Connect with us

What The Fact

Distant World : Music From Final Fantasy ความประทับใจในโลกแห่งเสียงเพลงของไฟนอล แฟนตาซี

จบไปแล้วกับคอนเสิร์ตครั้งสำคัญที่มอบความประทับใจกลับบ้านให้กับแฟนๆ เกมไฟนอล แฟนตาซี กับคอนเสิร์ต Distant World : Music From Final Fantasy ที่จัดขึ้นในวันที่ 1 และ 2 ธันวาคม 2018   หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล

Photo by Manaswin Kamolwat

โดยคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการจัดคอนเสิร์ต DISTANT WORLDS: music from FINAL FANTASY ขึ้นในประเทศไทย โดยคอนดักเตอร์ชื่อดัง Arnie Roth ได้นำบทเพลงของเกม FINAL FANTASY ภาคต่างๆ มากมายที่ประพันธ์โดยคุณ โนบุโอะ อุเอมัตสึ นักประพันธ์เพลงผู้สร้างบทเพลงอันเป็นตำนานให้ Final Fantasy  และเหล่านักประพันธ์บทเพลงประกอบเกม Final Fantasy เช่นคุณ โยโกะ ชิโมมูระ มาร่วมบรรเลงกับวงออร์เคสตร้า THAILAND PHILHAMONIC ORCHESTRA นอกจากนี้ยังมี Susan Calloway นักร้องและนักแต่งเพลงหญิงจากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับรางวัลมากมาย มาร่วมขับขานบทเพลงสุดไพเราะจากไฟนอล แฟนตาซี ด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์

 

 

Thailand Philharmonic Orchestra

Photo by Manaswin Kamolwat

ในงานมีแฟนๆเกมไฟนอล แฟนตาซีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคอนเสิร์ตครั้งสำคัญนี้กันอย่างคับคั่ง หายคนก็แต่งคอสเพลย์เป็นตัวละครในเกม สร้างสีสันและบรรยากาศประหนึ่งว่าเรากำลังอยู่ในโลกแห่งเกมได้ไม่น้อยเลย นอกจากนี้ในงานยังมีบูธขายของที่ระลึก CD และแผ่นเสียงจากไฟนอล แฟนตาซีอีกด้วย

แฟนๆไฟนอล แฟนตาซีมาร่วมคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างคับคั่ง

 

Photo by Manaswin Kamolwat

Photo by Manaswin Kamolwat

Photo by Manaswin Kamolwat

แฟนๆ Final Fantasy ที่คอสเพลย์เป็นตัวละครในเกม มาร่วมชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ Photo by Manaswin Kamolwat

 

แผ่นไวนิล Distant Worlds สามชุด

 

ของที่ระลึกที่ขายในงาน

งานคอนเสิร์ตเริ่มตรงเวลา พอ 4 โมงนิดๆ วาทยากรและคณะนักดนตรีก็ขึ้นมาปรากฏตัวบนเวทีโดยพร้อมเพรียง เสียงดนตรีเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ก็ได้เริ่มบรรเลงขึ้น

จากนั้นบทเพลงแรก “Prelude” โหมโรงสรรพเสียงแห่งโลกไฟนอล แฟนตาซีก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ไม่รอช้าเพลงที่สอง Liberia Fatali จาก Final Fantasy VIII ก็บรรเพลงขึ้นเป็นเพลงต่อม  รู้สึกตื่นเต้นพลางหึกเหิมขึ้นมา คิดในใจว่าโอ้โหนี่หรือความรู้สึกเมื่อได้ฟังเพลงจากเกมที่รักและเล่นมาแต่เด็ก มันช่างยิ่งใหญ่จริงๆเลย

พบจบเพลงนี้อาร์นีย์ รอธ ก็กล่าวทักทายแฟนๆ สร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง ก่อนที่จะตบมุขด้วยเพลง “Victory Theme” บทเพลงอันเป็นมงคลที่ทำให้ดีใจทุกครั้งที่ได้ยิน เพราะมันแสดงถึงชัยชนะและเลเวลที่อาจเพิ่มสูงขึ้น

ไม่รอช้าบทเพลงสุดเร้าใจจาก Final Fantasy XV “Apocalypsis Noctis” ก็บรรเลงต่อมาเลย ต่อด้วยเพลงร้องเพลงแรกในงานนี้กับเสียงร้องอันทรงพลังแต่เปี่ยมไปด้วยความละมุนละไมของ ซูซาน คัลโลเวย์ กับบทเพลงที่มีชื่อว่า  Melodies of Life จาก Final Fantasy IX

มาฮึกเหิมกันต่อกับ Cosmo Canyon บทเพลงที่มีท่วงทำนองแบบอินเดียน เพลง theme ของเจ้าหมาป่า RED XIII แห่ง Final Fantasy VII

แล้วเพลง Terra’s Theme จาก Final Fantasy VI ก็ถูกบรรเพลงเป็นเพลงต่อมา ภาคนี้ก็เป็นอีกหนึ่งภาคที่หลายๆคนคิดถึง  จากนั้นก็มามันกันต่อกับ Blinded by Light จาก Final Fantasy XIII

Photo by Manaswin Kamolwat

และช่วงเวลาที่หลายๆคนรอคอยก็มาถึง เมื่อซูซาน คัลโลเวย์ขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง พร้อมบทเพลงร้องที่โรแมนติคที่สุดแห่งโลกไฟนอล แฟนตาซี “EYES ON ME” จากไฟนอล แฟนตาซี ภาค 8 พอเพลงนี้ขึ้นเท่านั้นล่ะแฟนๆก็ส่งเสียงกรี๊ดด้วยความดีใจ ผมนี่ถึงกับน้ำตารื้นไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ฟังเพลงโปรดแบบสดๆในชีวิตนี้ มันตื้นตันใจจริงๆ

ซูซาน คัลโลเวย์และบทเพลงสุดโรแมนติคจาก Final Fantasy 8 “EYES ON ME” Photo by Manaswin Kamolwat

จากนั้นอาร์นีย์ก็บอกว่า เราเดินทางมาถึงช่วงพักแล้ว แต่ก่อนที่จะพัก จะบรรเลงเพลงอีกชุดหนึ่งเป็นบทเพลงแด่เจ้าสัตว์น้อยน่ารักที่พวกเราทุกคน มักจะหัวเราะให้กับความเปิ่นและซุกซนของมัน นั่นคือเจ้าโชโคโบะตัวเหลืองจอมซน กับบทเพลง Chocobo Medley นั่นเอง

แล้วก็มาสู่ช่วง INTERMEDIATE พัก 20 นาที

เข้าสู่ช่วงที่สอง เปิดด้วย Opening  bombing mission  บทเพลงอันฮึกเหิมจาก Final Fantasy VII พร้อมภาพประกอบที่เป็นเวอร์ชั่นรีเมคของเกมในภาคนี้ ดูแล้วยิ่งกระตุ้นให้อยากเล่นมากๆ อ๊าาากกก!!!

จากนั้นมาสลับด้วยเพลงช้า อารมณ์ซึ้งจาก Somnus จาก Final Fantasy XV ก่อนที่จะมามันสุดอลังกันต่อกับ Jenova Complete อีกหนึ่งบทเพลงทรงพลังจาก Final Fantasy VII

บู๊แล้วก็มาเปลี่ยนอารมณ์ด้วยเพลงซึ้งอีกครั้งจาก  Theme of Love จาก Final Fantasy IV อีกหนึ่งบทเพลงสุดโรแมนติคจากโลกไฟนอล แฟนตาซี หลายๆคนรอคอยที่จะฟังเพลงนี้ พอขึ้นมาเท่านั้นล่ะก็เฮเลย

เพลงต่อมาคือ Not Alone จาก Final Fantasy IX อีกหนึ่งเพลงเพราะๆจากเกมภาคนี้ และแล้วก็ถึงเวลาของภาค 14 แล้วกับสองบทเพลงจากเกมภาคนี้  A Realm Reborn และ Heavensward จาก Final Fantasy XIV

ต่อด้วยอีกภาคที่ทุกคนรอคอย To Zanarkland จาก Final Fantasy X และต่อด้วยเพลงร้องอีกหนึ่งบทเพลง  Dragon Song จาก Final Fantasy XIV

ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยชุด Medley จากไฟนอล แฟนตาซี

ในที่สุดช่วงสุดท้ายของงาน END CREDIT ก็ขึ้นมา ต่อมาด้วยการเชิญคุณ โยโกะ ชิโมมูระ (Yoko Shimomura) ผู้ประพันธ์เพลงหลักให้กับ Final Fantasy XV  ซึ่งมาฟังคอนเสิร์ตในวันนี้ด้วย เธอได้ขึ้นมากล่าวทักทายแฟนๆด้วยความเป็นกันเอง และบอกว่า ขอให้พวกเรามีความสุขกับการเล่นเกมไฟนอล แฟนตาซีต่อไป ส่วนเธอเองก็จะพยายามให้เต็มที่ในส่วนของเธอ ซาบซึ้งจริงๆครับ

Yoko Shimomura , Photo by Manaswin Kamolwat

ดูเหมือนว่าแฟนๆยังมีพลังไฟพลังฝันอยากปลดปล่อยมันไปกับบทเพลงจากไฟนอล แฟนตาซีอยู่  อาร์นีย์  จึงเอาใจแฟนๆด้วยการแถมให้อีกหนึ่งเพลง โดยก่อนเริ่มเพลง อาร์นีย์บอกว่าในวงเรามีนักร้องประสานเสียงคุณภาพอยู่ แต่ที่พิเศษคือตอนนี้เรามีนักร้องประสานเสียงกว่า 2,000 คน มันคงวิเศษหากเราร้องมันไปพร้อมๆกัน  มันไม่อยากเลยแค่ร้องคำเดียว แฟนๆหลายคนพอรู้แล้วว่าเพลงที่กำลังจะเล่นคือเพลงอะไร ยิ่งมันใจขึ้นเมื่อมือเปียโนเล่นโน้ตสามตัวให้แฟนๆได้เทียบเสียง  ตื้อ ตื้อ ตือ   และทันใดแฟนๆก็เปล่งเสียงพร้อมกันว่า “เซฟิรอธ”  ใช่แล้วครับเพลงส่งท้ายความประทับใจในวันนี้กับบทเพลง ENCORE ที่ชวนขนลุกกับเพลงธีมของตัวละครตัวร้ายในตำนานที่น่าเกรงขามที่สุดแห่งโลกไฟนอล แฟนตาซี “เซฟิรอธ” กับบทเพลงที่มีชื่อว่า “One Winged Angle”

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่อย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่านี่จะเป็นงานเลี้ยงครั้งสุดท้าย เราเชื่อว่าเมื่อมีครั้งแรกแล้วย่อมมีครั้งต่อๆไป ด้วยการต้อนรับและสนับสนุนจากแฟนๆอย่างคับคั่ง ผมเชื่อว่าในคราวหน้าจะต้องมีคอนเสิร์ต Distant World : Music From Final Fantasy เกิดขึ้นในบ้านเราอีกอย่างแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้นพวกเราจะมาแสดงพลังกันอีกครั้ง ดื่มด่ำไปสู่โลกแห่งความฝันและความทรงจำ โลกแห่งไฟนอล แฟนตาซี

แฟนๆยืนปรบมือให้อย่างยาวนาน Photo by Manaswin Kamolwat

Photo by Manaswin Kamolwat

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทางผู้จัด Five Four Records ที่ทำให้คอนเสิร์ตสุดเซอร์ไพรส์ในครั้งนี้เกิดขึ้นในบ้านเราครับ

 

Source

ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก คุณ Manaswin Kamolwat และ Five Four Records

ภาพวีดิโอจากคอนเสิร์ต Distant Worlds Music From Final Fantasy The Celebration FINAL FANTASY 25th Anniversary 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] Netflix Bird Box มองอย่าให้เห็น – หนังโลกล่มสลายสะท้อนความกลัวของมนุษย์แม่

Published

on

ในระหว่างเดินทางกลับจากโรงพยาบาล มาโลรี่ (แซนดรา บูลล็อค) สาวท้องแก่ต้องเผชิญความน่าสะพรึงกลัวของการระบาดจากไวรัสพันธุ์ใหม่ที่ทำให้คนฆ่าตัวตาย โชคยังดีที่เธอได้รับการช่วยเหลือจากคนกลุ่มหนึ่งนำโดย เกร็ก (บีดี หว่อง) ชายใจกว้างผู้พร้อมเปิดรับผู้ประสบภัยทุกคน และ ดักลาส (จอห์น มัลโควิช)สถาปนิกเห็นแก่ตัวผู้สูญเสียภรรยาที่ออกไปช่วย มาโลรี่ พวกเขาต้องอยู่อย่างหวาดกลัวและต้องรักษาพื้นที่มั่นไว้โดยต้องปิดแสงจากหน้าต่างทุกบาน เพราะการมองเห็นอาจหมายถึงการต้องจบชีวิต แล้วมาโลรี่และลูกในท้องจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรต้องติดตาม 

Bird Box ถือเป็นงานที่ Netflix ภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างยิ่ง โดยผมได้รับเชิญไปชมภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมาก่อนจะลงสตรีมมิงวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าการได้ชมหนังบนจอของโรงภาพยนตร์ทำให้เราได้รับประสบการณ์ร่วมจากหนังได้อย่างเต็มที่จริงๆแต่หากเราพิจารณาจากตัวเนื้อหาก็คงต้องบอกว่า หนังเองดูจะเหมาะกับคนที่ชื่นชอบหนังดราม่ามากกว่าคอหนังทริลเลอร์ที่หวังความตื่นเต้นในการเอาชีวิตรอดของมาโลรี่ เพราะด้วยวิสัยทัศน์ของ ซูซาน เบีย ที่เคยกำกับ In a better world หนังออสการ์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเดนมาร์คก็ย่อมคุ้นเคยกับการมองโลกและสังคมอย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญคือการนำเสนอตัวละครผู้หญิงที่ต้องเผชิญความโหดร้ายเพื่อก้าวผ่านไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่อาจทำให้เราดูหนังด้วยความอึดอัดไม่สบายใจเท่าใดนัก

ซึ่ง Bird Box ก็ออกมาในแนวทางที่เธอถนัด เพราะการให้ มาโลรี่ เป็นคนท้องก็ยิ่งแสดงให้เห็นภาวะที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับสารพันมรสุมชีวิตเพื่อให้กำเนิดชีวิตใหม่ยิ่งมาโลรี่ ต้องเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ยิ่งทำให้เห็นความแข็งแกร่งของผู้หญิงในการเผชิญโลกอันโหดร้ายได้อย่างเห็นภาพ ซึ่งหนังก็โหดร้ายมากพอที่จะโยนอุปสรรคในการเอาชีวิตรอดให้ตัวละครทั้งการต้องไปซูเปอร์มาร์เก็ตแบบมองอะไรไม่เห็นแถมยังมีคนติดเชื้อไวรัสซ่อนอยู่อีก หรือกระทั่งการที่ต้องใช้ชีวิตหลบภัยในบ้านแบบไว้ใจใครก็ตามที่มาเคาะประตูบ้านไม่ได้เลยก็ยิ่งทดสอบระดับมนุษยธรรมของตัวละครได้อย่างหนักหน่วงขึ้นไปอีก ซึ่งการมีตัวละครนำเป็นผู้หญิงก็ย่อมได้คะแนนความเห็นใจจากคนดูไม่ยากนัก แต่ที่ต้องชื่นชมจริงๆคือการที่หนังไม่ได้ให้ มาโลรี่ เป็นตัวละครแบนๆ เพราะเธอเองก็มีดีมีชั่วมีด้านมืดที่ต้องเอาชนะเพื่อความอยู่รอดของลูกๆของเธอ โดยจุดที่หนังสร้างความมืดหม่นสิ้นหวังมากๆคือการที่มาโลรี่ ไม่ยอมตั้งชื่อลูกของตัวเองเพียงเพราะไม่ต้องการสร้างความผูกพันหากเธอไม่สามารถเอาตัวรอดจากโลกาวินาศในครั้งนี้ได้ รวมถึงหนังยังมีฉากที่แสดงให้เห็นว่าบางครั้งความเมตตาปราณีก็นำมาซึ่งหายนะอันใหญ่หลวงได้เหมือนกัน ซึ่งทำให้หนังสามารถตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ได้อย่างลุ่มลึกอีกด้วย

แต่ก็อย่างที่ได้เกริ่นไว้ว่าการที่หนังเน้นไปในทางดราม่าส่วนใหญ่ก็ส่งผลให้บางฉากที่หนังสามารถทำให้ตื่นเต้นได้ หนังก็กลับเพิกฉายในการสร้างความตื่นตระหนกไม่ไว้ใจ ทั้งที่มันอาจช่วยให้ตัวหนังเข้าถึงคนดูวงกว้างได้มากขึ้นจนอดเสียดายไม่ได้ว่าการที่หนังมีฉากหลังเป็นโลกล่มสลายและมีไวรัสแพร่ระบาดแต่คนดูกลับไม่ได้สัมผัสมันจากกลวิธีทางภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้แต่อย่างใดจนทำให้กราฟในการดูหนังเรื่องนี้อาจมีตกบ้าง แต่ก็ยังคงคุ้มค่าที่จะดูเพื่อความบันเทิงอยู่นะ แม้ไอเดียโลกล่มสลายของหนังดูจะคล้าย The Happening (2008) ผสมกับ The Quiet Place (2018) ไปหน่อยก็ตาม

กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าการแสดงของ ซานดร้า บูลล็อค สามารถชดเชยทุกข้อด้อยของหนังได้จริงๆ โดยแม่แสงดาว บุญล้อม นอกจากจะยังสวยสะพรั่งในวัย 50 แล้วเธอยังสามารถทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความกลัวของผู้หญิงคนนึงที่ต้องหาทางเอาชีวิตรอดและเรียนรู้ความเป็นแม่ในภาวะวิกฤติของโลก เธอทำให้เราเข้าใจในน้ำหนักปัญหาของมาโลรี่ได้อย่างแจ่มชัดทั้งการแบกความรู้สึกผิดจากการเอาตัวรอดแต่ต้องแลกด้วยชีวิตของน้องสาวตัวเองหรือภรรยาของดักลาส ก่อนที่จะตัดสินใจสู้กับวิกฤติเพื่ออีก 2 ชีวิตได้อย่างน่าเอาใจช่วยจริงๆ

ใครสนใจรับชมหนังได้ทาง Netflix (คลิกเพื่อชมหนังบนเน็ตฟลิกซ์ได้เลย) ตั้งแต่ 21 ธันวาคมนี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] ROMA – งานสัจนิยมที่สมควรชมในโรงภาพยนตร์ที่สุดแห่งปี

Published

on

เข้าปลายปีแบบนี้ สื่อภาพยนตร์หลายสำนักเริ่มมีการจัดอันดับหนังดีประจำปี รวมถึงการเก็งโผรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ครัั้งที่ 91 ในปีหน้ากันแล้ว โดยชื่อหนังที่นำโด่งแทบทุกสำนักก็หนีไม่พ้น ROMA งานชิ้นล่าสุดของ อัลฟองโซ กัวรอง หลังจากได้รับรางวัลออสการ์จาก GRAVITY (2013) หนังไซไฟปรัชญาที่ซิวรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาให้เขา 

 ROMA ฉายภาพชีวิตของผู้หญิง 2คนต่างชนชั้นแต่ร่วมชายคาเดียวกันฝ่ายแรกคือ เคลโอ (ยาลิซา อปาริชิโอ) สาวใช้ในบ้านของครอบครัวคุณหมอชนชั้นกลางที่ชีวิตของเธอผกผันหลังจากตั้งท้องกับชายหนุ่มที่หนีจากเธอไป ส่วนฝ่ายหลังคือ โซเฟีย (มารินา เดอ ทาวิรา) ภรรยาของคุณหมอที่นอกใจเธอ โดยทั้งสองชีวิตต้องดูแลเด็กๆและคุณย่าในบ้านภายใต้สถานการณ์การเมืองอันคุกรุ่นในเมืองโรมา ประเทศเม็กซิโกยุค 70  

พิจารณาจากต้นธารที่ กัวรอง นำชีวิตวัยเด็กมานำเสนอในรูปแบบสัจนิยมแล้วก็ดูเหมือนว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากงานชื่อเดียวกันอย่าง Roma หนังปี 1972 ของ เฟรดเดอริโก เฟลลินี หนึ่งในผู้นำความเคลื่อนไหวของยุค Italian Neo-Realism หรือ กลุ่มนวสัจนิยมอิตาเลียนไม่น้อย ทั้งการที่หนังเลือกแนวทางสัจนิยมสำรวจชีวิตแบบไม่มีพลอตเรื่องชัดเจนในการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของชนชั้นล่างและชั้นล่าง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองหลังยุคสงครามหรือวิกฤติการเมืองทั้งการทิ้งให้คนดูเห็นความเคลื่อนไหวในภาพเป็นเวลานานเพื่อให้พินิจพิเคราะห์ตีความสัญลักษณ์ต่างๆ การใช้สถานที่ถ่ายทำเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง-และดัดแปลงมันให้น้อยที่สุดเพื่อคงความจริงของสถานที่ รวมถึงการคัดเลือกนักแสดงหน้าใหม่อย่าง ยาลิซา อปาริชิโอ (ตรงนี้ถือว่าใกล้เคียงกับการทำหนังแนวนวสัจนิยมที่มักเลือกคนท้องถิ่นมาเป็นนักแสดง) นั่นทำให้เราได้ติดตามชีวิตของ เคลโอ และ โซเฟีย แบบผู้สังเกตการณ์และค่อยๆซึมซับเรื่องราวทั้งสุขและเศร้าของพวกเธอท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มคุกคามชีวิตของผู้หญิงทั้งสองคนอย่างค่อยเป็นค่อยไป น่าเชื่อถือและนำพาให้เกิดอารมณ์ร่วม

และด้วยสายตาและมันสมองของ กัวรอง หนังจึงไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาลอกการบ้านงานชั้นครูแบบทื่อๆ ตรงกันข้าม กัวรอง สามารถนำศิลปะภาพยนตร์อันหลากหลายมาใช้งานได้อย่างลุ่มลึกนำเทคนิคมารับใช้เนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแอบคารวะมาสเตอร์ออฟซีนีม่าหลายท่านโดยนอกจาก เฟลลินี ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจหลักแล้วที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็น อากิระ คุโรซาว่า ในแง่การวางความเคลื่อนไหวในกรอบภาพ การมิกซ์เสียงให้เกิดมิติสอดคล้องกับภาพ ฉากเด่นสุดคือฉากที่ เคลโอ ไปตามหา แฟร์มิน ถึงสนามฝึกที่ใครดูก็น่าจะถึงงานมาสเตอร์พีซอย่าง Seven Samurai (1954) ของคุโรซาว่าแน่ๆ

เอาล่ะเชือเถอะว่าอ่านมาสองย่อหน้าก็ยังไม่เด่นชัดอยู่ดีว่า ทำไมเราจะต้องถ่อไปถึงโรงหนังทั้งที่เราสามารถเปิด Netflix อยู่บ้านดูแบบสบายๆได้ แต่หากจะพอโน้มน้าวด้วยตัวอย่างของกลวิธีทางภาพยนตร์ที่กัวรองนำมาใช้ก็คงต้องเป็นสองฉากสำคัญ โดยฉากแรกที่อยากจะยกคงหนีไม่พ้นฉากจลาจลในเมืองโรม่า ที่ต้องบอกว่ากัวรองสามารถนำเทคนิคด้านการถ่ายแบบลองเทคมารับใช้เนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งน่าสะพรึงกลัวด้วยเนื้อหาของหนังที่นำเสนอความขัดแย้งสุดขั้วเมื่อ เคลโอ กำลังเลือกซื้อเตียงเด็กเพื่อต้อนรับเจ้าตัวน้อยในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองอันโหดร้ายก็บุกเข้ามาถึงในร้านที่สำคัญมันยังเป็นจุดแตกหักของชีวิตที่สำคัญที่สุดของเธอในเวลาต่อมาเมื่อได้พบว่าชีวิตนี้เธอคงไม่มีหวังพบความสุขในชีวิตครอบครัวอีกแล้วรวมถึงฉากที่ เคลโอ ซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นเสี่ยงตายลงไปช่วยชีิวิตเด็กๆในทะเลที่คลื่นกำลังซัดสาดอย่างบ้าคลั่งไม่ต่างจากมรสุมชีิวิตของคนในครอบครัวที่กล้องได้ติดตามเคลโอจากบนฝั่งลงไปในทะเลพร้อมงานมิกซ์เสียงที่ถือว่าเป็นหนึ่งในงานเสียงที่ดีที่สุดของปีนี้ที่นำเสนอเสียงระลอกคลื่นได้มิติสมจริงจนคนดูสัมผัสได้ถึงแรงคลื่นที่ค่อยๆโถมเข้าใส่ตัวเคลโอและเด็กๆจนอดลุ้นตามไม่ได้จริงๆ

ซึ่งไม่เพียงเทคนิคทางภาพยนตร์เท่านั้นแต่ยังรวมถึงการแสดงแบบเหมือนไม่ได้แสดงของยาลิซา อปาริชิโอ ที่กัวรองเสี่ยงใช้นักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพมาถ่ายทอดบทบาทสาวใช้ได้อย่างน่าเชื่อถือ เปี่ยมเสน่ห์เฉพาะตัวและสามารถนำพาอารมณ์ให้เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจและชื่นชม ฉายภาพพี่เลี้ยงของกัวรองบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจของเขาได้อย่างเห็นภาพ สมศักดิ์ศรีนักแสดงหน้าใหม่ที่เริ่มกวาดรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเป็นว่าเล่น และอาจจะได้ “ยืนหนึ่ง” บนเวทีออสการ์ปีหน้าก็เป็นได้

ด้วยการนำเสนอเรื่องราวในแนวทางสัจนิยมที่สามารถนำเทคนิคมารับใช้เนื้อหาได้อย่างลุ่มลึก ความงดงามของงานภาพที่แต่ละเฟรมคืองานศิลปะเคลื่อนไหวที่ต่อไปคงได้บันทึกในตำราเรียนภาพยนตร์แน่ๆ รวมถึงการแสดงอันเป็นธรรมชาติและถือว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี2018 จึงแทบไม่มีข้อแม้ใดๆที่เราจะไม่ไปสัมผัสประสบการณ์นี้ในโรงภาพยนตร์  โดยหนังจะฉายที่โรงภาพยนตร์ เฮาส์ อาร์ซีเอ และ สกาล่า พร้อมลงสตรีมมิงทาง Netflix วันนี้เลย

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Down a Dark Hall: สยองพล็อตแหวก ดูแก้เบื่อดีเหมือนกันนะ

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เรื่องราวสยองขวัญนี้ถูกนำเรื่องสู่ความดาร์กขนหัวลุกด้วยฝีมือของนักแสดงมากความสามารถอย่าง “อูมา เธอร์แมน” (Kill Bill) ในบทของครูใหญ่ “มาดาม ดูเรต์” มาดามแห่งโรงเรียนประจำอันน่าหวาดผวาแห่งนี้ พร้อมกับนักเรียนหญิงอีกไม่กี่คนที่ถูกส่งมายังแบล็กวูดนำทีมโดย “แอนนาโซเฟีย ร็อบบ์” (The Carrie Diaries), “เทย์เลอร์ รัสเซล” (Lost in Space) และ “วิคตอเรีย โมโรเลส” (Teen Wolf) ในบทบาทของแก๊งนักเรียนหญิงที่ถูกส่งมาลงทัณฑ์จากความผิดที่พวกเธอก่อ จะเป็นเช่นไรเมื่อเหล่านักเรียนผู้ต้องโทษพบว่าไม่ได้มีเพียงพวกเธอที่อาศัยอยู่ในแบล็กวูด แต่มีวิญญาณร้ายในห้องมืดที่หมายจะเอาชีวิตคนเป็นอยู่ด้วย

หนังสยองขวัญมาช่วงท้ายปีกันหลายเรื่อง หวังช่วงชิงตลาดผู้ใหญ่ที่เบื่อหนังครอบครัวช่วงคริสมาสปีใหม่ และ Down a Dark Hall ก็เป็นหนึ่งในหนังที่มีดารานำเบอร์ใหญ่อย่าง อูมา เธอร์แมน มานำ โดยเป็นฝีมือการกำกับของผู้กำกับชาวสเปนอย่าง ร็อดริโก คอร์เตส ที่มีผลงานฝากชื่อจาก Buried (2010) หนังสงครามสั่นประสาทเอาตัวรอดในพื้นที่ปิด ซึ่งตอนนั้นได้ ไรอัน เรย์โนลด์ส นำแสดง มารอบนี้คอร์เตสยังดึง คริส สปาร์ลิง มือเขียนบทในครั้งนั้นมาร่วมงานอีกครั้งกับหนังสยองเรื่องใหม่ของเขาด้วย

นอกจากรุ่นใหญ่แล้ว ดาราที่ต้องตรึงหนังทั้งเรื่องและยังต้องเป็นผู้แทนสายตาของผู้ชมอย่าง คิท เด็กสาวที่มีปัญหาทางบ้าน ก็ได้ดาราสาววัยทีนอย่าง แอนนาโซเฟีย ร็อบบ์ ดาราเด็กที่คุ้นหน้าจากหนังใหญ่เมื่อหลายปีก่อนทั้ง Bridge to Terabithia (2007) และ Charlie and the Chocolate Factory (2005) มารับบทนำด้วย ขณะที่ดาราสมทบหลักอีกหนึ่งสาวอย่าง อิซาเบล เฟอร์แมน ก็น่าจะเป็นที่จดจำได้ดีกับบทอีเด็กนรกแตกในหนัง Orphan (2009) ซึ่งบัดนี้โตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว แม้จะน่าเสียดายว่าบทของเธอแสนจะเป็นตัวประกอบจริงจังไปสักนิดก็ตาม

จุดเด่นของหนังไม่ใช่ลีลาลูกเล่นร้อยแปดในการเอามาหลอกหลอนคนดูให้สะดุ้งตกใจ ว่ากันไปในส่วนนี้ก็ธรรมดาเสียด้วยซ้ำ ทั้งเงาผ่านกล้อง การโผล่มาอีกฝั่งให้ตกใจ หรือการมาเคาะประตูข่มขวัญ ล้วนเป็นอะไรที่สายสยองคงชินชากันอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือหนังมีซับพล็อตที่น่าสนใจที่กระตุ้นให้เราสนใจติดตามกลุ่มนักเรียนสุดเซี้ยวที่ทะเลาะไม่ชอบหน้ากันเอง แต่ก็ต้องตกสภาวะอันตรายจากฝีมือความชั่วร้ายทั้งคนทั้งผี จนต้องร่วมมือกันอย่างช่วยไม่ได้ และนำสภาวะนี้ไปใช้ขับพล็อตเรื่องหลักได้อย่างน่าสนใจ

ซึ่งพล็อตหลักเองก็มีความแปลก ๆ ใหม่ ๆ ดีเหมือนกัน เกี่ยวกับโรงเรียนที่สอนเด็กเกเรให้ค้นพบความอัจฉริยะในตัวเอง ซึ่งต้องแลกมาด้วยสิ่งชั่วร้ายบางอย่างที่ค่อย ๆ คืบคลานครอบครองโรงเรียนนี้ทีละน้อย การผจญภัยสืบค้นความจริงของเด็ก ๆ ที่มีความกล้า จึงทำให้หนังมีมู้ดที่น่าเอาใจช่วยตัวละครให้ทำสำเร็จอยู่เสมอ แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้หนังไม่ดูคลี่คลายง่ายเกินไปก็มีทั้งเรื่องความเป็นเด็ก ความไร้พลัง และขาดผู้ใหญ่ปกป้องต้องพึ่งพากันเอง จึงเป็นอะไรที่ดูสนุกมากเหมือนกันในการดูว่าตัวละครเหล่านี้จะรอดพ้นจากปีศาจคอนเซ็ปต์ดีที่ยกกันมาเป็นฝูงห่าซาตานได้อย่างไร คือชอบไอเดียผีเลยล่ะแต่สปอยล์ไม่ได้ เอาเป็นว่าใครชอบหนังผีลองรับเรื่องนี้ดูสักเรื่องแล้วกัน

ปีศาจอาจค่อยๆคืบคลาน แต่จองตั๋วรวดเร็วทันใจได้ที่รูป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!