จากบาดแผลในวัยเด็กสู่การเปลี่ยนแปลงและเติบโตสู่การเป็นศิลปินเพลงเพื่อชีวิต “จ๋าย TAITOSMITH”

Taitosmith (อ่านว่า ‘ไททศมิตร’) เริ่มต้นจากการเป็นวงดนตรีอินดี้ที่เริ่มมีชื่อเสียงจากงานเพลงที่ทำเอง เล่นเอง เผยแพร่เองด้วยความรักและตั้งใจ “Pattaya Lover” และ เป็นตะลิโตน คือสองซิงเกิลในช่วงแรกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แปลกแตกต่างด้วยการใช้ภาษาท้องถิ่นกับแนวดนตรีอันหลากหลายที่มีจุดมุ่งหมายในการขับเคลื่อนอุดมการณ์เพื่อชีวิต วิพากษ์สังคม ชีวิต ความรัก การเมือง และ เศรษฐกิจ กลายเป็น ‘เพื่อชีวิต’ที่สะท้อนผ่านในวิถี ไม่ใช่แนวดนตรี (แนวดนตรีจะเป็นแนวใดก็ได้แต่เนื้อหานั้นต้องเพื่อชีวิต) จากนั้น คางคก ซิงเกิลต่อมาก็ได้รับผลตอบรับที่ดีจากแฟนเพลงสืบต่อจากสองซิงเกิลก่อนหน้าจนมาถึงการเข้าสู่ค่าย Gene Lab ซึ่งบริหารโดย โอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือ โอม Cocktail จนปล่อยซิงเกิลแรกกับทางค่ายออกมาคือ แดงกับเขียว ที่สะท้อนปัญหาสังคมของวัยรุ่ยที่นิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เป็นเพื่อชีวิตในทางร็อกที่เข้มข้นโดนใจมหาชนจนกลายเป็นวงที่มีชื่อเสียงในวงกว้าง ก่อนที่จะต่อด้วยซิงเกิลต่อมาคือ AMAZING THAILAND กับแนวคิด ‘ความพ่ายแพ้ของสังคม ที่ชอบหมกปัญหาไว้ใต้พรม’ สะท้อนปัญหาสังคม การเมือง ได้อย่างถึงลูกถึงคน !! จนมาถึงซิงเกิลล่าสุด “Hello Mama” ที่มีเนื้อเพลงผสมผสานระหว่างภาษาอังกฤษและภาษาอีสาน บทเพลงแห่งน้ำตาของคนที่ต้องจากบ้านมาไกล คือน้ำตาแห่งความกระหาย ที่จะเอาชนะความลำบาก ความยากจน ความเหน็ดเหนื่อย และความคิดถึง

วง TAITOSMITH

ในทุกบทเพลงของ ‘ไททศมิตร’ มีเรื่องเล่า และในทุกเรื่องเล่ามีเรื่องราวของผู้เล่าซ่อนอยู่ และนี่คือเรื่องราวเหล่านั้นของผู้ถ่ายทอดบทเพลงทั้งหลายของ ‘ไททศมิตร’ เจ้าของเสียงร้องและท่วงทำนองอันเข้มข้น จ๋าย – อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี หรือ ‘จ๋าย ไททศมิตร’  พี่ใหญ่แห่งวงไททศมิตร

ป๋าเต็ดทอล์กใน EP ที่ 25 จะพาคุณไปสัมผัสเรื่องราวของชีวิต จากบาดแผลในวัยเด็กสู่การเปลี่ยนแปลงและการเติบโตสู่การเป็นฟรอนท์แมนของวงดนตรีเพื่อชีวิตแห่งยุคสมัย ‘ไททศมิตร’ !!

[บทความนี้เรียบเรียงจาก ป๋าเต็ดทอล์ก EP.25 จ๋าย ไททศมิตร | JAII TAITOSMITH ]

บทสนทนาในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยคำถามที่ว่า ‘คุณกลัวอะไรมากที่สุด’

“ผมกลัวความโดดเดี่ยว กลัวความรู้สึกว่าโดดเดี่ยว  กลัวว่าจะสัมผัสถึงใครไม่ได้ สัมผัสถึงความรักของใครไม่ได้ สัมผัสถึงความห่วงใยของใครไม่ได้ รู้สึกเหมือนเราถูกทอดทิ้งหรือโดดเดี่ยวอยู่ตัวคนเดียว”

ตอนเด็ก ๆ จ๋ายโตมากับยาย มีชีวิตปานกลางไม่ได้ลำบากอะไรมาก ยายเป็นคนติดการพนัน ติดเหล้าขาววันละขวดกินเป็นกิจวัตร อยู่กับยายมาจนถึงป.4-5 เวลานั่งรถกลับกับเพื่อนจะเห็นยายที่เมาเดินรำไปเรื่อยอยู่เสมอ จ๋ายมีรู้สึกอายบ้างแต่ต่อมาก็ชิน ยายชอบทาแป้งหน้าขาวให้จ๋าย ชอบทำให้รู้สึกอายตลอด ยายไม่เคยสอน ไม่เคยตอบอะไรจ๋ายเวลามีคำถาม ทำให้จ๋ายกลายเป็นเด็กที่ต้อง ‘หาคำตอบเอง’ ให้กับทุกเรื่อง ถึงแม้ว่ายายจะไม่ได้สอนอะไร แต่ยายก็เป็นคนดีสำหรับจ๋าย และไม่เคยบังคับหรือสั่งให้จ๋ายทำอะไรอย่างที่ตัวเองต้องการ จึงทำให้จ๋ายเติบโตมาเป็นเด็กที่มีอิสระทางความคิด

จ๋ายกับคุณยาย

ในตอนที่ยายยังอยู่กับจ๋าย เขาไม่เคยฝันที่จะเป็นอะไรเป็นเรื่องเป็นราว อาจเพราะยังเด็กเกินไป หรือ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อม จ๋ายโตมากับยายที่จังหวัดสกลนคร พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่จ๋ายยังไม่เกิด คุณแม่ร้องเพลงกลางคืนไม่มีเวลาดูแลก็เลยเอาจ๋ายมาให้ยายเลี้ยง จ๋ายเลยโตมาโดยคิดว่ายายนั้นคือแม่ จึงเรียกยายว่า ‘แม่’ มาโดยตลอด เมื่อโตขึ้นถึงได้รู้ความจริง และนานครั้งถึงจะได้เจอคุณพ่อคุณแม่ 

ต่อมายายผู้เป็นเหมือนโลกทั้งใบของจ๋ายได้เสียชีวิตลง มันทำให้จ๋ายรู้สึกอ้างว้างและเรียกหา ‘ความอบอุ่น’ จากทุกคน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งและหยัดยืนต่อไปให้ได้

“ต่อไปนี้เราล้มไม่ได้แล้ว เพราะจะไม่มีใครคอยมาดึงเรา มาโอ๋เราแน่นอน ดังนั้นเราห้ามร้องไห้ เราห้ามแพ้เด็ดขาด”

Turning Point : จุดเปลี่ยนของจ๋าย

จ๋ายกับคุณแม่

จากนั้นจ๋ายจึงย้ายไปอยู่กับคุณแม่ที่ภาคใต้ ซึ่งต้องปรับตัวพอสมควรเพราะจ๋ายไม่ได้โตมากับแม่ มีเรื่องขัดใจกันตลอด ทะเลาะกันตลอด เพราะเป็นช่วงที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นด้วย ยิ่งเรียกร้องก็ยิ่งมีปัญหาเข้าไปใหญ่ ทำให้ต้องหาที่พึ่งทางอื่นคือ ‘เพื่อน’  แต่การหาเพื่อนสำหรับจ๋ายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยการที่จ๋ายเป็นเด็กอีสานที่ย้ายไปอยู่ใต้ ทำให้พูดไม่ชัดทั้งกลางและใต้ทำให้โดนล้อจนมีปัญหากับเด็กถิ่น เลยทำให้จ๋ายต้องสร้างโลกของตัวเอง กลุ่มของตัวเองเพื่อให้อยู่ได้อย่างมีความสุข เป็นคนมีเพื่อนเยอะ ใครโดนรังแกจะดึงมาเข้ากลุ่ม มีเรื่องมีราวบ้าง แต่ไม่เคยรังแกใครก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเรื่องสู้รบปรบมือเกือบทุกวัน และมันได้ส่งผลให้จ๋ายตัดสินใจไปเรียนต่อ ปวช. สืบต่อเส้นทางสายเดือด

ส่วนเรื่องที่เดือดที่สุดที่เคยเจอคือ ‘เกือบโดนอุ้ม’ เนื่องด้วยไปมีเรื่องกับเพื่อนของหลานผู้มีอิทธิพลในจังหวัด ด้วยกลัวคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงเดือดร้อนจ๋ายจึงออกตัวไปจัดการเรื่องราวโดยลำพัง เรื่องราววุ่นวายจนดูเหมือนจะเคลียไม่ได้ ในขณะที่จ๋ายพยายามยื้อเวลา คนรู้จักของพ่อก็ผ่านมาพอดี จึงมีคนช่วยเคลียร์ให้เรื่องถึงได้จบไป แต่หลังจากนั้นไม่นานจ๋ายก็คิดขึ้นมาได้ว่านี่ไม่ใช่ชีวิตแบบที่เขาต้องการ นี่ไม่ใช่วิถีที่เขาอยากให้คนจดจำ จึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่และย้ายถิ่นฐานมาอยู่กรุงเทพ ฯ

“นี่มันไม่ใช่ชีวิตที่กูต้องการ นี่มันไม่ใช่กู กูทำอะไรอยู่วะเนี่ย โลกต้องไม่จำกูแบบนี้”

The Beginning : สู่จุดเริ่มต้น

ก่อนหน้าที่จ๋ายจะย้ายมากรุงเทพ ฯ จ๋ายได้ไปขออนุญาตพ่อ ผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์ไม่ค่อยลงรอยกับตนเองนัก ตามประสาพ่อกับลูกชายที่ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกันเท่าไหร่ พ่อว่ามาจ๋ายก็สวนไปเป็นแบบนี้ตลอด ชีวิตช่วงนั้นเหมือนกดดัน มืดหม่น มีแต่คำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ ถึงแม้ประสบการณ์ในช่วงวัยนี้ของจ๋ายจะดูเหมือนว่ามันคือสิ่งพิเศษที่ทำให้จ๋ายได้เป็น ’จ๋าย ไททศมิตร’อย่างในทุกวันนี้ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้มันต้องผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า ‘การปลดล็อก’ เสียก่อน

สำหรับจ๋ายแล้วการปลดล็อกนั้นเกิดขึ้นในตอนเรียนมหาวิทยาลัย ที่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำให้จ๋ายได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะการแสดง การเรียนรู้ผู้อื่น และการเรียนรู้ตนเอง การได้สวมบทบาทเป็นคนอื่นผ่านการแสดงทำให้จ๋ายได้เรียนรู้ทั้งการทำความเข้าใจผู้อื่นและการขุดค้นเข้าไปในปมในจิตใจของตนเองโดยมีเพื่อนและครูคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ จนจ๋ายได้พบว่าปัญหาทั้งหลายนั้นหาได้มาจากภายนอกแต่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีรากมาจากภายในทั้งนั้นเลย ความสัมพันธ์อันห่างเหินระหว่างเขากับพ่อก็คลี่คลายด้วยการ ‘ให้อภัย’ จากภายในทั้งที่มีต่อพ่อและต่อตนเอง

ป๋าเต็ดเคยแสดงละครเวทีของม.กรุงเทพร่วมกันกับจ๋ายเรื่อง ‘ชายกลาง’

จากการเป็นเด็กกิจกรรมในวัยมัธยมผสมด้วยความตั้งใจอยากเป็น ‘ผู้กำกับ’ อยากสร้างผลงานของตนเอง จึงเป็นเหตุให้จ๋ายตัดสินใจเลือกเรียนในด้านนี้ซึ่งในตอนแรกจ๋ายเกือบตัดสินใจเรียนด้านภาพยนตร์แต่ได้ไปเจอบทสัมภาษณ์พี่บอย ถกลเกียรติเสียก่อนเลยเกิดความคิดขึ้นมาว่า ผู้กำกับละเครเวทีน่าจะต้องเก่งกว่าผู้กำกับภาพยนตร์สิ เพราะละครนั้นคัทไม่ได้ต้องปล่อยยาวไปจนจบ ด้วยความอยากเก่งจึงตัดสินใจเรียนศิลปะการแสดงในที่สุด ซึ่งพอเข้ามาเรียนแล้วด้วยความที่จ๋ายมีหนวดเครามาตั้งแต่มัธยมทำให้เป็นคนดูมีเอกลักษณ์จึงถูกจับไปแสดงละครหลายต่อหลายครั้งจนมีประสบการณ์มากมาย และด้วยสภาพแวดล้อมบริบทที่ดีทั้งการมีครูที่ใส่ใจในลูกศิษย์ทั้งการสอนและการใช้ชีวิต การมีเพื่อน พี่น้อง ทุกเพศ ทุกรูปแบบ ในช่วงเวลาสำคัญของการเป็นวัยรุ่นทำให้ได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ บ่มเพาะ จนก่อเกิดความเข้าใจในตนเอง ผู้อื่น และมีอิสระทางความคิด เป็นตัวของตัวเองสูง

เนื่องด้วยศาสตร์ของศิลปะการแสดงเป็นการขุดค้นลงลึกเข้าในจิตใจ ในช่วงเริ่มต้นผู้ที่จะเล่นละครอาจมีกลไกการป้องกันตนเอง ไม่ยอมให้การ ‘ขุดค้น’ นั้นลงลึกไปถึงกลางใจ แต่ท้ายที่สุดแล้ว การจะไปให้ถึงที่สุดได้นั้น ผู้เล่นต้อง ‘ยอม’ ยอมที่จะถูกขุดค้นลงไปในจิตใจ ยอมที่จะเปิดเปลือยและจ้องมองตนเองให้ลึกซึ้งถึงภายใน และนั่นจึงนำไปสู่กระบวนการ ‘ปลดล็อก’ และ ‘ปลดเปลื้อง’

“เหมือนครูเค้าทำให้ผมเชื่อใจเค้าได้ พอผมเชื่อใจแล้วผมจะรู้สึกปลอดภัย จากนั้นในห้องแอ็กติ้งผมก็จะกล้าแอ็ก จากนั้นผมก็แค่ทำให้สบายใจบนเวที และเมื่อผมได้ไปเจอพื้นที่บนเวที พื้นที่ที่ผมจะเป็นใครก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ โดยที่คนทั้งโลกทำร้ายผมไม่ได้ ตัดสินผมไม่ได้ ผมรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ที่มหัศจรรย์และมีความสุข”

จ๋ายมุ่งมั่นและตั้งใจในการเรียนการแสดงมาก เมื่อรู้ว่ารุ่นพี่คนไหนคือคนที่เก่งที่สุด ครูคนไหนเก่งที่สุด ก็จะเข้าไปตีสนิทและเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง และกลับมาฝึกฝนตนให้หนักหน่วงกว่า เข้มข้นกว่า จนผลงานการแสดงของจ๋ายเป็นที่ติดตาต้องใจคนในคณะทำให้ได้เล่นละครภาคทุกเรื่อง ธีสิสรุ่นพี่ทุกเรื่อง ลามไปถึงการแสดงนอกคณะในมหาวิทยาลัยอื่นเช่น จุฬา หรือ มศว.

ห้องสตูดิโอการแสดงที่คณะ
บทบาทการแสดงของจ๋าย
บทบาทการแสดงของจ๋าย

พอมาถึงงานธีสิสตัวเองจ๋ายก็ตั้งใจทำมันให้เป็น ‘มาสเตอร์พีซ’ เขาตัดสินใจทำเรื่อง “เยรูซาเล็ม” เป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อค้ายาชาวอังกฤษอดีตนักแข่งรถผาดโดนนาม ‘จอห์นนี ลูสเตอร์ ไบรอน’ ผู้เป็นที่พักพิงให้แก่เด็กหนุ่มสาวผู้หลงทางทั้งหลาย ซึ่งงานชิ้นนี้ก็ได้เป็นมาสเตอร์พีซสมใจเพราะได้แสดงสองรอบ รอบแรกในฐานะงานธีสิส รอบที่สองทางคณะออกเงินให้เปิดการแสดงเป็นละครภาคอีกครั้งหนึ่ง

การแสดงธีสิสของจ๋ายเรื่อง ‘เยรูซาเล็ม’

หลังจบการศึกษาจ๋ายก็ไปทำงานรับจ้างทำฉากให้กับงานอีเวนต์ ก่อนที่จะพบกับ ‘เป๋ง ชานนท์ ยอดหงส์’ Designer มากฝีมือ และ อดีต Art Director ที่ Genie Records ชักชวนมาทำฉากในงานเทศกาลดนตรี Big Mountain หลังเสร็จงานจ๋ายจึงมีเวลาว่างเดินเล่น ตั้งใจจะไปดูการออกแบบฉากของเวทีต่าง ๆ จนมาสะดุดกับการแสดงของ ‘โมเดิร์นด็อก’ บนเวที Blackstage เมื่อเห็นคนดูตกอยู่ในมนต์ขลังจากเสียงดนตรีและการแสดงของวง จ๋ายเกิดความรู้สึกขึ้นมาในใจเหมือนเมื่อครั้งตั้งปณิธานว่าจะเก่งแบบรุ่นพี่ในคณะให้ได้ จึงคิดขึ้นมาในใจว่าตนเองก็น่าจะขึ้นไปอยู่บนเวทีและมีการแสดงที่สุดยอดแบบนั้นได้เหมือนกัน

งานของจ๋ายที่ Big Mountain

“ผมรู้สึกว่าผมสามารถขึ้นไปบนบนเวทีนั้นแล้วก็ทำหน้าที่นั้นได้เลย”