Connect with us

What The Fact

[รีวิว]Mortal Engines : มีดีที่โปรดัคชั่น

mortal engines : สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ

7.4

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

ตรรกะ ความสมจริงของบทภาพยนตร์

6.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก

7.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • งานออกแบบโดดเด่นตระการตามาก
  • ฉากแอ็คชั่นหยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ

จุดสังเกต

  • ตัวละครน่าสนใจ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
  • ตัวละครนำขาดซิ่งเสน่ห์ ความน่าสนใจ
  • ปริศนาถูกคลี่คลายจนหมดสิ้น
  • นอกจากเฮสเตอร์ ชอว์ ตัวละครอื่นขาดความลึก

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นอีกเรื่องที่ดัดแปลงมาจากนิยายเยาวชน ในยุคที่หนังจากนิยายกลุ่มนี้เริ่มเสื่อมความนิยม หลาย ๆ เรื่องก็หยุดอยู่แค่ภาคแรก และบางเรื่องก็ไม่สามารถสานต่อจนจบได้อย่าง Divergent แต่กระนั้นอภิมหาผู้กำกับปีเตอร์ แจ็คสัน ก็ยังคิดว่า Mortal Engines มีศักยภาพ พอที่จะสานต่อเป็นมหากาพย์เรื่องยาวได้อย่างที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้วกับ The Lord Of The Rings และ The Hobbit แล้วปีเตอร์ ก็ซื้อลิขสิทธิ์ในการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาจาก ฟิลลิป รีฟส์ เจ้าของเรื่องตั้งแต่ปี 2008 ใช้เวลาถึง 10 ปีในการดัดแปลงเนื้อหาจากนิยายมาเป็นบทภาพยนตร์ และมอบหมายหน้าที่กำกับให้กับคริสเตียน ริเวอร์ หัวหน้าทีมออกแบบงานสร้างที่ทำงานคู่กับเขามาแทบทุกเรื่อง ส่วนปีเตอร์ นั้นนั่งคุมในตำแหน่งอำนวยการสร้างและเขียนบทร่วม

ซ้าย : ผู้ำกับ คริสเตียน รีเวอร์ , ขวา : ผู้อำนวยการสร้าง ปีเตอร์ แจ็คสัน

ด้วยจินตนาการของผู้เขียน ถือได้ว่ามีศักยภาพพอที่จะเป็นหนังอีปิกฟอร์มใหญ่ได้ในแบบเดียวกับ The Lord Of The Rings และ The Hobbit เพราะผู้เขียนฟิลลิป รีฟส์ สร้างโลกใหม่ในจินตนาการขึ้นมา เป็นช่วงเวลานับพันปีจากนี้ในอนาคต มนุษย์ล้างผลาญกันเอง จน เหลือประชากรโลกไม่มากนัก ที่เหลือก็สร้างรูปแบบอารยธรรมในการดำรงชีพขึ้นมาใหม่ ด้วยการอาศัยอยู่ในเมืองเคลื่อนที่ เป็นยานพาหนะติดล้อขนาดมหึมา

และหัวใจหลักของเรื่องก็อยู่ที่ “ลอนดอน”เมืองติดล้อที่ใหญ่ที่สุดขนาดกว้างถึง 2 กิโลเมตร และขับเคลื่อนตัวเองและประชากรที่อาศัยอยู่ภายใน ด้วยการกลืนกินเมืองเคลื่อนที่ขนาดเล็ก พอจับเมืองเล็กมาได้ ก็แยกชิ้นส่วนเมืองเล็ก เอาน้ำมันเชื้อเพลิงไปขับเคลื่อนลอนดอน และส่งประชากรที่จับได้ไปเป็นทาส เรื่องราวที่เดินซ้อนกันไปคือความอาฆาตพยาบาทของตัวละครนำ เฮสเตอร์ ชอว์ สาวผู้มีแผลเป็นฉกรรจ์บบนใบหน้า มีเป้าหมายที่จะสังหารแธดดีอุส วาเลนไทน์ ผู้ปกครองระดับสูงของลอนดอน แต่ก็พลาดท่าเสียโอกาสไป เพราะทอม แนสเวอร์ตี้ ชายหนุ่มนักเก็บสะสมสมบัติในลอนดอนและเทอดทูนในตัวแธดดีอุส เข้ามาขัดขวาง แต่แล้วทั้งคู่ก็โดนแธดดีอุส กำจัดออกไปจากลอนดอน เรื่องราวจากนั้นคือการผจญภัยของเฮสเตอร์ และ ทอม ที่ต้องหนีเอาตัวรอดในโลกยุคเถื่อน แล้วบังเอิญได้เข้าร่วมกับ”หน่วยต่อต้านเมืองเคลื่อนที่” สุดท้ายก็ได้พากันย้อนไปแก้แค้นแธดดีอุสอีกครั้ง

ด้วยความที่เป็นหนังภาคแรก ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏบนจอล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ ชวนตื่นตา ไม่ว่าจะเป็นลอนดอนเมืองเคลื่อนที่ยักษ์ และฐานทัพของหน่วยต่อต้านกลางอากาศ หุ่นยนต์ และบรรดาคาแรกเตอร์ที่มาพร้อมชุดและภาพลักษณ์ที่แปลกตา ทุก ๆ ส่วนดูพิถีพิถันมีรายละเอียดที่ยิบย่อยในทุกกระเบียดนิ้ว สมศักดิ์ศรีของคริสเตียน ริเวอร์ ในฐานะผู้กำกับมือใหม่แต่เป็นขาเก๋าจากสายงานโปรดัคชั่นดีไซน์ ตลอดเรื่องหนังพาคนดูไปทัวร์แทบจะทุกส่วนของลอนดอน ได้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่อย่างคร่าว ๆ ของชาวเมืองลอนดอนทั้งระดับผู้ดีมีอันจะกินและระดับแรงงาน ด้านภายนอกก็ทำให้รู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขามของเมืองใหญ่นี้ อีกส่วนที่ออกแบบมาได้น่าสนใจมากก็คือ ฐานทัพลอยฟ้า ที่ลอยตัวอยู่ได้ด้วยบอลลูนใหญ่ ส่วนประกอบทั้งหมดไม่ว่า ท่าจอดเครื่องบิน ทางเดิน ที่พักอาศัย ก็ล้วนเป็นไม้แผ่นเล็กที่ดูเปราะบาง แต่ก็ดูสมจริงเพราะต้องการให้มีน้ำหนักเบาพอให้บอลลูนรับน้ำหนักได้

ตลอด 2 ชั่วโมงของหนัง ก็สอดแทรกฉากแอ็คชั่นเข้ามาเนือง ๆ ตั้งแต่เปิดเรื่องก็ได้เห็นความร้ายกาจของลอนดอนที่ตามไล่ล่าเมืองเล็กที่พยายามหนีเอาชีวิตรอดแต่ก็ไม่พ้น แอนนา แฟง หัวหน้าหน่วยต่อต้านเมืองเคลื่อนที่เปิดตัวมาแบบเท่มาก เป็นอีสาวดุที่เก่งทั้งมือเปล่าและอาวุธโชว์ฟอร์มลุยเดี่ยวซัดผู้ชายได้เป็นสิบอย่างเท่มาก ดำเนินมาถึงช่วงท้ายก็เป็นฉากรบยาว ๆ ระหว่างหน่วยต่อต้านเคลื่อนที่กับลอนดอน ฉากนี้อัดแน่น ได้ดูทั้งการต่อสู้ของตัวละครสำคัญบนภาคพื้น และการลุยถล่มลอนดอนของฝูงบินรบของหน่วยต่อต้านฯ และการโจมตีด้วยอาวุธร้ายแรงโชว์เทคนิคซีจีกันอย่างดุเดือด

เปรียบเทียบ รอยแผลเป็นตามที่บรรยายไว้ในนิยาย กับ แผลเป็นที่ขึ้นจอภาพยนตร์

และด้วยความที่เป็นหนังภาคแรก จึงต้องแนะนำให้คนดูรู้จักกับตัวละครจำนวนมาก แต่บทหนังก็จำต้องเน้นหนักไปที่เฮสเตอร์ ชอว์ ที่เป็นตัวละครหลักของเรื่อง และเป็นกุญแจสำคัญของเรื่อง เพราะเรื่องเดินหน้าไปด้วยความอาฆาตแค้นของเธอ กับอดีตที่อยู่เบื้องหลังรอยแผลเป็นบนใบหน้า และจุดนี้ก็เป็นกรณีหนึ่งที่สาวกจากฉบับนิยายไม่พอใจทีมผู้สร้างที่ปรับเปลี่ยนแผลเป็นบนหน้าเฮสเตอร์ เพราะในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ได้ลดทอนความรุนแรงของแผลเป็นลงไปมาก ในหนังสือบรรยายไว้ว่าเป็นแผลเป็นที่ถูกกรีดข้ามใบหน้าผ่านปากจมูกและตาขวา ก็เข้าใจทีมผู้สร้างนะ ถ้าสร้างหนังออกมาแล้วนางเอกหน้าเละแบบนั้นก็ขายของยากนะ หนังลงลึกอดีตของเฮสเตอร์ ชอว์ ตั้งแต่วัย 8 ขวบ ซึ่งเป็นการเฉลยที่มาของแผลเป็นและความแค้นที่เธอมีต่อแธดดีอุส วาเลนไทน์ ตัวละครอื่น ๆ ในเรื่องก็ถูกแนะนำมาแบบผิวเผินหนังไม่มีเวลาพอที่จะได้ให้เรารู้จักที่มาที่ไปของแต่ละคนได้มากพอ

หนังมีตัวละครที่น่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะ “ไชรค์” หุ่นยนต์ที่มาพร้อมภาพลักษณ์ที่น่ากลัว มีตาสีเขียวและมีเนื้อเยื่อมนุษย์บาง ๆ อยู่บนใบหน้า เหมือนหุ่นผสมซอมบี้ แล้วไชรค์ก็เป็นหุ่นที่มีความแค้นกับเฮสเตอร์ ชอว์ มันต้องการเอาชีวิตเธอ การเปิดตัวของไชรค์ เรียกได้ว่าทำให้โทนหนังดูตื่นเต้นชวนติดตามขึ้นมา จากความน่ากลัวของไชรค์และปริศนาถึงความเกี่ยวพันระหว่างหุ่นและเด็กสาวผู้นี้ แต่หนังก็ให้คำตอบถึงข้อสงสัยนี้ในเวลาไม่นาน เช่นเดียวกับปริศนาสำคัญทั้งรอยแผลบนใบหน้า ความอาฆาตแค้นในอดีตของเฮสเตอร์ ที่มีต่อแธดดีอุส ทุกปริศนาถูกเฉลยหมดสิ้น รวมถึงตัวละครสำคัญที่ถูกสร้างสรรค์มาอย่างน่าสนใจ ก็ถูกกำจัดเสียในภาคนี้ หนังจบแบบเผยทุกปริศนา ไร้ข้อสงสัยที่ชวนให้ลุ้นรอคำตอบในภาคต่อไป

Mortal Engines เป็นหนังที่มีความโดดเด่นในเรื่องจินตนาการของผู้เขียน โดยเฉพาะลอนดอนเมืองเคลื่อนที่ เป็นจุดที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องราว แต่หนังก็มีฉากไล่ล่าเมืองเล็กมาให้ดูเพียงแค่ฉากเดียวต้นเรื่องเท่านั้น ทั้งที่ประเด็นเมืองใหญ่ล่าเมืองเล็กก็ถูกนำมาใช้เป็นชื่อเรื่องเสียด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันบรรดาตัวละครหลักของเรื่อง กลับดูอ่อนด้อยในแง่ความน่าสนใจ ตัวเฮสเตอร์ ชอว์ มีปริศนาจากรอยแผลบนใบหน้าซึ่งเมื่อถูกเฉลยก็หมดสิ้นความน่าสนใจแล้ว นอกนั้นตัวเธอไม่ได้มีความพิเศษอื่นใดเลย แต่กลับเป็นตัวแม่ของเธอแพนโดร่า ชอว์ ที่มีชื่อเสียงไปไหนก็มีคนรู้จัก ยิ่งกว่านั้นทอม แนตเวิร์ธตี้ พระเอกของเรื่อง ทั้งชีวิตไม่เคยออกจากลอนดอน ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พาเฮสเตอร์ซวยไปหลายครั้ง จนทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระน่ารำคาญ ที่น่าจะตัดทิ้งเสียอยู่หลายครั้ง มีดีอย่างเดียวคือขับเครื่องบินเป็น เลยได้ฉากโชว์เท่เสียหน่อยในช่วงท้ายของเรื่อง สรุปได้ว่าเป็นหนังที่ได้ความตื่นตาตื่นใจกับโลกทัศน์ที่แปลกใหม่บนจอภาพยนตร์ หลาย ๆ ฉากที่ดูสนุกก็มาจากการเขียนเพิ่มเติมลงไปในบทภาพยนตร์ ไม่มีในนิยายต้นฉบับ ก็ยังชวนแปลกใจว่าปีเตอร์ แจ็คสันเห็นอะไรในนิยายเรื่องนี้ ถึงกับยอมควักกระเป๋าซื้อลิขสิทธิ์มาสร้าง ลำพังเส้นเรื่องต้นฉบับถ้าพ้นจากบรรดาเมืองเคลื่อนที่ แล้วหวังเสน่ห์ที่เหือดแห้งจากบรรดาตัวละครนำก็ดูเบาบางเกินไป ที่จะทำให้คนดูยอมออกจากบ้านมาดูหนังภาคต่อจากนี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

บางเบา แต่บาดลึก “20 ตุลา” เพลงรักบาดลึกจาก Silly Fools

Published

on

mortal engines : สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ

7.4

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

ตรรกะ ความสมจริงของบทภาพยนตร์

6.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก

7.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • งานออกแบบโดดเด่นตระการตามาก
  • ฉากแอ็คชั่นหยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ

จุดสังเกต

  • ตัวละครน่าสนใจ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
  • ตัวละครนำขาดซิ่งเสน่ห์ ความน่าสนใจ
  • ปริศนาถูกคลี่คลายจนหมดสิ้น
  • นอกจากเฮสเตอร์ ชอว์ ตัวละครอื่นขาดความลึก

“เพราะแรงกดดันของคำบอกลา ฉันจึงต้องมาร้องเพลง

ถ้าใครได้ยินถ้าใครได้ฟัง นี่คือเสียงเพลงสุดท้ายฉันเอง”

ถ้อยคำอำลาจากชายหนุ่มที่กำลังจะจากลา ถูกเล่าผ่านเสียงดนตรีอันแผ่วเบาราวลมหายใจสุดท้ายของคนใจสลาย ผสานเสียงร้องระคนความเศร้าที่ไร้เงาการแผดเสียงแบบเก่าๆของ นักร้องนำ Silly Fools คนล่าสุด “ริม- กฤษณะ ปานดอนลาน”

“20 ตุลา” คือซิงเกิ้ลล่าสุดจาก วงร็อคระดับตำนาน Silly Fools ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลเพลงช้าเพลงแรกจากการทำงานกับค่าย Me Records

อาจเรียกได้ว่า “20 ตุลา” เป็นเพลงที่บางเบาที่สุดแล้วในผลงานทั้งหมดของ Silly Fools ไม่มีซาวด์อันหนักหน่วง การกระหน่ำกลอง เสียงเบสหนาหนึบ เสียงกีตาร์แหลมลึกบาดจิต ไม่มีเสียงสังเคราะห์ใดๆ หรือแม้กระทั่งการร้องแผดเสียงสูง  มีเพียงดนตรีอันบางเบา กีตาร์อะคูสติค กลุ่มเครื่องสายระบายอารมณ์เศร้าบาดลึก และเสียงร้องละมุนอารมณ์เศร้า และแน่นอนสิ่งที่ขาดไม่ได้คือท่อนโซโล่ จากต้น มือกีตาร์ ที่คราวนี้ไม่ได้มาโชว์สกิลกีตาร์เทพ เร็วแรง สะท้านอารมณ์ หากแต่ไหลเรียบนิ่งราวหยาดน้ำตาที่หลากรินไหลมาจากตาของผู้เจ็บช้ำ นี่คือมิติใหม่จาก Silly Fools ที่เรียกได้ว่า เป้นก้าวที่กล้าและคุ้มค่าแก่การรอคอย

“20 ตุลา”  ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการอ่านถ้อยความในจดหมายของชายคนหนึ่งที่เล่าให้เราฟังถึงช่วงเวลาสำคัญของชีวิตกับการขอหญิงสาวคนรักแต่งงาน ท่ามกลางหยาดฝนในเดือนตุลา

เหตุเพราะฝนในเดือนตุลา ที่พาฉันไป

ในโลกที่แสนวังเวง เมื่อฉันกำลังคุกเข่า

เพื่อขอทำให้รักเรา เป็นอย่างเธอฝัน

แต่ทว่า…การกลับไม่เป็นไปอย่างฝัน

แต่เธอนั้นหันมองที่ฉัน ปิดกล่องแหวนที่กำลังส่งไป

ร้องไห้ใต้ฝนที่โปรยเข้ามา ก่อนเธอนั้นจะไม่สบตา

และเอ่ยมาเพียงคำเดียวว่าเสียใจ

ชายคนนี้จึงเขียนถ้อยคำในจดหมายและเล่าให้เราฟัง ก่อนที่ชีวิตของเขาจะจบลง…

มิวสิควีดิโอเพลงนี้ ยิ่งช่วยดึงเราดื่งลึกลงไปในห้วงอารมณ์หมองมากขึ้น โดยการแสดงของ พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ที่มารับบทหญิงสาวที่เพิ่งปฏิเสธคำขอแต่งงานจากคนรักของเธอ ก่อนที่จะตัดสินใจกลับมาง้อและขอรับคำแต่งงาน แต่ทว่าชายหนุ่มกลับหายไป ไร้ร่องรอย…

พลอยโอบอุ้มเอ็มวีทั้งเรื่องไปด้วยการแสดงของเธอ ผ่านการกำกับของ “ชาติฉกาจ ไวกวี” ที่ให้พลอยแสดงโดยไม่มีสคริปต์ ! และพลอยก็ไม่ได้ฟังเพลงนี้ก่อนที่จะแสดงด้วย !!!  หากแต่เป็นการบรีฟแบบช็อตต่อช็อตไหลเรื่อยไป จนกระทั่งถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง ที่เธอได้รับฟังบทเพลงนี้เป็นครั้งแรก

“ตาย..ตายไปเลย มันเป็นเรื่องราว เป็นจดหมายฉบับหนึ่งของผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านความเจ็บปวดอย่างสาหัส พลอยว่ามันเป็นที่สุดของชีวิตเขาแล้วจริงๆ เขาถึงเลือกทำแบบนี้ เป็นเพลงที่เกินคาดจริงๆ”

จากนั้นเธอจึงถูกขอให้แสดงอะไรออกมาก็ได้ที่เธอรู้สึก…ณ ขณะนั้น

และสุดท้ายเรื่องราวเหล่านั้น หากไม่ถึงเธอคนที่ตั้งใจ

เมื่อไร้สิ้นแสงในเดือนตุลาหากว่าฉันไม่คืนกลับมา

โปรดจงรู้หนึ่งชีวิตจบสิ้นไป

ตอนนั้น ตัวฉัน กับแหวนวงนั้น ที่ตรงนั้น

และช่วงเวลาสุดท้ายของโศกนาฏกรรมความเศร้านี้ก็ได้คลี่คลายตัวมันออกมา ก่อนที่จะปิดม่านลงอย่างช้าๆด้วยหยดน้ำตา…


“20 ตุลา”

เนื้อร้องโดย “ฮันมะ ยูจิโร่” (อีกร่างหนึ่งของ ต้น จักริน จูประเสริฐ)

ทำนองโดย  หรั่ง เทวฤทธิ์ ศรีสุข และ ต้น จักริน จูประเสริฐ

เรียบเรียงโดย “ต้น จักริน จูประเสริฐ”

คสบคุมการผลิตโดย “ ต้น จักริน จูประเสริฐ  หรั่ง เทวฤทธิ์ ศรีสุข  และ ฟองเบียร์ ปฎิเวธ อุทัยเฉลิม”


 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] Netflix Bird Box มองอย่าให้เห็น – หนังโลกล่มสลายสะท้อนความกลัวของมนุษย์แม่

Published

on

mortal engines : สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ

7.4

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

ตรรกะ ความสมจริงของบทภาพยนตร์

6.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก

7.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • งานออกแบบโดดเด่นตระการตามาก
  • ฉากแอ็คชั่นหยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ

จุดสังเกต

  • ตัวละครน่าสนใจ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
  • ตัวละครนำขาดซิ่งเสน่ห์ ความน่าสนใจ
  • ปริศนาถูกคลี่คลายจนหมดสิ้น
  • นอกจากเฮสเตอร์ ชอว์ ตัวละครอื่นขาดความลึก

ในระหว่างเดินทางกลับจากโรงพยาบาล มาโลรี่ (แซนดรา บูลล็อค) สาวท้องแก่ต้องเผชิญความน่าสะพรึงกลัวของการระบาดจากไวรัสพันธุ์ใหม่ที่ทำให้คนฆ่าตัวตาย โชคยังดีที่เธอได้รับการช่วยเหลือจากคนกลุ่มหนึ่งนำโดย เกร็ก (บีดี หว่อง) ชายใจกว้างผู้พร้อมเปิดรับผู้ประสบภัยทุกคน และ ดักลาส (จอห์น มัลโควิช)สถาปนิกเห็นแก่ตัวผู้สูญเสียภรรยาที่ออกไปช่วย มาโลรี่ พวกเขาต้องอยู่อย่างหวาดกลัวและต้องรักษาพื้นที่มั่นไว้โดยต้องปิดแสงจากหน้าต่างทุกบาน เพราะการมองเห็นอาจหมายถึงการต้องจบชีวิต แล้วมาโลรี่และลูกในท้องจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรต้องติดตาม 

Bird Box ถือเป็นงานที่ Netflix ภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างยิ่ง โดยผมได้รับเชิญไปชมภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมาก่อนจะลงสตรีมมิงวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าการได้ชมหนังบนจอของโรงภาพยนตร์ทำให้เราได้รับประสบการณ์ร่วมจากหนังได้อย่างเต็มที่จริงๆแต่หากเราพิจารณาจากตัวเนื้อหาก็คงต้องบอกว่า หนังเองดูจะเหมาะกับคนที่ชื่นชอบหนังดราม่ามากกว่าคอหนังทริลเลอร์ที่หวังความตื่นเต้นในการเอาชีวิตรอดของมาโลรี่ เพราะด้วยวิสัยทัศน์ของ ซูซาน เบีย ที่เคยกำกับ In a better world หนังออสการ์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเดนมาร์คก็ย่อมคุ้นเคยกับการมองโลกและสังคมอย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญคือการนำเสนอตัวละครผู้หญิงที่ต้องเผชิญความโหดร้ายเพื่อก้าวผ่านไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่อาจทำให้เราดูหนังด้วยความอึดอัดไม่สบายใจเท่าใดนัก

ซึ่ง Bird Box ก็ออกมาในแนวทางที่เธอถนัด เพราะการให้ มาโลรี่ เป็นคนท้องก็ยิ่งแสดงให้เห็นภาวะที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับสารพันมรสุมชีวิตเพื่อให้กำเนิดชีวิตใหม่ยิ่งมาโลรี่ ต้องเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ยิ่งทำให้เห็นความแข็งแกร่งของผู้หญิงในการเผชิญโลกอันโหดร้ายได้อย่างเห็นภาพ ซึ่งหนังก็โหดร้ายมากพอที่จะโยนอุปสรรคในการเอาชีวิตรอดให้ตัวละครทั้งการต้องไปซูเปอร์มาร์เก็ตแบบมองอะไรไม่เห็นแถมยังมีคนติดเชื้อไวรัสซ่อนอยู่อีก หรือกระทั่งการที่ต้องใช้ชีวิตหลบภัยในบ้านแบบไว้ใจใครก็ตามที่มาเคาะประตูบ้านไม่ได้เลยก็ยิ่งทดสอบระดับมนุษยธรรมของตัวละครได้อย่างหนักหน่วงขึ้นไปอีก ซึ่งการมีตัวละครนำเป็นผู้หญิงก็ย่อมได้คะแนนความเห็นใจจากคนดูไม่ยากนัก แต่ที่ต้องชื่นชมจริงๆคือการที่หนังไม่ได้ให้ มาโลรี่ เป็นตัวละครแบนๆ เพราะเธอเองก็มีดีมีชั่วมีด้านมืดที่ต้องเอาชนะเพื่อความอยู่รอดของลูกๆของเธอ โดยจุดที่หนังสร้างความมืดหม่นสิ้นหวังมากๆคือการที่มาโลรี่ ไม่ยอมตั้งชื่อลูกของตัวเองเพียงเพราะไม่ต้องการสร้างความผูกพันหากเธอไม่สามารถเอาตัวรอดจากโลกาวินาศในครั้งนี้ได้ รวมถึงหนังยังมีฉากที่แสดงให้เห็นว่าบางครั้งความเมตตาปราณีก็นำมาซึ่งหายนะอันใหญ่หลวงได้เหมือนกัน ซึ่งทำให้หนังสามารถตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ได้อย่างลุ่มลึกอีกด้วย

แต่ก็อย่างที่ได้เกริ่นไว้ว่าการที่หนังเน้นไปในทางดราม่าส่วนใหญ่ก็ส่งผลให้บางฉากที่หนังสามารถทำให้ตื่นเต้นได้ หนังก็กลับเพิกฉายในการสร้างความตื่นตระหนกไม่ไว้ใจ ทั้งที่มันอาจช่วยให้ตัวหนังเข้าถึงคนดูวงกว้างได้มากขึ้นจนอดเสียดายไม่ได้ว่าการที่หนังมีฉากหลังเป็นโลกล่มสลายและมีไวรัสแพร่ระบาดแต่คนดูกลับไม่ได้สัมผัสมันจากกลวิธีทางภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้แต่อย่างใดจนทำให้กราฟในการดูหนังเรื่องนี้อาจมีตกบ้าง แต่ก็ยังคงคุ้มค่าที่จะดูเพื่อความบันเทิงอยู่นะ แม้ไอเดียโลกล่มสลายของหนังดูจะคล้าย The Happening (2008) ผสมกับ The Quiet Place (2018) ไปหน่อยก็ตาม

กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าการแสดงของ ซานดร้า บูลล็อค สามารถชดเชยทุกข้อด้อยของหนังได้จริงๆ โดยแม่แสงดาว บุญล้อม นอกจากจะยังสวยสะพรั่งในวัย 50 แล้วเธอยังสามารถทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความกลัวของผู้หญิงคนนึงที่ต้องหาทางเอาชีวิตรอดและเรียนรู้ความเป็นแม่ในภาวะวิกฤติของโลก เธอทำให้เราเข้าใจในน้ำหนักปัญหาของมาโลรี่ได้อย่างแจ่มชัดทั้งการแบกความรู้สึกผิดจากการเอาตัวรอดแต่ต้องแลกด้วยชีวิตของน้องสาวตัวเองหรือภรรยาของดักลาส ก่อนที่จะตัดสินใจสู้กับวิกฤติเพื่ออีก 2 ชีวิตได้อย่างน่าเอาใจช่วยจริงๆ

ใครสนใจรับชมหนังได้ทาง Netflix (คลิกเพื่อชมหนังบนเน็ตฟลิกซ์ได้เลย) ตั้งแต่ 21 ธันวาคมนี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] ROMA – งานสัจนิยมที่สมควรชมในโรงภาพยนตร์ที่สุดแห่งปี

Published

on

mortal engines : สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ

7.4

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

ตรรกะ ความสมจริงของบทภาพยนตร์

6.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก

7.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • งานออกแบบโดดเด่นตระการตามาก
  • ฉากแอ็คชั่นหยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ

จุดสังเกต

  • ตัวละครน่าสนใจ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
  • ตัวละครนำขาดซิ่งเสน่ห์ ความน่าสนใจ
  • ปริศนาถูกคลี่คลายจนหมดสิ้น
  • นอกจากเฮสเตอร์ ชอว์ ตัวละครอื่นขาดความลึก
เข้าปลายปีแบบนี้ สื่อภาพยนตร์หลายสำนักเริ่มมีการจัดอันดับหนังดีประจำปี รวมถึงการเก็งโผรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ครัั้งที่ 91 ในปีหน้ากันแล้ว โดยชื่อหนังที่นำโด่งแทบทุกสำนักก็หนีไม่พ้น ROMA งานชิ้นล่าสุดของ อัลฟองโซ กัวรอง หลังจากได้รับรางวัลออสการ์จาก GRAVITY (2013) หนังไซไฟปรัชญาที่ซิวรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาให้เขา 

 ROMA ฉายภาพชีวิตของผู้หญิง 2คนต่างชนชั้นแต่ร่วมชายคาเดียวกันฝ่ายแรกคือ เคลโอ (ยาลิซา อปาริชิโอ) สาวใช้ในบ้านของครอบครัวคุณหมอชนชั้นกลางที่ชีวิตของเธอผกผันหลังจากตั้งท้องกับชายหนุ่มที่หนีจากเธอไป ส่วนฝ่ายหลังคือ โซเฟีย (มารินา เดอ ทาวิรา) ภรรยาของคุณหมอที่นอกใจเธอ โดยทั้งสองชีวิตต้องดูแลเด็กๆและคุณย่าในบ้านภายใต้สถานการณ์การเมืองอันคุกรุ่นในเมืองโรมา ประเทศเม็กซิโกยุค 70  

พิจารณาจากต้นธารที่ กัวรอง นำชีวิตวัยเด็กมานำเสนอในรูปแบบสัจนิยมแล้วก็ดูเหมือนว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากงานชื่อเดียวกันอย่าง Roma หนังปี 1972 ของ เฟรดเดอริโก เฟลลินี หนึ่งในผู้นำความเคลื่อนไหวของยุค Italian Neo-Realism หรือ กลุ่มนวสัจนิยมอิตาเลียนไม่น้อย ทั้งการที่หนังเลือกแนวทางสัจนิยมสำรวจชีวิตแบบไม่มีพลอตเรื่องชัดเจนในการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของชนชั้นล่างและชั้นล่าง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองหลังยุคสงครามหรือวิกฤติการเมืองทั้งการทิ้งให้คนดูเห็นความเคลื่อนไหวในภาพเป็นเวลานานเพื่อให้พินิจพิเคราะห์ตีความสัญลักษณ์ต่างๆ การใช้สถานที่ถ่ายทำเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง-และดัดแปลงมันให้น้อยที่สุดเพื่อคงความจริงของสถานที่ รวมถึงการคัดเลือกนักแสดงหน้าใหม่อย่าง ยาลิซา อปาริชิโอ (ตรงนี้ถือว่าใกล้เคียงกับการทำหนังแนวนวสัจนิยมที่มักเลือกคนท้องถิ่นมาเป็นนักแสดง) นั่นทำให้เราได้ติดตามชีวิตของ เคลโอ และ โซเฟีย แบบผู้สังเกตการณ์และค่อยๆซึมซับเรื่องราวทั้งสุขและเศร้าของพวกเธอท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มคุกคามชีวิตของผู้หญิงทั้งสองคนอย่างค่อยเป็นค่อยไป น่าเชื่อถือและนำพาให้เกิดอารมณ์ร่วม

และด้วยสายตาและมันสมองของ กัวรอง หนังจึงไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาลอกการบ้านงานชั้นครูแบบทื่อๆ ตรงกันข้าม กัวรอง สามารถนำศิลปะภาพยนตร์อันหลากหลายมาใช้งานได้อย่างลุ่มลึกนำเทคนิคมารับใช้เนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแอบคารวะมาสเตอร์ออฟซีนีม่าหลายท่านโดยนอกจาก เฟลลินี ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจหลักแล้วที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็น อากิระ คุโรซาว่า ในแง่การวางความเคลื่อนไหวในกรอบภาพ การมิกซ์เสียงให้เกิดมิติสอดคล้องกับภาพ ฉากเด่นสุดคือฉากที่ เคลโอ ไปตามหา แฟร์มิน ถึงสนามฝึกที่ใครดูก็น่าจะถึงงานมาสเตอร์พีซอย่าง Seven Samurai (1954) ของคุโรซาว่าแน่ๆ

เอาล่ะเชือเถอะว่าอ่านมาสองย่อหน้าก็ยังไม่เด่นชัดอยู่ดีว่า ทำไมเราจะต้องถ่อไปถึงโรงหนังทั้งที่เราสามารถเปิด Netflix อยู่บ้านดูแบบสบายๆได้ แต่หากจะพอโน้มน้าวด้วยตัวอย่างของกลวิธีทางภาพยนตร์ที่กัวรองนำมาใช้ก็คงต้องเป็นสองฉากสำคัญ โดยฉากแรกที่อยากจะยกคงหนีไม่พ้นฉากจลาจลในเมืองโรม่า ที่ต้องบอกว่ากัวรองสามารถนำเทคนิคด้านการถ่ายแบบลองเทคมารับใช้เนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งน่าสะพรึงกลัวด้วยเนื้อหาของหนังที่นำเสนอความขัดแย้งสุดขั้วเมื่อ เคลโอ กำลังเลือกซื้อเตียงเด็กเพื่อต้อนรับเจ้าตัวน้อยในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองอันโหดร้ายก็บุกเข้ามาถึงในร้านที่สำคัญมันยังเป็นจุดแตกหักของชีวิตที่สำคัญที่สุดของเธอในเวลาต่อมาเมื่อได้พบว่าชีวิตนี้เธอคงไม่มีหวังพบความสุขในชีวิตครอบครัวอีกแล้วรวมถึงฉากที่ เคลโอ ซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นเสี่ยงตายลงไปช่วยชีิวิตเด็กๆในทะเลที่คลื่นกำลังซัดสาดอย่างบ้าคลั่งไม่ต่างจากมรสุมชีิวิตของคนในครอบครัวที่กล้องได้ติดตามเคลโอจากบนฝั่งลงไปในทะเลพร้อมงานมิกซ์เสียงที่ถือว่าเป็นหนึ่งในงานเสียงที่ดีที่สุดของปีนี้ที่นำเสนอเสียงระลอกคลื่นได้มิติสมจริงจนคนดูสัมผัสได้ถึงแรงคลื่นที่ค่อยๆโถมเข้าใส่ตัวเคลโอและเด็กๆจนอดลุ้นตามไม่ได้จริงๆ

ซึ่งไม่เพียงเทคนิคทางภาพยนตร์เท่านั้นแต่ยังรวมถึงการแสดงแบบเหมือนไม่ได้แสดงของยาลิซา อปาริชิโอ ที่กัวรองเสี่ยงใช้นักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพมาถ่ายทอดบทบาทสาวใช้ได้อย่างน่าเชื่อถือ เปี่ยมเสน่ห์เฉพาะตัวและสามารถนำพาอารมณ์ให้เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจและชื่นชม ฉายภาพพี่เลี้ยงของกัวรองบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจของเขาได้อย่างเห็นภาพ สมศักดิ์ศรีนักแสดงหน้าใหม่ที่เริ่มกวาดรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเป็นว่าเล่น และอาจจะได้ “ยืนหนึ่ง” บนเวทีออสการ์ปีหน้าก็เป็นได้

ด้วยการนำเสนอเรื่องราวในแนวทางสัจนิยมที่สามารถนำเทคนิคมารับใช้เนื้อหาได้อย่างลุ่มลึก ความงดงามของงานภาพที่แต่ละเฟรมคืองานศิลปะเคลื่อนไหวที่ต่อไปคงได้บันทึกในตำราเรียนภาพยนตร์แน่ๆ รวมถึงการแสดงอันเป็นธรรมชาติและถือว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี2018 จึงแทบไม่มีข้อแม้ใดๆที่เราจะไม่ไปสัมผัสประสบการณ์นี้ในโรงภาพยนตร์  โดยหนังจะฉายที่โรงภาพยนตร์ เฮาส์ อาร์ซีเอ และ สกาล่า พร้อมลงสตรีมมิงทาง Netflix วันนี้เลย

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!