Super Bowl Halftime Show
The Weeknd ใน Super Bowl Halftime Show ครั้งที่ 55 ปี 2021

10 โมเมนต์เด็ด “Super Bowl Halftime show” ในความทรงจำ

10 โมเมนต์ Halftime show ในความทรงจำ (ต่อ)

โมเมนต์ “วางชามปีกไก่ลงซะ!!!!” ของ Bruce Springsteen & the E Street Band
(Halftime show 2009 / Super Bowl XLIII)

Super Bowl Halftime Show

“สิบสองนาทีต่อจากนี้ บอกเลยว่า พวกคุณจะได้รับความสะใจจากเรา The E Street Band !!! แต่ก่อนอื่นนะ วางชามนาโชส์ ชามปีกไก่ที่กำลังกินลงซะ !!! อ้อ! แล้วก็เปิดเสียงทีวีในบ้านคุณให้ดังที่สุดด้วย !!! ”

นี่คือประโยคที่ป๋าบรูซ สปริงสทีน ได้ตะโกนปลุกใจทั้งคนในสนาม และฝากไปถึงผู้ชมทางบ้าน ก่อนจะวาดลวดลายอเมริกันร็อกสไตล์ป๋าแบบจัดเต็มตลอด 12 นาที หลังจากที่ป๋าเองก็บอกปัดไม่อยากมาโชว์อยู่นานหลายปี ป๋ายอมมาทั้งที มีหรือจะผิดหวัง เพราะงานนี้ป๋าหยิบเอาเพลงร็อกสไตล์อเมริกัน (แน่นอนว่าต้องมีเพลงฮิต “Born to Run” ด้วย) โอเค แม้โชว์นี้จะไม่ได้อลังการดาวล้านดวง แต่ด้วยพลังเต็มสูบของป๋า ทั้งปีนเปียโน สไลด์เข่าเข้าหาแฟนเพลง เรียกว่าใส่เต็มพลังทุกเพลงตลอดโชว์ พร้อมด้วยกลิ่นอายความอเมริกั๊น อเมริกัน คนที่ดูก็รู้สึกสะใจแบบพลังงานเต็มหลอด แบบที่ของกินอะไรก็คงไม่จำเป็น


โมเมนต์รวมมิตรเพลงฮิต Halftime Show โดย Coldplay, Beyonce และ Bruno Mars
(Halftime show 2016 / Super Bowl 50)

Super Bowl Halftime Show

ในปี 2016 คือปีครบรอบ 50 ปีของการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ ซึ่งโชว์พักครึ่งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างวงร็อกอังกฤษ Coldplay และการกลับมายังเวที Halftime show อีกครั้งของ Beyonce และ Bruno Mars แม้ว่าแนวทางเพลงของทั้ง 3 ศิลปินจะต่างกันสุดขั้ว แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า เราจะสามารถดูโชว์ทุกเพลงจากทุกศิลปินได้อย่างไหลลื่นเป็นเนื้อเดียว ภายใต้ธีมโพรดักชันสายรุ้งสดใส

โดย Coldplay เริ่มเปิดด้วยเพลงฮิตอย่าง “Viva la Vida” และ “Paradise” ก่อนส่งต่อไป “Uptown Funk” ของบรูโน และ ”Formation” ของแม่บี และไฮไลต์เพลง “Fix You” ที่มาพร้อมกับ VTR ทริบิวต์ให้กับ Halftime Show ระดับตำนานในอดีต พร้อมกับการสอดแทรกชื่อเพลงของศิลปินเหล่านั้นลงไปในเพลงด้วย เรียกว่าเป็นโชว์รวมมิตรเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีที่กลมกล่อมจริง ๆ


โมเมนต์ขุ่นแม่ Lady Gaga กับโชว์ชวน “โดด”
(Halftime show 2017 / Super Bowl LI)

Super Bowl Halftime Show

ถ้าจะให้จำกัดความ Halftime Show ครั้งที่ 51 ของขุ่นแม่เลดี้กาก้า ก็น่าจะเปรียบได้กับ “ฟลอร์เต้นรำ” ที่สุดพลัง วิบวับ เร่าร้อน หนักแน่น และ Hype คนดูให้คึกคักชวนเต้นได้ตลอด 13 นาทีแบบเส้นกราฟไม่มีตก ตั้งแต่เปิดโชว์ก็เล่นใหญ่ด้วยการขึ้นไปร้องเพลงปลุกใจบนหลังคาสนาม NRG Stadium รัฐเท็กซัส และมีโดรนติดไฟนับร้อยตัวบินบนท้องฟ้าเป็นเบื้องหลัง แถมยังแปรเป็นภาพธงชาติสหรัฐอเมริกาได้อีกต่างหาก

ก่อนที่จะกระโดดดิ่งตัวมาระเบิดความมันกับเพลงฮิตทั้ง “Poker Face,” “Born This Way,”, “Just Dance”, “Telephone” ซึ่งเธอก็ทั้งโดด ร้อง เต้น บินเกาะสเตชัน เล่นเปียโนไปด้วยแบบไม่ยอมหยุดพักหายใจ พร้อมกับวิชวลแสงสี ป้ายไฟ เลเซอร์วิบวับเหมือนอยู่ในงานปาร์ตี้อย่างไรอย่างนั้น ก่อนที่จะปิดโชว์แบบสวย ๆ อีกครั้งด้วยการทิ้งไมค์ รับลูกบอล แล้วดิ่งลงมาจากบันไดหายตัวไปแบบเป๊ะ ๆ ปัง ๆ สไตล์ขุ่นแม่เขาล่ะ


โมเมนต์ “รำลึก 9/11” โดย U2
(Halftime show 2002 / Super Bowl XXXVI)

Super Bowl Halftime Show

ซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 36 นี้ถูกจัดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 9/11 เพียง 5 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อเมริกา และชาวอเมริกันยังอยู่ในห้วงของความหม่นหมอง แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านว่าปีนี้ควรงดจัด แต่ในที่สุดก็ยังคงยืนยันที่จะจัดซูเปอร์โบวล์ พร้อมกับ Halftime show ต่อไป เพื่อหวังว่าทุกอย่างจะกลับมาสดใสดังเดิม โดยคราวนี้เป็นคิวของวงดนตรีร็อกรุ่นใหญ่อย่าง U2 ที่วงเลือกเปิดด้วยเพลง “Beautiful Day” ก่อนจะเดินขึ้นมาแสดงต่อบนเวทีรูปหัวใจ เพื่อมอบกำลังใจแก่ทุกคน

แต่ที่เป็นเซอร์ไพรส์ที่สุดก็คือเพลง “Where the Streets Have No Name” ที่ไม่ใช่แค่โชว์ร้องเล่นอย่างเดียว แต่คราวนี้บนเวทีมีจอผ้าที่สูงเท่ากับหลังคาหลุยเซียนาซูเปอร์โดม พร้อมรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดในเหตุการณ์ 9/11 ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่นับพันชีวิตขึ้นมาเป็นฉากหลังด้วย! แม้ว่าจะดูหดหู่ และหลายคนดูแล้วก็ต้องหลั่งน้ำตาให้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือ Halftime Show ที่ “ทรงพลัง” จริง ๆ

Super Bowl Halftime Show
ป้ายผ้าขนาดใหญ่ยักษ์ที่ฉายรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 9/11 ทั้งหมดในขณะแสดงเพลง “Where the Streets Have No Name”

โมเมนต์ “สายฝนสีม่วง” ของ Prince
(Halftime show 2007 / Super Bowl XXXVI)

Super Bowl Halftime Show

โดยปกติซูเปอร์โบวล์มักไม่ค่อยฝนตก แต่ไม่ใช่กับซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 41 ที่เกิด “ฝนตกห่าใหญ่ ณ ไมอามี” ขึ้นเสียอย่างนั้น แต่ Prince กลับไม่ได้มองว่าเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เขาเลือกที่จะโชว์มันทั้งฝนตกอย่างนั้นแหละ แล้วด้วยความที่เลือดศิลปินแรง เขาเลือกที่จะเล่นกีตาร์จริง ๆ ทั้ง ๆ ที้ใช้ Backing Track (แทร็กเบื้องหลัง) แล้วเล่นซิงก์เอาเลยจะง่ายกว่ามาก เล่นเอาทีมงานเครียดประสาทกินกันไปเลย

แต่ในที่สุด ขบวนโชว์เพลง We Will Rock You ของวง Queen และเพลง All Along The Watchtower ของ Bob Dylan พร้อมมนต์เสน่ห์เสียงกีตาร์สด ๆ อันหนักหน่วง ก็ปลุกเร้าคนทั้งเวทีให้ลุกขึ้นเต้นกลางฝนปรอย ๆ ได้ ก่อนจะเข้าสู่เพลงของเขาเองอย่าง “Purple Rain” ที่ช่วงนั้นฝนดันตกห่าใหญ่ท่ามกลางแสงสีม่วงที่อาบไปทั่วทั้งสนาม กลายเป็น “ฝนสีม่วง” แบบเหมาะเหม็ง กลายเป็นโมเมนต์ประทับใจที่หลายคนดูแล้วฟินจนต้องหลั่งน้ำตา และกลายเป็นโชว์ที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่ง Halftime show


อ้างอิง
อ้างอิง
อ้างอิง
อ้างอืง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส