10 Days of President Joe Biden
10 Days of President Joe Biden

10 เรื่องของ “โลกที่เปลี่ยนไป” ภายใน 10 วัน หลังมีประธานาธิบดีอเมริกาชื่อว่า Joe Biden

เปลี่ยนรถยนต์ของหน่วยงานรัฐบาลทุกคันเป็น “รถยนต์ไฟฟ้า”

Biden ได้ออกนโบายเปลี่ยนรถยนต์และรถบรรทุกทุกคันของรัฐบาลให้กลายเป็นรถยนตร์ไฟฟ้าทั้งหมด โดยแผนการดังกล่าวอยู่ภายใต้คำสั่งโดยตรงของ Biden ที่ลงนามไปเมื่อ 25 มกราคม โดยมีชื่อเรียกแผนการดังกล่าวว่า “Buy American” ซึ่งจะเป็นแผนการที่จะช่วยเพิ่มการจ้างงานในสหรัฐฯ หลังจากที่ประชาชนประสบปัญหาตกงานจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐฯ

ในรายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดยานยนต์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการลงทุนและซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจะยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง และมีเพียงบริษัทแค่ 3 บริษัทที่ผลิตในสหรัฐฯ ณ ขณะนี้คือ Tesla, General Motors (GM) และ Nissan Motors เท่านั้น ในขณะที่ Ford Motors และบริษัทอื่น ๆ ก็เริ่มหันมาสนใจการลงทุนในการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ มากขึ้นแต่ยังไม่ได้ผลิตเพื่อวางจำหน่าย อย่างไรก็ตามแผนการการเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าของ Biden ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะหมายรวมถึงรถยนต์ระบบไฮบริดที่ยังใช้พลังงานน้ำมันอยู่ด้วยหรือไม่ แต่รัฐบาล Biden ก็มีการตั้งเป้าเอาไว้ว่า สหรัฐฯ จะต้องดำเนินนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายใน 4 ปีนี้ตามที่ Biden ได้เคยหาเสียงเอาไว้

Biden เชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะสร้างการจ้างงานในอุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าให้ประชาชนในประเทศมีงานทำเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านงานและยังไม่นับรวมถึงแผนการที่ Biden จะผลักดันให้มีการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ภายในประเทศเอง เนื่องจากปัจจุบัน การประกอบรถยนต์ภายในสหรัฐฯ นั้น ชิ้นส่วน 50% ของรถยนต์ จะต้องถูกผลิตขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่ง Biden กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าว ยังไม่สูงมากพอที่จะส่งผลต่อการจ้างงานและระบบเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ทั้งนี้ บริษัทยานยนต์หลายบริษัทในสหรัฐฯ ก็ออกมาตอบรับท่าทีของนี้อย่างดี เช่น GM และ Ford Motors ที่ออกมาลงความเห็นว่า นโยบายดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อทั้งบริษัทและเศรษฐกิจโดยภาพรวมของสหรัฐฯ

ตั้งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ “ผู้หญิง” คนแรก

Avril Haines ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence) หรือ DNI ของสหรัฐฯ เป็นคนที่ 7 โดยก่อนหน้านี้ Haines เคยเป็นอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency) หรือ CIA และเป็นรองผู้อำนวยการหญิงของ CIA คนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดี Obama ด้วยเช่นกัน

Haines ได้รับเสียงข้างมาก 84 ต่อ 10 ในการประชุมสภาซึ่งต้องรับรองการเข้าดำรงตำแหน่งของเธอ ซึ่งกลายเป็นกระบวนการรับรองที่แปลกตามากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะประธานการประชุมคือรองประธานาธิบดี Kamala Harris ซึ่งก็เป็นผู้หญิงที่ได้ดำรงตำแหน่งที่ไม่เคยมีผู้หญิงคนใดเคยได้นั่งมาก่อนเช่นกัน ทำให้ Harris ถึงกับกล่าวในการประชุมว่า “นี่เป็นภาพบรรยากาศที่ไม่เคยชินตาสักเท่าไร” ส่วน Haines ก็กล่าวในสภาว่า “DNI ไม่อายที่จะพูดความจริง แม้การพูดครั้งนั้นจะเกี่ยวข้องกับอำนาจหรือเป็นเรื่องที่ยากจะพูดก็ตามที” เพื่อยืนยันว่าเธอจะบริหารงานด้านข่าวกรองอย่างตรงไปตรงมา หน้าที่หลักของ Haines คือการดูแลหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ทั้งหมด 18 แห่ง โดยในระหว่างการพิจารณารับรองในที่ประชุม Haines ได้กล่าวว่า สหรัฐฯ ควรมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อภัยคุกคามที่เกิดจากจีนต่อไป

สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ และหยุดความคลั่งชาติเกินเหตุ

Biden ได้ยกเลิกมาตรการแบนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือทรานส์เจนเดอร์ (Transgender) เข้าทำงานในกองทัพสหรัฐฯ หลังรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี Trump ได้ผลักดันมาตรการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2017 จนได้รับอนุญาตจากศาลสูงสหรัฐฯ เมื่อปี 2019 โดยอ้างว่า กลุ่มทรานส์เจนเดอร์อาจส่งผลต่อความไร้ประสิทธิภาพ การสร้างความกลมเกลียวกันในหมู่ทหาร รวมถึงการต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการมีอยู่ของคนกลุ่มนี้ภายในกองทัพสหรัฐฯ

รัฐบาลของ Biden สานต่อนโยบายไปในทิศทางเดียวกับสมัยอดีตประธานาธิบดี Barack Obama ที่สนับสนุนความแตกต่างหลากหลายทางเพศ เพื่อสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอเมริกันที่ยกย่องการหลอมรวมความหลากหลายจนกลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมเอาไว้ สถิติข้อมูลของ RAND Corporation เมื่อปี 2016 พบว่า กองทัพสหรัฐฯ มีทรานส์เจนเดอร์เข้ารับราชการทหารราว 6,630 นาย โดยมีตัวเลขคาดการณ์การเข้ารับฮอร์โมนของทรานส์เจนเดอร์ในกองทัพอยู่ที่ราว 30-140 ครั้งต่อปี ขณะที่ตัวเลขการผ่าตัดที่เกี่ยวโยงกับการแปลงเพศจะอยู่ที่ราว 25-130 ครั้งต่อปี ค่าใช้จ่าย อยู่ที่ราว 2.4-8.4 ล้านเหรียญฯ สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณด้านสุขภาพที่ทุ่มให้กับกองทัพทั้งหมด

และเมื่อ 22 มกราคม Biden ก็ได้ลงนามคำสั่งพิเศษขยายขอบเขตของกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ในสหรัฐฯ จากการถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะในสถานที่ทางการและสถานที่ทำงาน คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลสูงที่ระบุว่า LGBTQ ควรได้รับการปกป้องจากการถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของการจ้างงานและการป้องกันการเกิดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ ไม่ว่าจะเป็นรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ รวมถึงการแสดงออกทางเพศ

นอกจากนี้ในแถลงการณ์ยังยังระบุว่า เยาวชนอเมริกันควรจะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้โดยปราศจากความกังวลใจว่าเขาอาจจะถูกปฏิเสธจากการได้เข้าห้องน้ำ ได้เข้าใช้ห้องล็อกเกอร์ รวมถึงการเล่นกีฬาในโรงเรียน ขณะที่ผู้ใหญ่เองก็ควรจะได้ใช้ชีวิต ได้เข้าทำงานในสถานที่ที่อยากทำ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่า จะถูกไล่ออก ถูกลดขั้น หรือถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศที่ต่างกัน อีกทั้งยังยอมรับว่าที่ผ่านมามีการเลือกปฏิบัติที่ฝังรากลึกในวิถีอเมริกัน ที่ไม่ใช่แค่มิติในเรื่องเพศ แต่ยังรวมถึงเชื้อชาติ ความเชื่อ และการทุพพลภาพอีกด้วย

แต่ละหน่วยงานของรัฐจะปรึกษากับอัยการสูงสุดในแต่ละรัฐเพื่อให้คำสั่งพิเศษนี้ออกมาเป็นรูปธรรมมากที่สุดภายใน 100 วันแรกของการทำงาน ทางด้าน Alphonso David ประธานของ Human Rights Campaign ในสหรัฐฯ ระบุว่าวันนี้พลเมืองอเมริกันหลายล้านคนได้ “พักหายใจ” หลังมีสัญญาณว่าประธานาธิบดีและคณะรัฐบาลชุดใหม่ออกมายอมรับว่า การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แต่ยังเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมทางกฎหมายด้วย แม้รายละเอียดการนำคำสั่งไปปรับใช้อาจจะใช้ระยะเวลาสักพัก แต่คำสั่งพิเศษนี้ก็ทำให้พลเมือง LGBTQ หลายล้านคนเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เพียงแค่ไม่กี่วันหลัง Bidenขึ้นดำรงตำแหน่ง

นอกจากนี้ Biden ยังเสนอชื่อ Dr. Rachel Lavine ซึ่งเป็นทรานส์เจนเดอร์ให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีสาธารณสุขสหรัฐฯ คนใหม่ ส่งผลให้เธอจะกลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลผู้เป็นทรานส์เจนเดอร์คนแรกที่ได้รับการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐฯ เดิมที Dr. Rachel Lavine ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนียจากพรรคเดโมแครตให้ดูแลงานด้านสาธารณสุขของรัฐเพนซิลเวเนีย ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา โดยเธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Harvard และ Tulane Medical School ที่ผ่านมาเธอเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสารโอปิออยด์ กัญชาเพื่อการแพทย์ ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการกิน รวมถึงการแพทย์เพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ

Dr. Rachel Lavine มีความเป็นผู้นำ และมีความเชี่ยวชาญที่เราต้องการ เพื่อนำพาให้พลเมืองอเมริกันก้าวผ่านวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ไปให้ได้ อย่างไม่คำนึงถึงถิ่นที่อยู่อาศัย เชื้อชาติ ศาสนา รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศหรือการทุพพลภาพ เธอจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ ที่จะช่วยส่งเสริม และสนับสนุนการทำงานด้านสาธารณสุขของทีมบริหารชุดใหม่ของเรา” Biden กล่าว

Dr. Lavine จะเป็นผู้ช่วยให้กับอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย (ที่รับช่วงต่อ Kamala Harris ซึ่งพ้นจากตำแหน่งนี้เมื่อปี 2017) และกำลังจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ หลัง Biden ได้ผลักดันแผนฟื้นฟูประเทศขณะกำลังเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด ด้วยงบประมาณ 1.9 ล้านล้านเหรียญฯ พร้อมตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ได้ให้กับประชาชนให้ได้ 100 ล้านโดส ภายใน 100 วันแรกของการทำงาน ของ Biden

ส่วนประเด็นที่มีการปรับเปลี่ยนความคลั่งชาติเกินเหตุนั้น Biden ก็ได้ลงนามในคำสั่งยกเลิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดี Trump ที่มีชื่อว่า “1776 Commission” โดยคณะกรรมการชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งในสมัยของประธานธิบดีที่ผ่านมาที่ตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านโครงการ “The 1619 Project” ของ The New York Times ที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ โดยโครงการดังกล่าวจะมุ่งสอนนักเรียนอเมริกันผ่านประวัติศาสตร์การต่อสู้ของทาส ชนพื้นเมือง และสตรีอเมริกัน คณะกรรมการชุดของ Trump ไม่มีนักประวัติศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อเมริกันเลย และล่าสุดรายงานของคณะกรรมการ 1776 Commission ได้ถูกถอดออกจากเว็บไซต์ทางการของสหรัฐฯ แล้ว

เปิดรับผู้อพยพจากปัญหาสภาพภูมิอากาศปีละ 50,000 คน

ด้านนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนั้น นอกจาก Biden จะลงนามในคำสั่งให้ประเทศกลับเข้าสู่ข้อตกลงปารีสเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนหลังจาก Trump ลงนามคำสั่งเพื่อออกมาจากข้อตกลงเมื่อปี 2017 และเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา นโยบายด้านผู้อพยพใหม่ของ Biden ก็มาเกี่ยวข้องกับปัญหาสภาพอากาศและโลกร้อนด้วย เมื่อ Biden ให้คำมั่นว่า จะกำหนดเส้นทางการมอบสัญชาติให้กับผู้ประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมจากนานาชาตินับแสนคน โดยเร็วที่สุดหลังเข้ารับตำแหน่ง

ในปี 2019 วุฒิสมาชิก Ed Markey ได้ดำเนินนโยบายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อพยพและผู้พลัดถิ่นจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้พระราชบัญญัติผู้พลัดถิ่นจากสภาพภูมิอากาศ (The Climate Displaced Persons Act) เพื่อเปิดรับคนเหล่านั้นเข้าประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งระบุว่า ผู้พลัดถิ่นจากสภาพภูมิอากาศ คือผู้ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่นหรืออพยพจากบริบทสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งภัยธรรมชาติ ความแห้งแล้ง ความอดอยาก และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

โดยถ้าหากนโยบายนี้ถูกบังคับใช้ สหรัฐฯ จะต้องเปิดรับผู้อพยพตามเงื่อนไขไม่น้อยกว่า 50,000 รายต่อปี Ama Francis นักกฎหมายสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัย Columbia ระบุว่าเธอยังไม่อยากคาดหวังว่าก้าวแรกของนโยบายผู้อพยพใหม่จะชูเรื่องผู้อพยพจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องหลัก เพราะปัจจุบันยังมีช่องว่างในกฎหมายคนเข้าเมืองและปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งแยกจากกันอยู่

นอกจากนี้ Biden ยังได้ให้มอบสถานะคุ้มครองชั่วคราว (Temporary protected status (TPS)) ให้กับคนที่สูญเสียดินแดนจากสงครามและภัยธรรมชาติให้เข้ามาอาศัยทำกินในสหรัฐฯ ได้ด้วย ซึ่ง Biden ได้เสนอว่าผู้ถือสถานะดังกล่าวอาจได้รับสัญชาติสหรัฐฯ จากการปฏิรูปนโยบายผู้อพยพในอนาคต หลายฝ่ายมองว่า นโยบายนี้นับเป็นก้าวสำคัญของนโยบายผู้อพยพทั่วโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นโดยในรายงานยังระบุด้วยว่า ภายในปี 2050 โลกอาจมีผู้อพยพจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากถึง 1,000 ล้านคน

(อ่านต่อหน้าถัดไป)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save