Connect with us

What The Fact

[รีวิว]Mortal Engines : มีดีที่โปรดัคชั่น

mortal engines : สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ

7.4

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

ตรรกะ ความสมจริงของบทภาพยนตร์

6.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก

7.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • งานออกแบบโดดเด่นตระการตามาก
  • ฉากแอ็คชั่นหยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ

จุดสังเกต

  • ตัวละครน่าสนใจ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
  • ตัวละครนำขาดซิ่งเสน่ห์ ความน่าสนใจ
  • ปริศนาถูกคลี่คลายจนหมดสิ้น
  • นอกจากเฮสเตอร์ ชอว์ ตัวละครอื่นขาดความลึก

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นอีกเรื่องที่ดัดแปลงมาจากนิยายเยาวชน ในยุคที่หนังจากนิยายกลุ่มนี้เริ่มเสื่อมความนิยม หลาย ๆ เรื่องก็หยุดอยู่แค่ภาคแรก และบางเรื่องก็ไม่สามารถสานต่อจนจบได้อย่าง Divergent แต่กระนั้นอภิมหาผู้กำกับปีเตอร์ แจ็คสัน ก็ยังคิดว่า Mortal Engines มีศักยภาพ พอที่จะสานต่อเป็นมหากาพย์เรื่องยาวได้อย่างที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้วกับ The Lord Of The Rings และ The Hobbit แล้วปีเตอร์ ก็ซื้อลิขสิทธิ์ในการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาจาก ฟิลลิป รีฟส์ เจ้าของเรื่องตั้งแต่ปี 2008 ใช้เวลาถึง 10 ปีในการดัดแปลงเนื้อหาจากนิยายมาเป็นบทภาพยนตร์ และมอบหมายหน้าที่กำกับให้กับคริสเตียน ริเวอร์ หัวหน้าทีมออกแบบงานสร้างที่ทำงานคู่กับเขามาแทบทุกเรื่อง ส่วนปีเตอร์ นั้นนั่งคุมในตำแหน่งอำนวยการสร้างและเขียนบทร่วม

ซ้าย : ผู้ำกับ คริสเตียน รีเวอร์ , ขวา : ผู้อำนวยการสร้าง ปีเตอร์ แจ็คสัน

ด้วยจินตนาการของผู้เขียน ถือได้ว่ามีศักยภาพพอที่จะเป็นหนังอีปิกฟอร์มใหญ่ได้ในแบบเดียวกับ The Lord Of The Rings และ The Hobbit เพราะผู้เขียนฟิลลิป รีฟส์ สร้างโลกใหม่ในจินตนาการขึ้นมา เป็นช่วงเวลานับพันปีจากนี้ในอนาคต มนุษย์ล้างผลาญกันเอง จน เหลือประชากรโลกไม่มากนัก ที่เหลือก็สร้างรูปแบบอารยธรรมในการดำรงชีพขึ้นมาใหม่ ด้วยการอาศัยอยู่ในเมืองเคลื่อนที่ เป็นยานพาหนะติดล้อขนาดมหึมา

และหัวใจหลักของเรื่องก็อยู่ที่ “ลอนดอน”เมืองติดล้อที่ใหญ่ที่สุดขนาดกว้างถึง 2 กิโลเมตร และขับเคลื่อนตัวเองและประชากรที่อาศัยอยู่ภายใน ด้วยการกลืนกินเมืองเคลื่อนที่ขนาดเล็ก พอจับเมืองเล็กมาได้ ก็แยกชิ้นส่วนเมืองเล็ก เอาน้ำมันเชื้อเพลิงไปขับเคลื่อนลอนดอน และส่งประชากรที่จับได้ไปเป็นทาส เรื่องราวที่เดินซ้อนกันไปคือความอาฆาตพยาบาทของตัวละครนำ เฮสเตอร์ ชอว์ สาวผู้มีแผลเป็นฉกรรจ์บบนใบหน้า มีเป้าหมายที่จะสังหารแธดดีอุส วาเลนไทน์ ผู้ปกครองระดับสูงของลอนดอน แต่ก็พลาดท่าเสียโอกาสไป เพราะทอม แนสเวอร์ตี้ ชายหนุ่มนักเก็บสะสมสมบัติในลอนดอนและเทอดทูนในตัวแธดดีอุส เข้ามาขัดขวาง แต่แล้วทั้งคู่ก็โดนแธดดีอุส กำจัดออกไปจากลอนดอน เรื่องราวจากนั้นคือการผจญภัยของเฮสเตอร์ และ ทอม ที่ต้องหนีเอาตัวรอดในโลกยุคเถื่อน แล้วบังเอิญได้เข้าร่วมกับ”หน่วยต่อต้านเมืองเคลื่อนที่” สุดท้ายก็ได้พากันย้อนไปแก้แค้นแธดดีอุสอีกครั้ง

ด้วยความที่เป็นหนังภาคแรก ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏบนจอล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ ชวนตื่นตา ไม่ว่าจะเป็นลอนดอนเมืองเคลื่อนที่ยักษ์ และฐานทัพของหน่วยต่อต้านกลางอากาศ หุ่นยนต์ และบรรดาคาแรกเตอร์ที่มาพร้อมชุดและภาพลักษณ์ที่แปลกตา ทุก ๆ ส่วนดูพิถีพิถันมีรายละเอียดที่ยิบย่อยในทุกกระเบียดนิ้ว สมศักดิ์ศรีของคริสเตียน ริเวอร์ ในฐานะผู้กำกับมือใหม่แต่เป็นขาเก๋าจากสายงานโปรดัคชั่นดีไซน์ ตลอดเรื่องหนังพาคนดูไปทัวร์แทบจะทุกส่วนของลอนดอน ได้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่อย่างคร่าว ๆ ของชาวเมืองลอนดอนทั้งระดับผู้ดีมีอันจะกินและระดับแรงงาน ด้านภายนอกก็ทำให้รู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขามของเมืองใหญ่นี้ อีกส่วนที่ออกแบบมาได้น่าสนใจมากก็คือ ฐานทัพลอยฟ้า ที่ลอยตัวอยู่ได้ด้วยบอลลูนใหญ่ ส่วนประกอบทั้งหมดไม่ว่า ท่าจอดเครื่องบิน ทางเดิน ที่พักอาศัย ก็ล้วนเป็นไม้แผ่นเล็กที่ดูเปราะบาง แต่ก็ดูสมจริงเพราะต้องการให้มีน้ำหนักเบาพอให้บอลลูนรับน้ำหนักได้

ตลอด 2 ชั่วโมงของหนัง ก็สอดแทรกฉากแอ็คชั่นเข้ามาเนือง ๆ ตั้งแต่เปิดเรื่องก็ได้เห็นความร้ายกาจของลอนดอนที่ตามไล่ล่าเมืองเล็กที่พยายามหนีเอาชีวิตรอดแต่ก็ไม่พ้น แอนนา แฟง หัวหน้าหน่วยต่อต้านเมืองเคลื่อนที่เปิดตัวมาแบบเท่มาก เป็นอีสาวดุที่เก่งทั้งมือเปล่าและอาวุธโชว์ฟอร์มลุยเดี่ยวซัดผู้ชายได้เป็นสิบอย่างเท่มาก ดำเนินมาถึงช่วงท้ายก็เป็นฉากรบยาว ๆ ระหว่างหน่วยต่อต้านเคลื่อนที่กับลอนดอน ฉากนี้อัดแน่น ได้ดูทั้งการต่อสู้ของตัวละครสำคัญบนภาคพื้น และการลุยถล่มลอนดอนของฝูงบินรบของหน่วยต่อต้านฯ และการโจมตีด้วยอาวุธร้ายแรงโชว์เทคนิคซีจีกันอย่างดุเดือด

เปรียบเทียบ รอยแผลเป็นตามที่บรรยายไว้ในนิยาย กับ แผลเป็นที่ขึ้นจอภาพยนตร์

และด้วยความที่เป็นหนังภาคแรก จึงต้องแนะนำให้คนดูรู้จักกับตัวละครจำนวนมาก แต่บทหนังก็จำต้องเน้นหนักไปที่เฮสเตอร์ ชอว์ ที่เป็นตัวละครหลักของเรื่อง และเป็นกุญแจสำคัญของเรื่อง เพราะเรื่องเดินหน้าไปด้วยความอาฆาตแค้นของเธอ กับอดีตที่อยู่เบื้องหลังรอยแผลเป็นบนใบหน้า และจุดนี้ก็เป็นกรณีหนึ่งที่สาวกจากฉบับนิยายไม่พอใจทีมผู้สร้างที่ปรับเปลี่ยนแผลเป็นบนหน้าเฮสเตอร์ เพราะในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ได้ลดทอนความรุนแรงของแผลเป็นลงไปมาก ในหนังสือบรรยายไว้ว่าเป็นแผลเป็นที่ถูกกรีดข้ามใบหน้าผ่านปากจมูกและตาขวา ก็เข้าใจทีมผู้สร้างนะ ถ้าสร้างหนังออกมาแล้วนางเอกหน้าเละแบบนั้นก็ขายของยากนะ หนังลงลึกอดีตของเฮสเตอร์ ชอว์ ตั้งแต่วัย 8 ขวบ ซึ่งเป็นการเฉลยที่มาของแผลเป็นและความแค้นที่เธอมีต่อแธดดีอุส วาเลนไทน์ ตัวละครอื่น ๆ ในเรื่องก็ถูกแนะนำมาแบบผิวเผินหนังไม่มีเวลาพอที่จะได้ให้เรารู้จักที่มาที่ไปของแต่ละคนได้มากพอ

หนังมีตัวละครที่น่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะ “ไชรค์” หุ่นยนต์ที่มาพร้อมภาพลักษณ์ที่น่ากลัว มีตาสีเขียวและมีเนื้อเยื่อมนุษย์บาง ๆ อยู่บนใบหน้า เหมือนหุ่นผสมซอมบี้ แล้วไชรค์ก็เป็นหุ่นที่มีความแค้นกับเฮสเตอร์ ชอว์ มันต้องการเอาชีวิตเธอ การเปิดตัวของไชรค์ เรียกได้ว่าทำให้โทนหนังดูตื่นเต้นชวนติดตามขึ้นมา จากความน่ากลัวของไชรค์และปริศนาถึงความเกี่ยวพันระหว่างหุ่นและเด็กสาวผู้นี้ แต่หนังก็ให้คำตอบถึงข้อสงสัยนี้ในเวลาไม่นาน เช่นเดียวกับปริศนาสำคัญทั้งรอยแผลบนใบหน้า ความอาฆาตแค้นในอดีตของเฮสเตอร์ ที่มีต่อแธดดีอุส ทุกปริศนาถูกเฉลยหมดสิ้น รวมถึงตัวละครสำคัญที่ถูกสร้างสรรค์มาอย่างน่าสนใจ ก็ถูกกำจัดเสียในภาคนี้ หนังจบแบบเผยทุกปริศนา ไร้ข้อสงสัยที่ชวนให้ลุ้นรอคำตอบในภาคต่อไป

Mortal Engines เป็นหนังที่มีความโดดเด่นในเรื่องจินตนาการของผู้เขียน โดยเฉพาะลอนดอนเมืองเคลื่อนที่ เป็นจุดที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องราว แต่หนังก็มีฉากไล่ล่าเมืองเล็กมาให้ดูเพียงแค่ฉากเดียวต้นเรื่องเท่านั้น ทั้งที่ประเด็นเมืองใหญ่ล่าเมืองเล็กก็ถูกนำมาใช้เป็นชื่อเรื่องเสียด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันบรรดาตัวละครหลักของเรื่อง กลับดูอ่อนด้อยในแง่ความน่าสนใจ ตัวเฮสเตอร์ ชอว์ มีปริศนาจากรอยแผลบนใบหน้าซึ่งเมื่อถูกเฉลยก็หมดสิ้นความน่าสนใจแล้ว นอกนั้นตัวเธอไม่ได้มีความพิเศษอื่นใดเลย แต่กลับเป็นตัวแม่ของเธอแพนโดร่า ชอว์ ที่มีชื่อเสียงไปไหนก็มีคนรู้จัก ยิ่งกว่านั้นทอม แนตเวิร์ธตี้ พระเอกของเรื่อง ทั้งชีวิตไม่เคยออกจากลอนดอน ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พาเฮสเตอร์ซวยไปหลายครั้ง จนทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระน่ารำคาญ ที่น่าจะตัดทิ้งเสียอยู่หลายครั้ง มีดีอย่างเดียวคือขับเครื่องบินเป็น เลยได้ฉากโชว์เท่เสียหน่อยในช่วงท้ายของเรื่อง สรุปได้ว่าเป็นหนังที่ได้ความตื่นตาตื่นใจกับโลกทัศน์ที่แปลกใหม่บนจอภาพยนตร์ หลาย ๆ ฉากที่ดูสนุกก็มาจากการเขียนเพิ่มเติมลงไปในบทภาพยนตร์ ไม่มีในนิยายต้นฉบับ ก็ยังชวนแปลกใจว่าปีเตอร์ แจ็คสันเห็นอะไรในนิยายเรื่องนี้ ถึงกับยอมควักกระเป๋าซื้อลิขสิทธิ์มาสร้าง ลำพังเส้นเรื่องต้นฉบับถ้าพ้นจากบรรดาเมืองเคลื่อนที่ แล้วหวังเสน่ห์ที่เหือดแห้งจากบรรดาตัวละครนำก็ดูเบาบางเกินไป ที่จะทำให้คนดูยอมออกจากบ้านมาดูหนังภาคต่อจากนี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

“พูดไปเหอะ” (Verbalize) บทเพลงหวานจับใจจาก YENTED

Published

on

mortal engines : สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ

7.4

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

ตรรกะ ความสมจริงของบทภาพยนตร์

6.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก

7.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • งานออกแบบโดดเด่นตระการตามาก
  • ฉากแอ็คชั่นหยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ

จุดสังเกต

  • ตัวละครน่าสนใจ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
  • ตัวละครนำขาดซิ่งเสน่ห์ ความน่าสนใจ
  • ปริศนาถูกคลี่คลายจนหมดสิ้น
  • นอกจากเฮสเตอร์ ชอว์ ตัวละครอื่นขาดความลึก

พูดไปเหอะ มีชื่อภาษาอังกฤษสองชื่อคือ Verbalize กับ Friend Zone คำหลังนี่คงรู้ความหมายกันดี หลายคนอาจเข้าใจมันอย่างซาบซึ้งเลยทีเดียว กับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่อาจเกินเพื่อนแบบกลับไม่ได้ไปไม่ถึง ส่วนคำแรก เป็นคำกิริยามีความหมายว่า แสดงความรู้สึกหรือความคิดออกมาเป็นคำพูด”

Yented (อ่านว่า เย็นเต๊ด) คือวงอินดี้รุ่นใหม่ที่มีผลงานน่าประทับใจ ทำเพลงออกมาในแนวทาง Pop/R&B ตอนนี้มี EP แล้วหนึ่งอัลบั้มชื่อ Antifungal  พูดไปเหอะไม่ได้อยู่ใน EP นี้แต่เป็นซิงเกิ้ลใหม่ถอดด้าม ที่ทำให้เรารู้ว่าวงนี้ยังมีอนาคตอีกยาวไกล

 เปิดมาด้วยเสียงคลื่นซัดสาดเบาๆ ต่อด้วยเสียงกีตาร์ใส่รีเวิร์บก้องล่องลอย เพิ่มความหนักแน่นลงไปด้วยเสียงกลองและเบสอวบอ้วน เจือด้วยลูกซินธ์ที่ตอดมาเล็กๆพองาม ก่อนที่เสียงร้องนุ่มๆจะพรมลงมาอย่างหวานละมุน

 ฉันไม่รู้จะเริ่มมันอย่างไร ไม่รู้ว่าใช่เวลาที่ถูกไหม

ไม่รู้ว่าควร พูดคำว่ารักออกไป ให้เธอได้ยิน ได้รึเปล่า

 ชายหนุ่มเอื้อนเอ่ยรำพัน เจือด้วยความลังเล ด้วยไม่แน่ใจว่า ถ้าพูดความรู้สึกออกไปแล้ว เธอคนนั้นจะยอมรับมันหรือไม่

 เสียงร้องหลบลึก ละมุนละไมในท่อนฮุคทำให้เราตกไปในหลุมอารมณ์โรแมนติคในทันที หากเราเป็นหญิงสาวที่ได้รับถ้อยคำเหล่านี้ผนวกด้วยเสียงดนตรีที่ชวนเคลิบเคลิ้มแบบนี้ คงตอบรับรักแต่โดยดี

 ถ้าหากว่าตอนนี้ฉันไม่ได้บอกกับเธอว่ารัก

   ก็ยังคงไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้พูดไปสักที

   ถ้าหากว่าตอนนี้ฉันได้พูดออกไป

   พูดความในใจทั้งหมดที่มี

   เธอจะยอมรักฉันหรือเปล่า ”

ส่งท้ายด้วยท่อนผ่อนปล่อยอารมณ์ชวนฝัน เสียงเอื้อนหลบสูงแบบอาร์ แอนด์ บี ขยี้ใจ ก่อนจะใส่โซโล่มาเต็มๆ ขย่มอารมณ์ส่งท้ายเพลง จบลงด้วยความโรแมนติดงามงดหมดจดเลย

เชิญเสพย์กันได้เลยครับผม

“พูดไปเหอะ” 

เนื้อร้อง โดย  Pongthorn Pameto

ทำนอง โดย Pongthorn Pameto

เรียบเรียง โดย Panukorn Mala

กีตาร์ โดย  Panukorn Mala

เบส โดย Panukorn Mala

ซินธิไซเซอร์ โดย Tanapon Nakkhumpun และ Witchaya Sanpuwa

ควบคุมการผลิต โดย  Panukorn Mala และ Tanapon Nakkhumpun

ผสมเสียงและทำมาสเตอร์เสียง โดย  Monthon Dilokchavanis ณ Frenzyheart Studio

YENTED is… 

Pongthorn Pameto (Jao)  ร้องนำ

Panukorn Mala (Toon) กีตาร์

Karn Suwannakin (Karn)  กีตาร์

Witchaya Sanpuwa (Zac)  คีย์บอร์ด

Wuttichai Kaenvechai (Bew) กลอง

Preangwit Piraiwong (Preang)  เบส

Tanapon Nakkhumpun (Mos) ซินธิไซเซอร์

ติดตามข่าวสารของพวกเขาได้ทาง YENTED

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“Love is blind” หยุดร้องฟูมฟาย หยุดเวลาความรักที่หมดไปกับซิงเกิ้ลใหม่จาก Sqweez Animal

Published

on

mortal engines : สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ

7.4

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

ตรรกะ ความสมจริงของบทภาพยนตร์

6.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก

7.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • งานออกแบบโดดเด่นตระการตามาก
  • ฉากแอ็คชั่นหยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ

จุดสังเกต

  • ตัวละครน่าสนใจ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
  • ตัวละครนำขาดซิ่งเสน่ห์ ความน่าสนใจ
  • ปริศนาถูกคลี่คลายจนหมดสิ้น
  • นอกจากเฮสเตอร์ ชอว์ ตัวละครอื่นขาดความลึก

“ในการใช้ชีวิตนั้น เราต้องสู้กับความจริง และอยู่กับมันให้ได้ ถึงแม้บางครั้งมันจะเจ็บปวดและทรมาน
วันนี้มีหลายอย่าง ที่เราอาจสูญเสียไป แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ก่อกำเนิดขึ้นและเป็นโอกาสใหม่ๆ ให้กับเราเสมอ”

วิน ศิริวงศ์

ถึงแม้หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สควีซ แอนิมอลก็ยังคงมีเพลงใหม่ออกมาให้เราได้ฟัง กลับมาคราวนี้วิน ศิริวงศ์ได้กลับมาสานต่อจิตวิญญาณของสควีซ แอนิมอล ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวความรักผ่านบทเพลงร่วมสมัยที่ใช้ซินธิไซเซอร์และเสียงของเครื่องดนตรีต่างๆมาประสานกันอย่างลงตัวมีความเซ็กซี่ โมเดิร์นและสวยงามตามแบบฉบับของสควีซ แอนิมอล แต่แตกต่างออกไปด้วยกลิ่นอายใหม่ๆ

Love is blind เป็นการร่วมงานกันระหว่างวิน ศิริวงศ์ กับโปรดิวเซอร์มือดี “กวิน อินทวงษ์” ที่เคยร่วมงานกับอะตอม ชนกันต์และ me you มาแล้ว นอกจากนี้ยังมี “อายุ จารุบูรณะ” อดีตมือกลองวง Cocktail มาร่วมโปรดิวซ์ด้วยอีกคน รับประกันความไพเราะ เซ็กซี่และกลิ่นอายทางดนตรี Soul R&B ที่มีความเท่และโมเดิร์นได้เลย แค่นั้นยังไม่พอการดีไซน์การร้องให้กับวินในเพลงนี้ก็ถือว่ามีความน่าสนใจมากๆเช่นเดียวกัน คือยังคงมีความเป็นวินอย่างเต็มเปี่ยมแต่ก็มีความใหม่ใส่ลงไปด้วยเหมือนกัน ซึ่งวินยอมรับว่าเพลงนี้ร้องยากมาก ด้วยวัยและการห่างไกลการร้องแบบนี้มานาน ทำให้งานนี้เหมือนต้องกลับมารื้อใหม่ ฝึกฝนทุกวันให้มันเข้าที่ และก็ต้องมีเทคโนโลยีมาช่วยด้วยเล็กน้อยเพื่อให้ฟังแล้วลื่นหูมากขึ้น

ส่วนการเรียบเรียงดนตรีนั้นก็ถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจเสียงซินธิไซเซอร์เป็นพระเอกของงานส่วนกีตาร์ก็ตอดเบาๆกำลังดี มีความเท่ เก๋ ส่วนกลอง เบสและองค์ประกอบอื่นก็ถูกเรียงร้อยด้วยกันอย่างลงตัวกลมกล่อม

ที่จริงเพลงนี้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว โดยวินเป็นคนแต่งขึ้นและค่อยๆพัฒนาร่วมกันกับสิงห์ โดยมีกวินช่วยโปรดิวซ์ให้แต่ด้วยความล้ำของซาวด์ที่กวินทำให้นั้นมีความแตกต่างจากทิศทางดนตรีของสควีซ แอนิมอล ณ เวลานั้น วินและสิงห์จึงรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาและตัดสินใจพักเพลงนี้เอาไว้ก่อน จนในที่สุดก็ได้กลับมาทำใหม่ในวันนี้

เพลงนี้วินแต่งขึ้นมาจากแรงบันดาลใจจากการที่เขาได้เห็นคนรอบข้างฟูมฟายกับความรักที่จากไป ซี่งเค้าได้แต่สงสัยว่าทำไมเราจึงโอบกอดความรักที่เจ็บช้ำราวกลับกำลังกำกุหลาบที่มีหนามแหลมเอาไว้และไม่ยอมปล่อยมันทิ้งไป เพลงนี้จึงเป็นเสมือนการบอกเล่าความรู้สึกของตนผ่านบทเพลงเพื่อที่จะบอกกับทุกคนว่าให้เลือกที่จะก้าวเดินต่อไปได้แล้ว ทิ้งความเจ็บปวดนั้นเอาไว้ข้างหลัง เหลือไว้เพียงความทรงจำในชีวิตที่ไม่ว่ามันจะงดงามหรือเจ็บช้ำเพียงใดก็ตาม อย่างไรเราก็ต้องก้าวเดินต่อไป

รอเรื่อยไป รอเมื่อสาย

จะร้องฟูมฟาย หรือร้องโวยวาย

สุดท้ายก็มีแค่เหลือเพียงวันที่ผ่านมา

รักได้ตายไปแล้วครั้งนี้ ยอมรับสักทีจะหนีความจริงได้กี่วัน

วันนี้เขา ไม่อยู่… Love is blind and love is gone

งาน MV ได้ผู้กำกับหญิงมือดีแห่งยุคอย่าง จีน คำขวัญ ดวงมณี มาถ่ายทอดเรื่องราวของชายหนุ่มที่ไม่อาจทิ้งความรู้สึก ในอดีตเอาไว้ได้ งานนี้ยังคงมาด้วยสีสันที่แสบสันเช่นเคยอันเป็นลายเซ็นของจีน ทั้งการจัดแสงและการคุมสี เรียกได้ว่าเซ้นส์ทางแฟชั่นของเธอยังคงคมคายไม่เปลี่ยน ส่วนนักแสดงที่เล่นในเพลงนี้ก็ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ จีนใช้แสงและสีสันผสมผสานเซ้นส์ทางแฟชั่นมาประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องราวได้อย่างงดงาม

เรื่องราวใน MV ชวนให้นึกถึงคำกล่าวของ William Shakespeare ที่กล่าวเอาไว้ว่า

“The mirror of life shows you woman or man but in the heart of the soul you are neither. This is why love is blind.”

เชิญรับชมรับฟังบทเพลง “Love is blind” ได้เลยครับ

“Love is blind” 

โปรดิวซ์โดย  วิน ศิริวงศ์ , กวิน อินทวงษ์ และ อายุ จารุบูรณะ

เรียบเรียงโดย กวิน อินทวงษ์ และ วิน ศิริวงศ์

เนื้อร้อง ทำนอง กีตาร์ โดย วิน ศิริวงศ์

แซมพลิ่ง กลอง เบส และซินธ์ โดย กวิน อินทวงษ์

ติดตามข่าวสารของ สควีซ แอนิมอล ได้ทาง Sqweez Animal 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

เตรียมตัวสิ้นสุดทางเพื่อน: มาขอเป็นแฟนให้ได้แฟนกันเถอะ!

Published

on

ภาพประกอบจาก gdh

mortal engines : สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ

7.4

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

ตรรกะ ความสมจริงของบทภาพยนตร์

6.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก

7.0/10

คุ้มเวลา ค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • งานออกแบบโดดเด่นตระการตามาก
  • ฉากแอ็คชั่นหยอดเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ

จุดสังเกต

  • ตัวละครน่าสนใจ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มค่า
  • ตัวละครนำขาดซิ่งเสน่ห์ ความน่าสนใจ
  • ปริศนาถูกคลี่คลายจนหมดสิ้น
  • นอกจากเฮสเตอร์ ชอว์ ตัวละครอื่นขาดความลึก

คุณกำลังประสบปัญหา FRIEND ZONE หรือไม่!?

นี่คือชีวิตจริงของคุณหรือเปล่า? คุณมีเพื่อนสาวอยู่คนหนึ่ง เธอเป็นคนพิเศษของคุณ คุณก็ดูเหมือนเป็นคนพิเศษของเธอ คุณเป็นคนที่เธอโทร.หาทั้งที่ไม่ได้มีธุระอะไร โทร.มาขอให้คุณร้องเพลงให้ฟังหรืออะไรทำนองนั้น คุณคอยอยู่ข้างเธอเมื่อเธอเหงา เธอชวนคุณไปไหนคุณก็ไปโดยไม่เกี่ยงงอน คุณเป็นคนที่คอยจดเลกเชอร์ให้เธอยามที่เธอไม่ได้เข้าเรียน ติวหนังสือให้เธอยามที่เธอเรียนไม่รู้เรื่อง เธอมีปัญหาอะไรก็เอามาให้คุณช่วยแก้ เธอบอกว่าอยู่กับคุณแล้วสบายใจ แต่ก็ยังเที่ยวบอกใครต่อใครว่าคุณเป็นแค่เพื่อนของเธอ


เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วจ้า!

อย่างนี้มันไม่ใช่!!

คุณทนกับสถานภาพนี้ของคุณต่อไปไม่ไหวแล้ว ถึงเวลาต้องข้ามเส้น คุณเลยตัดสินใจหอบกุหลาบช่อใหญ่เข้าไปหาเธอ วันนี้คุณตัดสินใจแล้วว่าเป็นไงเป็นกัน

“เป็นแฟนกับเรานะ” คุณยื่นข้อเสนอให้เธอพร้อมช่อกุหลาบ
“แล้วถ้าเราตอบว่าไม่ล่ะ?” เธอถามกลับ
“ถ้าไม่…ก็…ไม่เป็นไร…เป็นอย่างนี้ต่อไปก็ได้” คุณตอบเธอแบบไม่เต็มเสียง
“เป็นเพื่อนกันก็ดีอยู่แล้วเนาะ” เธอพูด

นั่นไง โดน FRIEND ZONE เต็ม ๆ !

แล้วเธอก็ไปกับผู้ชายอีกคน แล้วผมก็ต้องมานั่งอ่านสเตตัสเฟซบุ๊กจำพวกผู้หญิงใจร้าย โลกนี้ไม่ยุติธรรม ทำไมผู้หญิงชอบคนเลว guนี่ไงผู้ชายที่เหมือนgu และอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้ผู้ชายหน่ายโลกอย่างผมหน่ายโลกหนักเข้าไปอีก

โอเค ผมเข้าใจ ใคร ๆ ก็รู้ว่าการที่คุณทำอะไรให้เธอมากมายขนาดนี้ มันต้องเป็นแฟนกันแล้ว เพื่อนกันอย่างมากเขาก็แค่ไปดูหนังด้วยกันเป็นหมู่คณะทุกเย็นวันพุธ โทร.หาเวลาจะถามว่าmeungถึงไหนแล้ว (guรออยู่ โปรบุฟเฟต์มันต้อง 4 คนโว้ย!) หรือไม่ก็ซีร็อกซ์เลกเชอร์แจกกันในห้อง

แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนที่ทำให้คุณไม่สามารถเจรจาต่อรองเพื่อให้เธอเปลี่ยนแปลงสถานะความสัมพันธ์กับคุณได้ เอาแบบที่ให้คลิกตรงที่ติดกับคำว่า In a relationship with ในหน้าโปรไฟล์เฟซบุ๊กของเธอแล้วมันเด้งขึ้นมาเป็นหน้าโปรไฟล์ของคุณ (ไม่ใช่หน้าโปรไฟล์ของใครก็ไม่รู้!) มันเป็นเพราะว่าเธอสวยเลือกได้ (นั่นเธอเลือกแล้วเหรอ!) เธอรอชายในฝัน (แต่หมอนั่นมันฝันร้ายชัด ๆ !) หน้าตาคุณเหมือนเต้าหู้ (แต่หน้าตาหมอนั่นเหมือนเต้าหู้ถูกเหยียบ!) หรือเพราะอะไร?


guไม่ได้อยากเป็นเพื่อน guอยากเป็นผัว!!


เห็นแล้วอยากทุ่มน้ำแข็งใส่หัวมันโว้ย!

จะออกจาก FRIEND ZONE ได้ ต้องใช้วิชาการเจรจาต่อรอง

มาถึงจุดนี้ คำถามก็คือ อะไรคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผลของการเจรจาต่อรองเป็นอย่างที่คุณต้องการ? อำนาจต่อรองของคุณอยู่ที่ไหน? ใช่คุณค่าของสิ่งที่คุณนำเสนอในการต่อรองหรือเปล่า? เปล่าเลย อำนาจต่อรองของคุณขึ้นอยู่กับทางเลือกที่คุณมีหากการเจรจาต่อรองนั้นไม่ประสบผลสำเร็จต่างหาก พูดอีกอย่างก็คือคุณแคร์มากน้อยแค่ไหนถ้าคุณไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการจากการเจรจาต่อรอง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณไปเดินตลาดนัดคนเดียวแล้วเจอเสื้อยืดที่คุณอยากได้แต่แม่ค้าไม่ให้ราคาที่คุณพอใจ คุณก็มีทางเลือกอื่น เช่นเดินไปซื้อที่อื่น หรือไม่ก็กลับไปใส่เสื้อยืดที่คุณมีอยู่แล้ว เพราะสำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ เสื้อยืดที่ไหนก็เหมือนกัน ในกรณีนี้คุณมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าแม่ค้า ทำให้แม่ค้าต้องลดราคาให้คุณจนกว่าคุณจะพอใจ การซื้อขายจึงจะเกิดขึ้น

แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง ถ้าแม่สาวน้อยของคุณบอกคุณว่าอยากกินขนมปังเนยโสด และเจาะจงว่าต้องเป็นขนมปังเนยโสดจากคาเฟ่ขนมหวานร้านหนึ่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ห้ามซื้อของร้านอื่นเด็ดขาดเพราะเธอจะไม่สามารถถ่ายรูปอวดเพื่อนในไอจีได้ คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องลำบากตรากตรำไปซื้อให้เธอและแน่นอนว่าแม่ค้าจะโขกเอาเงินจากคุณเท่าไหร่ก็ได้ แล้วคุณก็จะได้แต่บ่นกระปอดกระแปดว่าทำไมต้องลำบากขนาดนี้ ขนมปังเนยสดที่ไหน ๆ มันก็เหมือนกันไม่ใช่เรอะ!

เด้งเข้ามาพร้อมกันเลย ช่วยบอกมนุษย์ติดรีวิวอย่างผมทีครับว่าผมควรไปทางไหนดี!?

กลยุทธ์วุ่นวายเยิ่นเย้อเว้ย จะให้ทำยังไงก็พูดมา รีบ!

โอเคครับ ใจเย็น ๆ ใกล้ถึงแล้วครับ

เมื่อพิจารณาจากตัวอย่างที่ผมยกมาแล้ว เมื่อคุณจะทำการเจรจาต่อรอง ยุทธวิธีที่คุณควรจะใช้มีอยู่สองวิธี

วิธีแรกคือการทำให้คู่เจรจาของคุณเชื่อว่าคุณยังมีทางเลือกอื่นถ้าการเจรจาต่อรองไม่ประสบผลสำเร็จ ประโยคที่เราได้ยินบ่อย ๆ จากลูกค้าในการต่อรองราคาสินค้าก็เช่น “เคยเห็นร้านอื่นขายถูกกว่านี้นี่นา” “ไปดูร้านอื่นก่อนดีกว่า” “ถ้าไม่ได้ราคานี้ก็ไม่เอา” เป็นต้น

วิธีที่สองก็คือการทำให้คู่เจรจาของคุณเชื่อว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้วถ้าการเจรจาต่อรองไม่ประสบผลสำเร็จ ประโยคที่เราได้ยินบ่อย ๆ จากแม่ค้าในการต่อรองราคาสินค้าก็เช่น “ไม่มีร้านไหนให้ถูกกว่านี้หรอกค่ะ” “มีร้านหนูร้านเดียวที่มีแบบนี้นะคะ” “แบบเก่ามันเชยไปแล้วล่ะคุณ” เป็นต้น

กลับมาที่ปัญหาของคุณที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น สาเหตุที่ทำให้การเจรจาต่อรองของคุณกับเธอไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่คุณต้องการก็คือ สถานการณ์ปัจจุบันมันชัดเจนว่าคุณไม่มีทางเลือกอื่นเมื่อการเจรจาต่อรองไม่ประสบผลสำเร็จ ในใจเธออาจจะคิดว่าต่อให้เธอไม่รับข้อเสนอของคุณ เธอก็ยังไม่เสียอะไรไป ยังไงคุณก็ยังอยากเจอหน้าเธอทุกวัน อยากได้ยินเสียงของเธอก่อนนอนทุกคืน อยากให้เธอส่งข้อความให้ อยากไปไหนมาไหนกับเธอสองต่อสอง อยากทำทุกอย่างที่คุณทำได้เพื่อให้เธอมีความสุข (นั่นก็แปลว่าเธอยังมีทางเลือกที่จะไม่เลือกคุณ) เมื่อเธอคิดเช่นนี้แล้ว ข้อเสนอของคุณก็ไม่มีความหมายให้เธอต้องมาใส่ใจ

ได้เวลาดำเนินยุทธวิธี

แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ? จากสองยุทธวิธีที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น วิธีที่คุณอาจจะใช้ได้ก็มีดังต่อไปนี้

สเต็ปแรก: ปูทางมาอย่างนุ่มนวล

สเต็ปแรกก็คือ ตลอดเวลาที่คุณคบกับเธอเป็น “เพื่อน” คุณต้องทำให้เธอเชื่อว่าคุณยังมีทางเลือกอื่นอีกมาก ต่อให้คุณขาดเธอไปคุณก็ไม่เป็นอะไร คุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการลองพูดคุยหรือออกเดตกับผู้หญิงคนอื่นดูบ้าง หากิจกรรมอย่างอื่นทำในเวลาว่างของคุณ เวลาเธอไลน์หรือเฟซบุ๊กมาก็ปล่อยให้เธอเห็นว่าคุณอ่านแล้วทิ้งไว้บ้าง ทอดไข่เจียวให้เสร็จปิดแก๊สให้เรียบร้อยแล้วค่อยมาตอบก็ได้ ไม่ต้องรีบตอบทันทีทันใด เวลาเธอขออะไรคุณก็ไม่จำเป็นต้องจัดเต็มให้เธอตลอด อย่างที่ภาษาไทยเขาเรียกว่าอย่าทำตัวเป็นของตาย (มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่าทำไมผู้หญิงถึงเลือกผู้ชายเจ้าชู้หรือผู้ชาย “เลว ๆ” เป็นแฟน และทำไมผู้ชายดี ๆ ถึงไม่มีแฟนกับเขาสักที)

ไม่ใช่ว่าคุณทำธุระอยู่พม่า พอเธอโทร.หาคุณแล้วบอกว่าให้มาหาที่มาเลเซีย คุณก็รีบบึ่งตรงไปทันที อย่างนี้ไม่เอา!

สเต็ปที่สอง: ส่งสัญญาณให้เธอรู้ เตรียมปล่อยท่าไม้ตาย

สเต็ปที่สองคือ ก่อนที่คุณจะไปยื่นข้อเสนอกับเธอ ให้คุณเปรยให้เพื่อน ๆ ของคุณและเพื่อน ๆ ของเธอฟังจนไปเข้าหูของเธอว่า คุณกำลังตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต อย่างเช่นคุณเพิ่งได้ทุนการศึกษาจากรัฐบาลเกาหลีเหนือให้ไปศึกษาต่อปริญญาเอกสาขาการทำหมูกระทะและการจัดการเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตย แต่คุณยังลังเลอยู่ว่าจะรับทุนดีหรือไม่ เพราะคุณยังอยากอยู่ใกล้ ๆ เธออย่างนี้ต่อไปมากกว่าและหวังว่าสถานภาพความสัมพันธ์ของคุณกับเธอจะ “พัฒนา” ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ถ้าสถานภาพความสัมพันธ์ของคุณกับเธอยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก คุณก็คงจะลืมทุกอย่างและออกเดินทางไปตามเส้นทางของคุณ วิธีการนี้อาจทำให้สุดท้ายแล้วคุณต้องแพ็คกระเป๋าขึ้นรถไฟไปเปียงยางจริงๆ (เพราะกลัวเสียหน้าหรือเพราะตั้งใจจะเอาความรู้กลับมาพัฒนากิจการที่บ้านก็แล้วแต่) แต่ถ้าคุณเชื่อมั่นว่าคุณคู่ควรจะได้รับสิ่งที่คุณต้องการแล้วล่ะก็ คุณควรจะลงมือ เพราะในการเจรจาต่อรองใด ๆ ก็แล้วแต่ การยื่นข้อเสนอโดยไม่สร้างอำนาจต่อรองนั้นไม่มีความหมายแต่แรกอยู่แล้ว

สเต็ปสุดท้าย: ยื่นข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธ

สเต็ปสุดท้าย เมื่อคุณถือช่อกุหลาบเข้าไป ก็ขอให้ทำตัวสบาย ๆ อย่าแสดงอาการประหม่าให้เห็นได้เด็ดขาดว่านี่คือเดิมพันเดียวที่คุณมี ประหนึ่งโลกทั้งใบจะพังลงไปตรงหน้าถ้าเธอไม่รับข้อเสนอของคุณ คุณต้องทำให้เธอรู้สึกให้ได้ว่าคุณพร้อมที่จะหายไปจากชีวิตของเธอได้สบาย ๆ ถ้าเธอเห็นคุณค่าในสิ่งที่คุณทำเพื่อเธอมาทั้งหมดแล้วล่ะก็ เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับข้อเสนอของคุณ

ยังไงก็ขอให้ได้ขอให้โดนนะครับ แต่สำหรับใครที่พลาดเข้าไปติดอยู่ในเฟรนด์โซนแล้ว ไม่รู้จะออกยังไง ผมขอเสนอให้คุณหาเวลาไปชมภาพยนตร์เรื่อง Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน โดย gdh ฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะหาทางออกจากเฟรนด์โซนได้ก็ได้นะครับ ^_^

อ่านรีวิวภาพยนตร์เรื่อง Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน ของเราได้ที่นี่ครับ

*ขอบคุณภาพประกอบบทความจาก gdh

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!