฉลาดขึ้น ลุ่มลึกขึ้น

และจังหวะของเราก็แผ่วช้าลงเพื่อพบสมดุล ณ จุดนี้”

เสียงเพลงดังขึ้น สองหนุ่มสาวยืนเคียงกันในบูธลองแผ่นเสียงของร้านขายแผ่นเสียงใน เวียนนา เอียงอาย แย้มยิ้มเล็กๆ และลอบมองกันด้วยใจระทึก

ที่นั่นมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงเท่านั้นที่บรรยายความรู้สึกของคนทั้งคู่ได้ดีที่สุด มันได้คลี่เผยความนัยแห่งใจของทั้งสอง เปิดเปลือยมันออกมาอย่างงดงาม ภาพและเสียงนั้นยังคงตราตรึง สถิตอยู่มิรู้ลืม

ที่มา

http://www.chattanoogapulse.com/music/features/the-timeless-music-of-kath-bloom/

http://mentalfloss.com/article/61244/15-facts-about-sunrise

https://www.indiewire.com/2013/05/the-real-woman-who-inspired-richard-linklaters-before-sunrise-197694/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!