World Events 2021
World Events 2021

ย้อน 10 เหตุการณ์สำคัญของโลก ปี 2020: ปีร้าย ๆ ที่จะผ่านไปได้ด้วยกัน

ไฟป่าออสเตรเลียและแคลิฟอร์เนีย

(ภาพจาก CNN)

ไม่ใช่แค่เหตุร้ายเรื่องโรคระบาดและเหตุเภทภัยจากสถานการณ์การเมืองเท่านั้น ปี 2020 ก็เป็นปีที่โลกและมนุษย์เผชิญศึกษาการภัยร้ายทางธรรมชาติอย่างไฟป่าที่หนักหน่วงในหลายพื้นที่ทั่วโลก เริ่มตั้งไฟไหม้ป่าครั้งประวัติศาสตร์ในรัฐนิวเซาท์เวลส์และรัฐวิกตอเรีย ของประเทศออสเตรเลีย ที่เริ่มลุกโหมมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2019 ก่อนจะสามารถควบคุมไฟได้ก็ผ่านไปถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเท่ากับว่าไฟได้เผาผลาญป่าและสิ่งมีชีวิตอยู่ร่วม 4 เดือนเต็ม


ความเสียหายครั้งนี้กินพื้นที่ราว 78 ล้านไร่ คร่าชีวิตสัตว์ป่าไปนับพันล้านตัว รวมถึงที่พักอาศัยและทรัพย์สินของผู้คนหลายพันหลังคาเรือนก็ถูกเผาไหม้ไปกับไฟป่าด้วย ชาวออสเตรเลีย 57% ได้รับผลกระทบจากควันพิษที่ปกคลุมไปหลายพื้นที่ซึ่งประเทศออสเตรเลียนั้นไม่ใช่เล็ก ๆ แต่ควันไฟก็ปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง
ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือวิกฤตโลกร้อนเป็นปัจจับสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนและแห้งต่อเนื่องมาจนทำให้เกิดไฟป่าถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

Scott Morrison นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียเองก็ถูกโจมตีจากเหตุการณ์นี้ว่าให้ความสำคัญกับนโยบายทางเศรษฐกิจมากกว่าจะเห็นความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เขามุ่งผลักดันให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกถ่านหินมากที่สุดในโลก สวนทางข้อตกลงปารีสที่ออสเตรเลียต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ร้อยละ 26-28% ภายในปี 2030 ภายหลังประชาชนออสเตรเลียจึงออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลงมือแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

ผู้นำอีกคนหนึ่งที่แหกข้อตกลงปารีสและพาสหรัฐฯ ออกจากประเทศที่เข้าร่วมข้อตกลงก็คือ Donald Trump เมื่อปี 2017 หลังจาก Trump ขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยแรกไม่นาน เขาก็ประกาศนโยบายให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยการถอนตัวดังกล่าวเพิ่งจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายในวันที่ 5 พฤศจิกายนปีนี้ (ให้หลัง 3 ปี) และยังถือเป็นประเทศแรกในโลกที่ถอนตัวออกจากความตกลงดังกล่าว อย่างไรก็ตามขั้นตอนในการถอนตัวยังต้องกินเวลาอีกนานหลายเดือน และหลายฝ่ายเชื่อว่า เมื่อ Joe Biden ขึ้นรับตำแหน่ง เขาจะพาประเทศกลับเข้าสู่ความตกลงอีกครั้ง

นอกจากนี้ในช่วงเดือนกันยายนท้องฟ้าของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาก็ปกคลุมไปด้วยสีส้มเช่นกัน นี่คือภาพวิกฤตไฟป่าครั้งรุนแรง เนื่องจากคลื่นความร้อนที่เข้าปกคลุมในหลายพื้นที่ นักดับเพลิงกว่า 14,000 นายได้เข้าควบคุมสถานการณ์เพื่อจำกัดไม่ให้ไฟป่ากว่า 28 จุดทั่วทั้งรัฐลุกลามและขยายตัวเป็นวงกว้าง

ไฟป่าได้เผาทำลายพื้นที่ในรัฐแคลิฟอร์เนียไปแล้วกว่า 2.5 ล้านเอเคอร์ (ราว 6.3 ล้านไร่) มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ราย กองป้องกันป่าไม้และไฟป่ารัฐแคลิฟอร์เนียแจ้งว่า ไฟป่าในพื้นที่เมืองเฟรสโน ที่เรียกว่า “ครีคไฟร์” (Creek Fire) ทำให้ต้องอพยพประชาชนกว่า 200 คนออกจากพื้นที่ ที่พักอาศัยและทรัพย์สินจำนวนไม่น้อยได้รับความเสียหาย ประชาชนชาวอเมริกันในรัฐดังกล่าวต่างต้องใช้ชีวิตประจำวัน ท่ามกลางบรรยากาศหม่นมืดไปด้วยแสงสลัวเพราะแสงจากดวงอาทิตย์ลอดผ่านชั้นฝุ่นควันของไฟป่าลงมาไม่ได้

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังก่อให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่และทำให้สถานการณ์ไฟป่ายืดเยื้อนานขึ้นในพื้นที่ตะวันตกของสหรัฐฯ ส่วน Gavin Newsom ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ออกแถลงการณ์ว่า แคลิฟอร์เนียเป็นแหล่งผลิตถ่านหินที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาโดยตลอด และปัญหาไฟป่านี้ก็ตอกย้ำถึงต้นเหตุจากการผลิตถ่านหินนั้น และเขาจะไม่ทนต่อผู้ที่ปฏิเสธว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องจริงอีกต่อไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี Trump ก็ได้ลงพื้นที่อุทยานแมคคลีแลนในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อลงพื้นที่ที่เกิดไฟป่าครั้งมโหฬาร เขาได้พบและหารือกับ Newsom และให้สัมภาษณ์สวนทางกับผู้ว่าการรัฐโดยกล่าวว่า “เดี๋ยวมันก็เย็นขึ้น คุณรอดู…ผมว่าวิทยาศาสตร์ไม่รู้อะไรจริงในเรื่องนี้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวคิดของเขา

SpaceX และความคืบหน้าของวิทยาการอวกาศโลก

ท่ามกลางข่าวร้าย ๆ ก็ยังมีข่าวดีในปีนี้และเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาการอวกาศที่ห่างหายจะความสำเร็จระดับโลกไปหลายปี โดยหัวแถวของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในปีนี้ก็คือ SpaceX ของมหาเศรษฐีอันดับที่ 2 ของโลกในปีนี้ (เพิ่งได้รับการจัดอันดับความรวยขึ้นมาสูงที่สุดในปีนี้เช่นกัน) โดย SpaceX ได้กลายเป็นบริษัทเอกชนเจ้าแรกที่พามนุษย์ขึ้นไปบนอวกาศ และยังได้รับใบอนุญาตให้มีสายการบินขึ้นไปบนอวกาศในเชิงพาณิชย์อีกด้วย

จรวด Falcon 9 คือได้พา 2 นักบินอวกาศ Doug Hurley และ Bob Behnken ไปในภารกิจครั้งนี้ โดย Falcon 9 เป็นจรวดที่ถูกออกแบบมาให้มีการลงจอดในแนวตั้งซึ่งไม่เคยมีจรวดทำได้มาก่อนในอดีตและยังบินซ้ำได้ ทำให้ประหยัดเงินในการเดินทางไปอวกาศได้อย่างมหาศาล โดย Falcon 9 ได้ทำการบินซ้ำไปแล้วทั้งสิ้น 43 ครั้งด้วยกัน

นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับอานิสงส์จากความสำเร็จครั้งนี้เต็ม ๆ ก็คือ องค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติ สหรัฐฯ หรือ NASA เพราะก่อนหน้านี้การส่งนักบินขึ้นไปสู่อวกาศในแต่ละครั้ง NASA ต้องบากหน้าใช้กระสวยอวกาศ โซยุสของรัสเซีย ด้วยเหตุนี้ NASA จึงเตรียมที่จะเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ SpaceX และจะทำให้ประหยัดงบประมาณได้ถึง 30 ล้านเหรียญฯ ต่อนักบินอวกาศ 1 คน เพราะใช้วิทยาการสมัยใหม่ของ SpaceX นี่เอง

นอกจากนี้ ปี 2020 ก็ยังเป็นปีแห่งความรุ่งเรืองของ SpaceX ที่สามารถปล่อยภารกิจอวกาศได้ถึง 26 ครั้งจากเป้าหมายทั้งหมดที่กำหนดไว้ 39 ครั้ง และแต่ละครั้งก็เป็นความสำเร็จที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์วงการอวกาศของโลก แม้ว่าจะมีจำนวนภารกิจเป็นรองจากการปล่อยจรวดในกลุ่ม Long March ของประเทศจีนที่มากถึง 30 ครั้ง แต่อย่าลืมว่า SpaceX ในฐานะบริษัทเอกชนเมื่อเทียบกับองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติของจีนแล้ว ทำได้ขนาดนี้ถือว่าแน่มาก

ความสำเร็จของวงการอวกาศยังไม่ได้เป็นของชาติสหรัฐฯ แค่เพียงชาติเดียว เพราะในปีนี้ชาติจากเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่นก็ประสบความสำเร็จไปอีกขึ้นเช่นกันเมื่อ องค์การอวกาศแห่งชาติของจีน (CNSA) รายงานว่า แคปซูลบรรทุกตัวอย่างหินจากดวงจันทร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยานฉางเอ๋อ 5 เดินทางกลับสู่โลกบริเวณมองโกเลียอย่างปลอดภัยเมื่อวัน 17 ธันวาคมที่ผ่านมา กลายเป็นความสำเร็จครั้งใหม่ของวิทยาการอวกาศของจีน หลังจากเก็บตัวอย่างดินและหินหนัก 2 กิโลกรัมจากบริเวณแอ่งมหาสมุทรพายุบนดวงจันทร์ที่ยังไม่เคยถูกเก็บตัวอย่างเพื่อนำมาทำการสำรวจมาก่อน โดยภารกิจนี้เป็นการเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้งในรอบ 40 ปีของมนุษย์ชาติ และทำให้จีนเป็นประเทศที่ 3 ที่ทำได้ต่อจากสหรัฐฯ และอดีตสหภาพโซเวียต

ส่วนญี่ปุ่นนั้น องค์กรสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น (JAXA) รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ภารกิจสำรวจอวกาศ ของยานฮายาบูสะ2 (Hayabusa2) ได้ประสบความสำเร็จในการนำตัวอย่างของดาวเคราะห์น้อยริวกุ (Ryugu) ที่อยู่ห่างไกลจากโลก 300 ล้านกิโลเมตร รวมถึงตัวอย่างก๊าซจากอวกาศกลับมายังโลกเป็นครั้งแรก โดยแคปซูลได้ลงจอดบริเวณประเทศออสเตรเลียตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม ทีมนักวิจัยได้เริ่มตรวจสอบอนุภาคทรายสีดำจำนวนหนึ่งที่จัดเก็บมาในแคปซูลแล้ว ยานฮายาบูสะ2 ถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศจากศูนย์อวกาศทาเนกาชิมะเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2014 และเดินทางไปโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยริวกุในเดือนมิถุนายนปี 2018 ก่อนจะเก็บตัวอย่างมาในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2019

Parasite หนัง “เกาหลีใต้” และ “เอเชีย” เรื่องแรกที่คว้าออสการ์หนังยอดเยี่ยม

ความสำเร็จของบงจุนโฮที่กลายเป็นความสำเร็จของประเทศเกาหลีใต้และชาวเอเชียทั้งมวลไปพร้อมกัน เมื่อ Parasite ผลงานลำดับที่ 7 ของเขาที่ไปชนะรางวัลปาล์มทองคำ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังเมืองคานส์ที่ฝรั่งเศสในปี 2019 มาแล้ว และยังคงยืนระยะกระแสความชื่นชมต่อมาได้อีกเกือบ 1 ปีเต็ม และมาคว้ารางวัลสูงสุดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดของชาวอเมริกันที่แทบไม่เปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติ จนพูดได้เลยว่าไม่มีใครคาดคิดว่า Parasite จะได้รางวัลนี้ (หลายฝ่ายคาดว่าได้รางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมก็นับว่ามาไกลมากแล้ว)

Parasite ภาพยนตร์ที่เสียดสีการต่างชั้นวรรณของกลุ่มคนสองชนชั้นในเกาหลีใต้ที่ต้องจับพลัดจับผลูมาอาศัยอยู่ในชายคนบ้านหลังเดียวกันและกลายเป็นโศกนาฎกรรมชวนหัวในตอนท้ายเรื่อง นอกจากจะคว้ารางวัลสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แล้วก็ยังได้มีอีก 3 รางวัลใหญ่ของงาน ได้แก่ รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

บงจุนโฮ เกิดที่เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 1969 (ปัจจุบันอายุ 51 ปี) มักจะใช้ช่วงเวลาหลังจากที่คนในครอบครัวนอนหลับไปกับการดูภาพยนตร์ผ่านทางโทรทัศน์ (คุณแม่ไม่ค่อยยอมพาเขาไปดูในโรงภาพยนตร์เพราะกลัวติดเชื้อโรค) โดยเฉพาะในคืนวันศุกร์และเสาร์ เขาค่อยๆ สะสมความคลั่งในโลกภาพยนตร์ของเขามาเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นเขาก็เริ่มต้นก้าวแรกในฐานะนักทำหนังจากผลงานภาพยนตร์สั้นถึง 3 เรื่อง เก็บประสบการณ์จากการเป็นคนเขียนบทและผู้ช่วยผู้กำกับเป็นเวลา 6 ปี นอกจากนั้นการคลุกคลีและใช้ชีวิตอยู่กับนักกิจกรรมทางสังคมและการเมืองก็หล่อหลอมทัศนคติและมุมมองทางสังคม ด้านความไม่เท่าเทียมและปัญหาชนชั้นวรรณะ จนกระทั่งได้มาแจ้งเกิดกับ Memories of Murder (2003) และภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องแรกอย่าง Snowpiercer (2013)

ประเทศเกาหลีใต้ได้โอกาสเฉลิมฉลองกับรางวัลนี้ในโอกาสที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีครบรอบ 100 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1919 ต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากภาครัฐและประชาชนเกาหลีมาโดยตลอด รัฐบาลเกาหลีใต้สนับสนุนทั้งแหล่งเงินทุน งบประมาณ หรือการสรรหาบริษัทยักษ์ใหญ่มาเป็นสปอนเซอร์ให้กับผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ผู้ผลิตภาพยนตร์และวงการศิลปิน นักร้อง นักดนตรี ไปจนถึงการแก้กฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการผลิตอุตสาหกรรมบันเทิง จึงไม่น่าแปลกใจที่ความสำเร็จของ Parasite คือดอกผลที่งดงามหลังหว่านเมล็ดมานานปีและไม่เคยหยุดรดน้ำพรวนดิน

อย่างไรก็ตาม ก็มีเรื่องชวนหัวเราะในความไร้เดียงสาสำหรับ Donald Trump ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้แสดงความคิดเห็นล้อเลียน Parasite ว่า การประกาศรางวัลออสการ์ในปีนี้นั้นแย่มากเพราะผู้ชนะรางวัลออสการ์ดันเป็นภาพยนตร์จากเกาหลีใต้ “มันเกิดบ้าอะไรขึ้น? เราปวดหัวกับปัญหาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้มากพอแล้ว แต่หนังของเกาหลีใต้ดันได้รางวัลที่ดีที่สุดเนี่ยนะ” นั่นคือถ้อยคำของผู้นำประเทศที่เก่งในการดูถูกคนอื่นมาเสมอ นอกจากนั้น Trump ยังบอกว่า หนังดีสำหรับเขานั้นต้องเป็นอย่าง Gone with the Wind (1939) หรือ Sunset Boulevard (1950) เท่านั้น

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส



เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก