[รีวิว] The Eight Hundred นักรบ 800 : หนังสงคราม (ชาตินิยม) เต็มขั้น!

Release Date

08/10/2020

แนว

แอ็คชัน / ชีวิต

ความยาว

149 นาที (2.27 ชม.)

เรตผู้ชม

15+

ผู้กำกับ

กวน หู

[รีวิว] The Eight Hundred นักรบ 800 : หนังสงคราม (ชาตินิยม) เต็มขั้น!
Our score
7.0

The Eight Hundred | นักรบ 800

จุดเด่น

  1. โพรดักชันด้านภาพ แสง สี เสียง เอฟเฟ็กต์ ซีจี ทำได้สมจริงสุด ๆ อย่างกับว่าได้เข้าไปร่วมรบเอง
  2. ขับเน้นดราม่าด้วยความเป็นชาตินิยมในแบบที่เข้าใจได้ไม่ยาก
  3. งานด้านภาพจากกล้อง IMAX ทั้งสวยงาม ดุเดือด หดหู่ และโหดร้ายไปพร้อม ๆ กัน

จุดสังเกต

  1. ถ้าไม่ชอบอะไรที่ชาตินิยมจ๋า ๆ อันนี้ก็ต้องแล้วแต่พิจารณานะครับ
  2. ตัวละครต่าง ๆ และแอคชั่นไม่ได้โดดเด่นให้ชวนจำ โฟกัส และเอาใจช่วยมากนัก
  3. ขับเน้นความเป็นหนังสงครามแบบเต็มขั้นจนทำให้พาร์ตดราม่าเบาบางไปหน่อย
  • ความสมบูรณ์ของเนื้อหา

    5.5

  • คุณภาพงานสร้าง

    9.0

  • คุณภาพของบท / เนื้อเรื่อง

    4.6

  • การตัดต่อ / การลำดับ และการดำเนินเรื่อง

    7.0

  • ความคุ้มค่าเวลาในการรับชม

    8.7

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดเซี่ยงไฮ้ โดยที่มีกองกำลังของจีนชื่อว่า กองกำลังปฏิวัติแห่งชาติที่ 88 ที่คอยต่อสู้และปกป้องคลังสินค้า ซึ่งเป็นที่มั่นสุดท้ายขณะที่มีกองกำลังเพียง 400 คน แต่ได้วางแผนหลอกล่อกองทัพญี่ปุ่นว่ามีกองกำลังถึง 800 คน และยังได้รับความช่วยเหลือจากประชาชนชาวจีนอย่างลับๆ อีกด้วย ขณะที่กองทัพญี่ปุ่นก็พยายามทุกวิถีทางแต่ก็ไม่สามารถเข้ายึดโกดังคลังสินค้าได้ กองกำลังปฏิวัติที่ 88 ก็สามารถยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่กลัวตาย ในการรบครั้งนี้ได้ทำการรบกันถึง 4 วัน 4 คืน จนได้รับการยกย่องและบันทึกจากประชาชนชาวจีนว่าเป็นวีรกรรมการต่อสู้ที่กล้าหาญยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของ กองกำลังปฏิวัติที่ 88

แม้ว่าหน้าหนังของหนังสงครามที่อ้างอิงประวัติศาสตร์จีนเรื่องนี้อาจจะไม่ค่อยมีกระแสมากนักในบ้านเรา แถมพอชื่อหนังมีตัวเลข 800 ห้อยท้าย ก็พาลให้นึกถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่ว่าด้วยสงครามที่เปรียบต่างเกี่ยวกับจำนวนทหารเหมือนกัน (แต่โบราณกว่า) อย่างเรื่อง 300 (2007) ไปเสียอีกแน่ะ

แต่อยากจะบอกเลยครับว่า หนังสงครามจีนฟอร์มยักษ์อย่าง The Eight Hundred เรื่องนี้ เป็นหนังจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่สามารถทำปรากฏการณ์ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ด้วยการถล่ม Box Office ทำรายได้ถล่มทลายมากที่สุดในโลกคือ 425 ล้านเหรียญฯ เอาชนะแชมป์เก่าที่ครองอันดับหนึ่งมานานหลายเดือนอย่าง Bad Boy For Life (2020) ที่ครองแชมป์ด้วยรายได้ 424 ล้านเหรียญฯ หลังครองแชมป์มานานหลายเดือน ขนาดว่าหนังเรื่องนี้ออกฉายสัปดาห์เดียวกับหนังยักษ์ของเสด็จพ่อโนแลนอย่าง TENET (2020) หนังสงครามเรื่องนี้ก็ยังทำรายได้สัปดาห์แรกไปที่ 69 ล้านเหรียญ แซงหนังเสด็จพ่อที่ทำรายได้สัปดาห์แรกไปที่ 53 ล้านเหรียญ

อีกความน่าสนใจของภาพยนตร์จีนฟอร์มยักษ์ทุนสร้าง 80 ล้านเหรียญเรื่องนี้ก็คือ เมื่อปีที่แล้ว หนังเรื่องนี้ได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลหนังเซียงไฮ้นานาชาติเมื่อมิถุนายนปีที่แล้วครับ แต่อยู่ดี ๆ หนังเรื่องนี้ดันถูกถอดจากโพรแกรมฉาย 1 วันก่อนเปิดเทศกาล กำหนดการฉายโรงในจีนตามปกติก็พลอยถูกถอดตามไปด้วย (ซึ่งถ้าถามว่าใครถอด แล้วถอดทำไม อันนี้ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจละกันนะครับ) เรียกว่าเป็นหนังสงครามที่เคย (เกือบ) ไม่ได้ฉายในจีนเลยก็ว่าได้

แง่มุมที่ผมว่าเป็นความน่าสนใจมาก ๆ ของหนังเรื่องนี้ นอกจากการสะท้อนภาพชีวิตท่ามกลางสมรภูมิสงครามของทหาร 400 กว่านาย (ทหารจีนใช้แผนหลอกล่อว่ากองทัพจีนมีอยู่ 800 นาย) ที่สู้รบและอาศัยอยู่ในโกดัง สี่ห้าง (Si Hang) ที่ยิ่งสู้รบ ยิ่งวางกำลังต่อต้าน ยิ่งใช้ยุทธวิธีมากแค่ไหน จะใช้วิธีบ้าบิ่นหรือลึกล้ำสักแค่ไหน ก็ต้องแตกพ่ายอย่างยับเยินให้กับกองทัพญี่ปุ่นที่มีแสนยานุภาพทางการทหารเหนือกว่าในทุกด้าน แถมทหารญี่ปุ่นยังขึ้นชื่อเรื่องของความโหดเหี้ยมและยอมพลีชีพเพื่อพระจักรพรรดิ์อีกต่างหาก กำลังพลที่ว่ามีน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งน้อยลงไปอีก ยิ่งสู้รบก็ยิ่งแต่จะมีแต่ตายกับตาย

อีกจุดที่ผมว่าเจ๋งก็คือการสะท้อนภาพวิถีชีวิตและเรื่องราวของชาวเซี่ยงไฮ้ ทั้งทหารและพลเรือนที่อพยพข้ามไปอยู่ในอีกฝั่งของแม่น้ำ ที่สามารถสะท้อนภาพความคิดของผู้คนในยามศึกสงครามได้ดีมาก ๆ ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นภาพอันแสนหดหู่ของทหารที่ประจำการอยู่ที่ฝั่งฐานทัพที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ซากศพทหารทั้งสองฝ่ายที่ถูกนำเอามากองรวมกัน ทหารที่ยังอยู่ รวมถึงนายทหารหนีทัพที่ถูกจับได้ก็ต้องอาศัยอยู่ด้วยความกลัว ไม่อยากจะร่วมรบ แต่ก็หนีไปไหนไม่ได้ ไม่งั้นเดี๋ยวโดนเป่า

ส่วนผู้อพยพหลายชาติที่อาศัยอยู่ร่วมกันที่อีกฝั่งแม่น้ำ กลายเป็นประชาชนที่ติดตามเฝ้าดูสงครามอย่างใกล้ชิด แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร ภาพที่เราจะได้เห็นคือ ภาพอันสวยงามของเมืองอันศิวิไลซ์ในยุค 30’s ที่เต็มไปด้วยความปกติสุขสำราญ ผู้คนซื้อของ จ่ายตลาด ดูงิ้ว เล่นกาสิโน ชาวต่างชาติที่ถ่ายภาพ และเฝ้าทำข่าวสงครามบนเหล่าเต๊ง และเมื่อยามที่เกิดสงครามขึ้นอีกฝั่ง ประชาชนก็แห่กันมายืนดูเหมือนราวกับว่ากำลังยืนดูหนังหรือละครสงครามเรื่องหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น เรียกได้ว่านี่เป็นภาพสะท้อนของ “คนหน่ายสงคราม” ได้อย่างเจ็บแสบจริง ๆ

หนังเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าจะเป็นหนังสงครามที่สะท้อนภาพความโหดร้ายของสงคราม (ในมุมมองของทหาร) ได้อย่างเต็มสตรีมเลยครับ เพราะตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้เห็นภาพการรบราฆ่าฟันกันแบบชนิดที่ว่าคอสงครามคงไม่น่าจะผิดหวัง เพราะสู้รบกันแบบจัดเต็มจริง ๆ ครับ ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นภาพศึกสงครามที่โหดร้ายชนิดว่าโดนยิงกบาล โดนระเบิดร่างแยกบ้างละ มีฉากที่ทหารญี่ปุ่นพลีชีพด้วยการระเบิดตัวเอง โดนยิงนิ้วขาด แก้มทะลุ มือขาดบ้างละ โดนแรงระเบิดจนทำให้เศษกระจกทะลุหน้าบ้างละ เรียกว่าเป็นหนังสงครามที่อาจไม่ค่อยเหมาะกับน้อง ๆ หนู ๆ และคนขวัญอ่อนอย่างแรงเลยล่ะครับ

รวมถึงการสะท้อนภาพของผู้คนในสภาวะสงคราม ที่มีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันต่อสิ่งที่เรียกว่า “สงคราม” ไม่ว่าจะเป็นการร่วมสงครามของทหาร การหนีทัพ คนที่อยู่อย่างสุขสบาย คนที่หากินกับสงคราม คนที่เฝ้าสังเกตการณ์ คนที่มีใจรักชาติและพร้อมจะสละชีพเพื่อปกป้องชาติและคนในชาติ รวมถึงคนที่แม้ว่าจะไม่ได้ร่วมรบ แต่ก็พยายามที่จะช่วยเหลือในทุก ๆ ทางเพื่อที่จะสนับสนุนเหล่าทหารในการปกป้องชาติด้วย

แต่ไม่ว่าหนังเรื่องนี้จะมีภาพที่โหดร้ายอย่างไร แต่สิ่งที่เข้ามาทำให้หนังสงครามเรื่องนี้กลมกล่อมก็คืองานด้านภาพครับ แม้ว่าจะเป็นหนังจีน แต่ก็ต้องบอกว่า งานด้านโปรดักชันและเอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ ถือว่าอยู่ในระดับที่สูสีกับหนังฮอลลีวูดได้อย่างสบาย ๆ เลยครับ และด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังจีนเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยระบบ IMAX ก็ต้องเรียกได้ว่าไม่เสียของ เพราะงานด้านภาพก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า ทั้งสวยงาม และดุเดือดเลือดพล่านสมกับเป็นหนังสงคราม ทั้งหมดนี้ทำให้เราคนดูสามารถทะลุเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง เสมือนเข้าไปอยู่ในโกดังสี่ห้าง เข้าไปร่วมรบ ร่วมหดหู่ หน่วง สิ้นหวัง ไปด้วยพร้อม ๆ กัน

ส่วนข้อสังเกตของหนังเรื่องนี้ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ว่านี่คือหนังสงครามเต็มขั้น สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่หนังเรื่องนี้ยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางมีอยู่สองจุด หนึ่งคือ ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เน้นเล่ามุมมองของการสู้รบของทหารในโกดังสี่ห้าง และผู้กำกับเองก็พยายามที่จะสอดแทรกเรื่องราวของทหารบางนายที่มีบทบาทที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าทหาร ทหาร และคนหนุ่มหนีสงครามที่ถูกกักตัว แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือ ตัวละครและการกระทำต่าง ๆ ที่ตัวละครได้ทำนั้น ยังไม่ค่อยมีอะไรที่ชวนให้น่าจดจำสักเท่าไหร่ แถมพอหนังไปโฟกัสที่การศึกสงคราม ก็ทำให้พาร์ตดราม่า (หรือมุกตลกเล็ก ๆ) ที่ผู้กำกับพยายามสอดแทรกก็ดูจะเจือจางไปหน่อย รวมถึงบทบาทของตัวละครแต่ละตัวก็ยังไม่มีมิติอะไรที่ทำให้ชวนจดจำหรือชวนให้เอาใจช่วยได้มากนัก

และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ หนังเรื่องนี้ืคือหนังสงครามชาตินิยมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ คือเรียกได้ว่าเป็นหนังที่เชิดชูวีรบุรุษทหาร และเชิดชูความเป็นชาตินิยม และให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการร่วมปกป้องชาติ ไม่ว่าจะเป็นทหารที่อยู่แนวหน้า หรือพลเรือนที่อยู่แนวหลังก็ตาม หรือแม้แต่คนที่เคยเพิกเฉย หรือหลบลี้สงคราม ก็ต้องกลับเห็นความสำคัญของชาติมากกว่าตัวเองให้ได้ ซึ่งในหนังมีฉากที่แสดงออกถึงความรักชาติรักแผ่นดินอยู่มากเหมือนกัน ด้วยความที่มันเป็นหนังชาตินิยมจ๋า ๆ ขนาดนี้ คนที่รู้สึกจั๊กจี้กับความเป็นชาตินิยมก็อาจจะรู้สึกแปลก ๆ กับหนังเรื่องนี้ไปเลยก็ได้

แต่ถ้าคิดว่า อยากดูหนังสงคราม และศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์จีนอันยิ่งใหญ่ ว่าด้วยการต่อสู้ของทหารเพียงหยิบมือ ที่กล้าลุกขึ้นท้าทายกองทัพญี่ปุ่น ผมว่าหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าไม่เสียหลายอยู่นะครับ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส