ครบรอบ 16 ปีอัลบั้ม ‘Believe’ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ยืนยันในพลัง ‘ความเชื่อ’ ของ Bodyslam

วันที่ 22 เมษายนนี้เป็นวันครบรอบ 16 ปีอัลบั้ม ‘Believe’ อัลบั้มเต็มชุดที่ 3 ของ บอดี้สแลม (Bodyslam) วงร็อกขวัญใจมหาชนชาวไทย ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงกับภาพปกที่มาพร้อมสมาชิกทั้ง 4 ในชุดดำแบบชาวร็อกยืนหันหลังให้กับเราและหันหน้ามองไปยังแสงทองของตะวันที่กำลังโผล่พ้นออกมาตรงเส้นขอบฟ้าไกล แสงทองย้อมจับไปทั่วปกของอัลบั้ม ด้านบนมีโลโก้ที่วาดตวัดเป็นรูปตัว b ด้วยเส้นสีขาวแบบเรียบง่ายแต่ให้อารมณ์ของการเคลื่อนไหว เพียงภาพปกของอัลบั้มก็สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของบอดี้สแลม

Bodyslam จาก 3 มาเป็น 4

หนึ่งเลยคือสมาชิกวงที่เปลี่ยนจาก 3 คนมาเป็น 4 คนเมื่อ ‘เภา’ รัฐพล พรรณเชษฐ์ มือกีตาร์คนเก่าได้ขอออกจากวงไปด้วยเหตุของทัศนคติการทำงานที่ไม่ตรงกัน และได้ 2 สมาชิกใหม่ ‘ชัช’ สุชัฒติ จั่นอี๊ด และ ‘ยอด’ ธนชัย ตันตระกูล มาเติมเต็มวงในตำแหน่งกลองและกีตาร์ให้มีความเป็นวงร็อกที่สมบูรณ์ ชัชเองเคยตีกลองให้กับบอดี้สแลมมาก่อนจึงคุ้นเคยกันดีอยู่ ส่วนยอดคือสมาชิกหน้าใหม่ที่ชัชชักชวนเข้ามาให้ลองเล่นกับวงดู ก่อนที่ต่อมาทั้งคู่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในลายเซ็นของวงที่ไม่สามารถแยกออกจากความเป็นบอดี้สแลมไปได้เลย บอดี้สแลมทั้ง 4 ต่างมีความเป็นซุปตาร์’ในเครื่องดนตรีที่ตัวเองเล่น และเป็นไอดอลให้กับพี่ ๆ น้อง ๆ ที่มีใจรักในเสียงดนตรี (และหลังจากนี้ถึงจะมีส่วนผสมที่ 5 คือ ‘โอม’ เปล่งขำ ที่เข้ามาสร้างสีสันใหม่ให้กับวงในตำแหน่งมือคีย์บอร์ด)

ก้าวแรกใน ‘จีนี่’

การเปลี่ยนแปลงต่อมาก็คือการย้ายสังกัดจากค่ายอินดี้ ‘มิวสิค บั๊กส์’ มาสู่ค่ายใหญ่เบอร์หนึ่งของไทยคือ ‘จีนี่เรคอร์ดส’ ในเครือของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ที่วงพี่อย่าง ‘บิ๊กแอส’ (Big Ass) ได้นำร่องย้ายมาปูทางไว้ก่อนหน้านี้และออกอัลบั้ม ‘Seven’ ออกมาในปี 2547 กับจีนี่หนึ่งปีก่อนที่อัลบั้ม ‘Believe’ จะถูกปล่อยออกมา เพราะฉะนั้นถึงจะย้ายค่ายแต่ทีมที่ทำเพลงร่วมกันก็ยังสานต่อจากจุดเดิมได้ไม่มีสะดุด อัลบั้มนี้จึงมี ‘อ๊อฟ’ และ ‘กบ’ บิ๊กแอสเป็นโปรดิวเซอร์ และได้ทีม Mango มาช่วยกันเกลาเพลงให้มีความกลมกล่อม

ในด้านของดนตรี อัลบั้มนี้มีความเป็นโมเดิร์นร็อกที่เท่และเข้มข้น แนวดนตรีเหมือนถูกบอกใบ้ผ่านเสื้อยืดวงดนตรีที่สมาชิกแต่ละคนใส่ เช่น Unearth, Funeral for a Friend ซึ่งต่างเป็นวงดนตรีที่กำลังได้รับความนิยมในแนวทางที่เรียกว่า ‘Emo’ และเราก็สามารถสัมผัสได้ถึงอิทธิพลของดนตรีในทิศทางนี้จากงานเพลงในอัลบั้ม Believe เช่นในเพลง “คนที่ถูกรัก” และ “ห้ามใจ” แต่บอดี้สแลมก็ได้ใส่ความเป็นตัวเองลงไป จนมันมีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของพวกเขาที่ปรากฏอยู่ในทุกลวดลายทางดนตรี ไม่ว่าจะเป็นกลองของชัชที่มีลูกเล่นจัดจ้าน หนักแน่น ครบเครื่อง ชอบมีเล่นพวกลูกเครื่องทองเหลืองแพรวพราว ซับซ้อนแต่ฟังแล้วเข้าถึงง่าย เบสอุ่น ๆ หนึบแน่นเปี่ยมสีสันจาก ‘ปิ๊ด’ ธนดล ช้างเสวก สมาชิกคนสำคัญที่ร่วมเดินทางด้วยกันมาตั้งแต่ยุควง ‘ละอ่อน’ กีตาร์ริฟฟ์เท่ ๆ และไลน์ลิกสวย ๆ ชวนจดจำที่มาพร้อมกับไลน์โซโลที่เราฮัมตามได้จากยอด และเสียงร้องอันหล่อเหลาจริงใจเปี่ยมเสน่ห์ของ ‘ตูน’ อาทิวราห์ คงมาลัย ที่สื่ออารมณ์เพลงออกมาได้ถึงใจคนฟัง ปลุกพลังในใจของชาวไทยให้พร้อมโบยบินไปในทุกบทเพลงของบอดี้สแลม ซึ่งไม่เพียงแต่ในท่วงทำนองดนตรีเท่านั้นที่มีความเป็นบอดี้สแลม ในเนื้อเพลงก็มีการใส่ความเป็นตัวเองลงไปอย่างเต็มที่เรียกได้ว่าอัลบั้มนี้เป็นการเซ็ตแนวทางเพลงและเนื้อหาเพลงในแบบบอดี้สแลมอย่างชัดเจน

บทเพลงแห่ง ‘ความเชื่อ’

หนึ่งในลายเซ็นของเนื้อเพลงบอดี้สแลมคือการเป็นบทเพลงที่พูดเรื่อง ‘ความเชื่อ’ การเชื่อในตัวเอง การใช้ชีวิตในแบบที่เราเชื่อ (เช่นในเพลง “บอดี้สแลม” จากอัลบั้ม ‘Drive’ ที่เหมือนเป็นการบอกถึงความหมายของชื่อวง) ซึ่งเนื้อหานี้ถูกพูดตั้งแต่แทร็กแรกของอัลบั้ม “ชีวิตเป็นของเรา” บทเพลงร็อกที่เป็นเสมือนกับ anthem ของปรัชญาอัตถิภาวนิยม ที่บอกให้เราเชื่อในตัวของเราเอง เชื่อในชีวิตที่มันเป็นของเรา เพราะฉะนั้นจงใช้มันซะในแบบที่ใจเราต้องการ แค่ฟังเพลงแรกก็เลือดลมสูบฉีดแล้ว ต่อมาคือ “ขอบฟ้า” แทร็กที่ 2 ของอัลบั้มแต่เป็นซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้มที่สร้างความว้าวและเซอร์ไพรส์ให้กับแฟน ๆ ของบอดี้สแลมด้วยภาพลักษณ์ใหม่ สมาชิกใหม่ และแนวทางของดนตรีที่พัฒนาขึ้นมาในแนวทางใหม่ กับเพลงรักอกหักแบบเข้มข้นที่เติมความหล่อด้วยเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงการยอมรับความจริงว่าระหว่างเธอกับฉันเราคงมากันได้แค่นี้ ฉันเลยจะส่งเธอให้กับเขาเพื่อที่เขาจะได้พาเธอไปยังเส้นขอบฟ้า โดยตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า “จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทน” เพลงนี้หากดูใน MV จะเห็นว่าพี่ตูนใส่เฝือกที่มือและมีผ้าปิดแผลที่คางด้วยนั่นไม่ใช่เพราะต้องการเติมความเจ็บปวดให้พระเอก MV แต่ว่าพี่ตูนนั้นล้มจริง ๆ ตอนที่วิ่งในฉากช่วงต้นเพลงก็เลยกลายเป็นอะไรที่ดูเข้ากับเพลงไปเลย เพลงต่อมาคือ “คนที่ถูกรัก” เพลงรักหวานหูที่ทำงานกับคนฟังในแบบเดียวกับ “หวั่นไหว” จากอัลบั้ม ‘Drive’ ที่มาพร้อมท่อนอันเร้าใจชวนกระโดดให้หัวใจมันสั่นไหว ต่อมาก็ถึงคราวเพลงช้ากันบ้างกับ “ความรักทำให้คนตาบอด” เพลงช้าเพลงแรกจากอัลบั้มที่เจ็บปวด งดงามและคมคาย ท่อนกีตาร์อินโทรของเพลงนี้เป็นที่น่าจดจำมาก ๆ มาง่าย ๆ แต่ได้ใจสุด ๆ

และก็ถึงคราวของเพลง “ความเชื่อ” ที่จะเรียกว่าเป็นไตเติลแทร็กก็คงไม่ผิดนัก กับบทเพลงที่เป็นเสมือนหัวใจของอัลบั้มนี้ (และเป็นหัวใจของความเป็นบอดี้สแลมเลยก็ว่าได้) กรู๊ฟและสัดส่วนดนตรีที่เกิดจากลูกเล่นลีลาของกีตาร์-เบส-กลองมันจึ๊กจั๊กได้ใจจริง ๆ สะท้อนอารมณ์ของการไป ๆ หยุด ๆ เหมือนคนที่กำลังลังเลหรือทดท้อใจเวลาที่ทำอะไรสักอย่างแล้วยังไม่เชื่อมั่นไม่เชื่อใจในตัวเอง ก่อนที่ท่อนฮุคจะเป็นตัวแทนของพลังที่ถูกปลุกขึ้นมาให้เราเดินหน้าด้วยความเชื่อที่มีในหัวใจ ปลุกพลังความเชื่อที่เกือบมอดดับให้ลุกไหม้ขึ้นมาด้วยไฟแห่งฝัน ซึ่งได้ ‘น้าแอ๊ด คาราบาว’ ราชาเพลงเพื่อชีวิตผู้มีศักดิ์เป็นอาแท้ ๆ ของพี่ตูน มาร่วมปลุกพลังแห่งความเชื่อไปด้วยกัน เสียงของน้าแอ๊ดทรงพลังมากทำให้ความเชื่อในหัวใจเรามันลุกโชนขึ้นมาได้ในทันทีเลย นี่เป็นฟีเจอริ่งเพลงแรกของบอดี้สแลม และเหมือนจะเป็นเพลงแรก ๆ ของวงการเพลงร็อกไทยที่มีการฟีเจอริ่งกัน สร้างกระแสการฟีเจอริ่งให้เป็นที่นิยมในเวลาต่อมา  

นอกจากนี้ก็ยังมี “พูดในใจ” อีกหนึ่งเพลงช้าที่งดงามกับการต้องเก็บงำความรู้สึกไว้ในใจ เสียงหวานเศร้าของพี่ตูนเคล้าไปกับไลน์กีตาร์หวาน ๆ ของพี่ยอด เพลงรักช้ำ ๆ ซื่อ ๆ แต่พุ่งตรงเข้าถึงหัวใจ “รักก็เป็นอย่างนี้” เพลงสนุก ๆ ที่ซาวด์ดนตรีมีกลิ่นอายของงานเพลงในอัลบั้มก่อน ๆ “ห้ามใจ” เพลงนี้มีความเป็น emo สุด ๆ อารมณ์เข้มจากท่อนร้องตัดด้วยความหวานสว่างในท่อนฮุคกลมกล่อมลงตัวมาก “ไม่รู้เมื่อไหร่” บทเพลงที่อาจไม่ฮิตแต่กลมกล่อมลงตัวและมีห้วงอารมณ์ดนตรีที่งดงาม เพลงนี้พี่ตูนเป็นคนเขียนเนื้อร้องเอง ซึ่งเราจะเห็นถึงลายเซ็นบางอย่างที่จะมาปรากฏอีกในเพลงจากอัลบั้มต่อ ๆ มา เช่นการใช้คำว่า ‘แสงไฟ’ เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงวันใหม่ ความหวัง เป้าหมาย “พรุ่งนี้ยังมีอีกแสงไฟ แต่ร่างกายไม่ยอมให้ใจมันสั่ง ทุกคืนยังหลับฝัน ถึงเธอ” ถึงเนื้อเพลงจะดูเศร้า ๆ แต่พอได้สัมผัสกับอารมณ์สว่างใสในบทเพลงนี้ก็รู้สึกชุ่มฉ่ำหัวใจขึ้นมา ปิดท้ายด้วย “เจ็บจนวันนี้” อะคูสติกบัลลาดเศร้า ๆ เพราะ ๆ ปิดอัลบั้มอย่างช้ำ ๆ แต่ชุ่มฉ่ำใจไปด้วยความไพเราะ

ในแง่หนึ่งอัลบั้ม ‘Believe’ เองก็เป็นเหมือนกับหลักฐานชิ้นสำคัญของบอดี้สแลมที่แสดงให้เห็นถึงพลังของความเชื่อ แม้กระทั่งตัวสมาชิกวงเองก็ต่างกระโจนออกจากจุดที่เคยเป็นและก้าวมาสู่จุดที่อาจจะเป็นโลกที่ตัวเองยังไม่รู้จัก เป็นจุดเสี่ยง จุดกดดันที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักเพื่อทำตามความฝันและทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น ซึ่งพวกเขาก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วถึงพลังความเชื่อที่พวกเขามี ทำให้สารในบทเพลงนั้นไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำเท่ ๆ หากแต่เป็นพลังแห่งความจริงที่ถ่ายทอดออกมาจากข้างในอย่างจริงแท้ และได้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อมั่นในใจเราทุกครั้งที่ได้สัมผัส

‘Believe’ จึงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการเพลงไทย เป็นหนึ่งในย่างก้าวครั้งสำคัญของวงร็อกไทยที่ยังคงหยัดยืนอย่างมั่นคง เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งทางดนตรีและการใช้ชีวิต เป็นการตอกย้ำเราอย่างหนักแน่นว่า ความเชื่ออันบริสุทธิ์นั้นมีพลังมากมายแค่ไหน.

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส