ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read

ดราม่า เมื่อ AMC เครือโรงหนังขนาดใหญ่ของอเมริกางอน ไม่ขอฉายหนังค่าย “ยูนิเวอร์แซล” อีกแม้โรงหนังจะกลับมาเปิดใหม่ได้ก็ตาม

Table of Content

เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา อดัม แอรอน (Adam Aron) ประธานกรรมการบริหารของ AMC เครือโรงหนังขนาดใหญ่อันดับต้นของอเมริกา (นึกอารมณ์ประมาณเครือเมเจอร์ของบ้านเรา) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกไปยัง ดอนนา แลงเลย์ (Donna Langley) ประธานบริษัทหนังของค่าย ยูนิเวอร์แซล ค่ายหนังใหญ่เบอร์ต้นของโลก โดยมีใจความสำคัญว่า “การตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวของค่ายยูนิเวอร์แซลที่เกิดขึ้น บังคับให้เราไม่มีทางเลือก ดังนั้นนับแต่บัดนี้ไปโรงหนังทั้งหมดของเครือ AMC จะไม่ฉายหนังจากค่ายยูนิเวอร์แซลอีก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และในตะวันออกกลางด้วย”

อดัม แอรอน เจ้าพ่อแห่งวงการโรงหนังอเมริกา

ดูเป็นการหักกันอย่างรุนแรงจนต้องย้อนกลับไปดูว่าค่ายยูนิเวอร์แซลตัดสินใจกระทำการอะไรเพียงฝ่ายเดียวหรือ? ที่ทำเอาเครือโรงหนังออกจดหมายประกาศกร้าวเช่นนี้ เพราะเป็นที่รู้ดีว่าค่ายหนังกับโรงหนังต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันไม่ต่างจากน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าเสมอมาไม่ว่ายุคไหน ๆ

โดยการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวของยูนิเวอร์แซลที่ว่า เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากสถานการณ์โรคโควิด-19 แพร่ระบาดจนรัฐบาลอเมริกาต้องสั่งให้ปิดโรงหนังและสถานบันเทิงต่าง ๆ เป็นการชั่วคราวนับตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้รวมเป็นเวลาเดือนกว่าแล้วทั้งนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะกลับมาเปิดได้วันไหนอย่างแน่นอน มีเพียง เกรก แอบบอตต์ (Greg Abbott) ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสที่ออกตัวนำว่าจะให้เปิดโรงหนังและสถานที่ต่าง ๆ ของรัฐเท็กซัสในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ โดยรัฐอื่น ๆ ยังสงวนท่าที่อยู่ และทางเครือ AMC ก็ออกมาตอบชัดว่ายังไม่มีแผนจะกลับมาเปิดโรงหนังในเร็ววันนี้อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงเดือนกรกฎาคมนี้ และผลต่อเนื่องก็ทำให้หลายค่ายหนังตัดสินใจเลื่อนฉายหนังของตัวเองออกไปบางเรื่องเป็นหลักเดือน บางเรื่องก็ข้ามไปเป็นปีหน้าเลยก็มี และบางเรื่องที่เข้าฉายไปแล้วแต่โดนสั่งปิดโรงหนังกลางครันก็หันไปลงฉายทางสตรีมมิงต่อทั้ง Onward ของดิสนีย์ หรือ The Invisible Man ของยูนิเวอร์แซลเอง

The Invisible Man ของยูนิเวอร์แซลคือหนังเรื่องหลังสุดที่ได้เข้าโรง โดยหลังจากเข้าฉายไปได้ราว 2 อาทิตย์ โรงหนังก็ต้องหยุดให้บริการ ทำให้ค่ายหนังตัดสินใจนำหนังไปลงบริการสตรีมมิ่งแทน

แต่สำหรับหนังแอนิเมชันภาคต่อจากค่ายดรีมเวิร์กอย่าง Trolls World Tour ที่ยูนิเวอร์แซลเป็นผู้จัดจำหน่ายนั้น ถึงแม้ว่าภาคแรกจะทำรายได้ไม่ขาดทุนและมีแฟนชื่นชอบพอประมาณ และในภาคต่อนี้ก็ยังได้ดาราดังอย่าง แอนนา เคนดริก และ จัสติน ทิมเบอร์เลก มารับบทต่อก็ตาม แต่ภาพรวมแล้วมันก็ไม่ได้ถูกคาดหวังถึงขนาดต้องฉายในโรงหนังเลยก็ได้ (ทุนสร้างถูกลดลงจาก 125 ล้านเหรียญในภาคแรก เหลือ 90 ล้านเหรียญ) ว่ากันตามตรงถ้ามันจะลงแผ่นหรือลงออนไลน์เลยก็ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงเท่าใดนัก และอาจเพราะรายได้จากการนำ The Invisible Man ลงสตรีมมิงที่ผ่านมาก็อาจเป็นที่น่าพอใจด้วย นั่นจึงนำมาซึ่งการตัดสินใจหักหนัง Trolls World Tour ออกจากตารางการฉายโรงแล้วส่งตรงสู่บริการสตรีมมิงอย่าง Amazon Prime, VUDU (บริการสตรีมมิงของวอลมาร์ต) และ YouTube TV เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา

และผลตอบรับก็ดีเกินคาดถึงขนาดที่ เจฟ เชลล์ (Jeff Shell) ประธานกรรมการบริหารของ NBCUniversal ออกมาพูดว่านี่อาจเปลี่ยนโลกทัศน์ของการจัดจำหน่ายหนังหลังจากภาวะโควิด-19 เลยก็ได้ ซึ่งคำพูดนี้เองที่ไปจี้ต่อมของทาง AMC อย่างยิ่ง

ความสำเร็จทางการขายผ่านสตรีมมิ่งของ Trolls World Tour อาจเป็นแนวโน้มที่ไม่ดีนักสำหรับโรงหนัง

จากการประเมินรายได้ที่ต่างกันระหว่างการฉายโรงและฉายทางออนไลน์นั้นมีข้อมูลว่ารายได้จากการฉายโรงนั้นจะถูกหักให้เครือโรงหนัง 55% และค่ายหนังจะได้รับ 45% แต่สำหรับการฉายช่องทางออนไลน์อย่างสตรีมมิงค่ายหนังจะได้รับเงินถึง 80% ของรายได้ ซึ่งที่ผ่านมาโรงหนังยังเป็นช่องทางหลักที่คนเข้าไปรับชมหนังใหม่ ทำให้ค่ายยังเลือกการฉายโรงเป็นลำดับแรกแม่สัดส่วนรายได้จะน้อยกว่ามาก แต่กับกรณีที่โรงหนังเปิดไม่ได้และค่ายหนังเองก็จะไม่มีรายรับเข้ามาจุนเจือเช่นนี้ ยูนิเวอร์แซลจึงอาจมองว่ารายรับจากช่องทางสตรีมมิงก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจได้บ้างก็ยังดีกว่ายังไม่ได้เลย แต่ผลตอบรับในการชมหนังทางสตรีมมิงในช่วงการกักตัวนี้ก็เกินกว่าที่ยูนิเวอร์แซลคาดหวังไว้เช่นกัน ดังนั้นยูนิเวอร์แซลจึงมีแผนส่งหนังตลกของ จัดด์ อะพาโทว์ (Judd Apatow) เรื่อง The King of Staten Island ลงฉายสตรีมมิงต่อจาก Trolls World Tour ด้วยเช่นกัน

The King of Staten Island หนังเกี่ยวกับวงการเดี่ยวไมโครโฟน จะเป็นหนังเรื่องต่อไปของยูนิเวอร์แซลที่หันไปลงสตรีมมิ่งเลย

และในมุมมองของ AMC ที่กำลังตกภาวะยากลำบากในการบริหารเครือโรงหนังให้รอดพ้นช่วงเวลาไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้จนมีผลให้เสี่ยงต่อการล้มละลายนั้น พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่สำคัญมาแยกทางทอดทิ้งเช่นนี้ก็คงเป็นเรื่องไม่สบอารมณ์นัก แต่ในแง่ธุรกิจทาง AMC ก็จำเป็นต้องเล่นบทแรงเช่นกันเพื่อปรามผู้จัดจำหน่ายใหญ่รายอื่น ๆ ว่าการนำหนังไปลงสตรีมมิงเลย อาจต้องพบปัญหากับการจัดจำหน่ายหนังผ่านโรงหนังในอนาคตเช่นกัน โดยจดหมายของ AMC ยังมีข้อความเพิ่มเติมถึงค่ายหนังอื่น ๆ ด้วยว่า

“มาตรการนี้ไม่ใช่การจำเพาะเจาะจงลงดาบกับยูนิเวอร์แซลแต่อย่างใด หากแต่รวมถึงผู้สร้างหนังรายใดก็ตามที่ทำการละทิ้งประเพณีการค้าที่ดีระหว่างเราด้วย หากแต่ในวันนี้ยูนิเวอร์แซล (ผ่านทาง เจฟ เชลล์) เป็นค่ายหนังเพียงแห่งเดียวที่พูดผ่านสื่ออย่างชัดเจนว่านี่จะเป็นกระบวนการจัดจำหน่ายหนังใหม่หลังจากนี้ เราจึงต้องแสดงจุดยืนตอบโต้ออกมา” ทั้งนี้ผู้สร้างหนังรายอื่นที่ถูกอ้างถึงในจดหมายนี้อาจหมายถึงค่ายวอร์นเนอร์ที่ตัดสินใจนำหนังแอนิเมชัน Scoob! ลงฉายทางสตรีมมิงแทนในวันที่ 15 พฤษภาคมที่จะถึงนี้นั่นเอง

โปสเตอร์เดิมของหนัง Scoob! จากค่ายวอร์นเนอร์ที่เคยระบุว่าเฉพาะในโรงภาพยนตร์ ก็กลายเป็นอีกเรื่องที่กำลังจะไปลงสตรีมมิ่งแทน

หากมองสาเหตุว่าทำไมทาง AMC ต้องออกตัวแรงเช่นนี้ นั่นก็เพราะเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานักวิเคราะห์ของ วอลล์สตรีท ได้ลดระดับความน่าลงทุนในหุ้นของ AMC จากระดับปกติลงเป็น “ควรขาย” ทั้งปัญหาที่ไม่สามารถเปิดดำเนินการโรงหนังทั้ง 634 แห่งในอเมริกาและแคนาดา รวมถึงอีกกว่า 1,000 โรงที่กระจายอยู่ทั่วโลกได้แล้ว ยังมีภาระหนี้อีกกว่า 4,900 ล้านเหรียญจากการปรับปรุงโรงหนัง และการเข้าซื้อกิจการต่าง ๆ ก่อนหน้านี้อีก ซึ่งส่งผลให้เงินสำรองของเครือน้อยลงกว่าปกติลงไปอีก จึงไม่แปลกที่ AMC ต้องเล่นใหญ่ให้คู่ค้าอื่น ๆ ตระหนักความสำคัญของโรงหนัง

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นการเดินเกมที่ฉลาดของ AMC เพราะแม้จะดูเสียงแข็งมาก แต่ในความเป็นจริงมันเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากโปรแกรมใหญ่ ๆ ของยูนิเวอร์แซล ทั้ง Fast & Furious 9, Jurassic World: Dominion และแอนิเมชัน Minions: The Rise of Gru ต่างเลื่อนไปเป็นปีหน้าทั้งหมดแล้ว โปรแกรมที่ยังจ่อคิวในปีนี้ก็เหลือเพียง Candyman (25 กันยายน) Bios (2 ตุลาคม) และ Halloween Kills (16 ตุลาคม) ซึ่งมีเวลาถมเถให้ยูนิเวอร์แซลมาง้อหรือทำการเจรจาต่อรองผลประโยชน์กันอีกครั้ง อย่างเต็มที่ก็คงพลาดแค่ไม่ได้ฉาย 3 เรื่องหลังที่เป็นหนังขนาดกลาง ๆ ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบเท่าหนังบล็อกบัสเตอร์ที่จะฉายปีหน้าแน่นอน นั่นจึงนำมาสู่ข้อความที่ว่า “เรายังพร้อมจะนั่งลงเจรจาเกี่ยวกับวิถีทางจัดจำหน่ายหนังกับทางยูนิเวอร์แซล” ที่ AMC กล่าวทิ้งในจดหมาย เพื่ออ่อยเปิดทางให้ยูนิเวอร์แซลเข้ามาพูดคุยเต็มที่

F9 ที่เลื่อนหนีไปปีหน้า ยังไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ และยังมีเวลาให้ค่ายกับโรงหนังเจรจาอีกมาก ซึ่งหาก F9 ถูกโรงแบนด้วย ก็คงเป็นความเสียหายหนักของธุรกิจหนังทั้งค่ายและโรงหนังในอเมริกาเอง
Candyman ที่จะกลับมาอีกครั้งภายใต้การคุมของ จอร์แดน พีล อาจเป็นหนังเรื่องแรกที่รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว

อย่างไรเสียน้ำคำในจดหมายของ AMC โดยเฉพาะการระบุว่า พฤติกรรมที่ตัดสินใจเอาเองฝ่ายเดียว นั้นดูจะสร้างปัญหาต่อภาพลักษณ์ของค่ายยูนิเวอร์แซลเช่นกัน ทำให้ทางยูนิเวอร์แซลต้องออกมาตอบโต้จดหมายดังกล่าวว่า

“เป้าหมายในการนำ Trolls World Tour ลงสู่ตลาดสตรีมมิงนั่นก็เพราะเราใส่ใจกับส่งมอบความบันเทิงให้กับทุกคนที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน และมันเป็นการตัดสินใจที่ถูกทั้งในแง่ความรับผิดชอบต่อผู้ชมและต่อธุรกิจของเราด้วย เรายังคงสนับสนุนการฉายหนังของเราผ่านโรงหนังในอนาคต โดยอาจควบคู่กับกับการฉายผ่านทางสตรีมมิงหากผู้ให้บริการนั้นมีความเหมาะสมเพื่อตอบโจทย์สำคัญคือการส่งหนังไปยังผู้ชมให้กว้างที่สุด เรายังหวังว่าจะได้สนทนาอย่างเป็นส่วนตัวกับผู้ประกอบการธุรกิจโรงหนังที่เป็นคู่ค้าของเรา อย่างไรก็ตามเรารู้สึกผิดหวังต่อการแสดงออกของ AMC ที่ทำให้เจตนาดีของเราถูกเบี่ยงเบนไป”

ยูนิเวอร์แซลที่พยายามเอาตัวรอดในช่วงวิกฤตไม่ต่างจากบริษัทอื่น ๆ ก็แสดงท่าทีไม่พอใจนักกับข้อความในจดหมายจาก AMC ที่ออกมาในเชิงตำหนิรุนแรง

อย่างไรเสียก็เชื่อว่าไม่มีทางที่คู่ค้าอย่างค่ายหนังกับโรงหนังจะแตกหักกันไปได้ โรงหนังยังคงเป็นช่องทางเผยแพร่สำคัญของหนังระดับบล็อกบัสเตอร์ที่ค่ายต่าง ๆ ยังต้องพึ่งพา แต่กระนั้นเราก็เห็นใจว่าสถานการณ์อันไม่ปกติในปัจจุบันนี้คงทำให้บริษัทต่าง ๆ ล้วนต้องหนีตายทั้งสิ้น จึงไม่อาจจะโทษใครได้จากกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งนี้แม้โรงหนังจะกลับมาเปิดได้อีกครั้งจริง ๆ ทางสำนักข่าวรอยเตอร์ก็ได้เผยแพร่ผลสำรวจประชาชนชาวอเมริกันและพบว่า มีเพียงราว ๆ 40% ของทั้งหมดเท่านั้นที่จะกลับเข้าโรงหนังหรือสถานบริการต่าง ๆ ทันทีหากมีการเปิดอีกครั้ง ส่วนอีก 40% เลือกที่จะให้มีวัคซีนออกมาก่อนจึงจะมั่นใจกลับไปใช้บริการสถานบันเทิง และอีก 20% ที่เหลือก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งนี่เป็นตัวเลขที่น่ากลัวพอสมควรสำหรับธุรกิจโรงหนังอย่าง AMC แม้จะกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง

ผลสำรวจเผยมีผู้ชมในอเมริกาเพียง 40% เท่านั้นที่คิดว่าจะกลับมาดูหนังในโรงทันทีที่เปิด ทำให้สถานการณ์โรงหนังในอนาคตยังไม่แน่นอนนัก

 

อ้างอิง

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

Highlight

Shopee เคียงข้างขาช้อปยุคประหยัด ! ส่งแคมเปญ “ช่วยเปย์ค่าครองชีพ” จัดหนักดีล 50% และส่วนลดสูงสุด 80%

20/03/2026
Read More

เจาะลึก NTT DOCOMO x TrueVisions คอนเทนต์ญี่ปุ่นสุดเอกซ์คลูซิฟในไทย และโอกาสส่งออกคอนเทนต์ไทย

20/03/2026
Read More

เด็กวัย 12 ปี ใช้ AI บริหารบัญชี จ้างแม่ช่วยดูร้าน 14,000/เดือน

20/03/2026
Read More

แผ่นแปะจิ๋วอัจฉริยะ ตรวจภูมิคุ้มกันได้ โดยไม่ต้องเจาะเลือดหรือผ่าตัด

20/03/2026
Read More

เจาะโมเดลธุรกิจ ‘iLovePDF’ เว็บไซต์ฟรีที่ทำเงินล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไม่ต้องง้อ SEO

20/03/2026
Read More

หายข้องใจ ทำไม iPhone จอพับ ไม่ใช้ดีไซน์ตลับแป้ง

20/03/2026
Read More

Related Content