สัมภาษณ์พิเศษ ‘Dan Reynolds’ แห่งวง ‘Imagine Dragons’ ดนตรี แฟมิลี่แมน และการฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

หลังหายไปเป็นเวลาปีกว่าเพื่อหยุดพักในที่สุด ‘อิแมจินดรากอนส์’ (Imagine Dragons) วงดนตรีอเมริกันพอปร็อกจากลาสเวกัส ก็ได้กลับมาอีกครั้งพร้อม 2 ซิงเกิลล่าสุด “Follow You” และ “Cutthroat” ซึ่งเป็นการกลับมาที่ยังสร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ ได้เช่นเคย

และเพื่อต้อนรับการกลับมาในครั้งนี้ แดน เรย์โนลส์ (Dan Reynolds) ฟรอนท์แมนของวงได้เปิดโอกาสให้สื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์และพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับเขาถึงเรื่องราวของ 2 เพลงใหม่ แรงบันดาลใจเบื้องหลังบทเพลง และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขาหายไป

แดน เรย์โนลส์

เราอยากถามถึงซิงเกิลล่าสุดอย่าง “Cutthroat” ซึ่งฮาร์ดคอร์มากเลย อยากรู้ว่าอะไรคือแรงบันดาลใจของเพลงนี้

เพลง “Cutthroat” นั้นเป็นเหมือนกับการปลดปล่อยความเวทนาในตัวเองออกมา (exorcism of self-pity) มันไม่ได้เป็นการแสดงความโกรธไปที่ใครแต่ว่าเป็นการแสดงความโกรธต่อตัวเราเองนี่ล่ะครับ ไอเดียของเพลงนี้ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของผม และสุดท้ายมันก็คล้ายกับเป็นการปลดปล่อยสิ่งที่คั่งค้างอยู่ในใจออกมาซึ่งนี่ล่ะครับคือแก่นของเพลงนี้

แล้วเพลง “Follow You” ล่ะมันเป็นเหมือนกับ ‘คำสัญญา’ หรือว่า ‘คำเตือน’ กันแน่

สำหรับเพลง “Follow You” ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันเป็นการเตือน จริง ๆ แล้วมันคือเพลงรักเลยล่ะ ซึ่งวงเราก็ไม่ค่อยได้เขียนเพลงรักออกมามากนัก แต่เพลงนี้นั้นมีที่มาจากความสัมพันธ์ของผมกับภรรยาที่คบหากันมา 7 ปีแล้วเราก็หย่าร้างกัน ที่ผ่านมาผมพยายามที่จะเป็นพ่อที่ดีเป็นสามีที่ดี แต่แล้วเราก็สูญเสียความรู้สึกแรกที่เราเคยรู้สึกเมื่อเราได้อยู่ด้วยกัน ในตอนที่ผมออกเดินทางเป็นเวลากว่า 7-8 เดือนในช่วงที่ออกทัวร์กับวง ตอนนั้นเราไม่ได้คุยกันเลยตลอด 7 เดือนนั้น หลังจากที่ผมกลับบ้านมาเราก็นั่งด้วยกันบนโต๊ะแล้วก็เซ็นใบหย่า แล้วจากนั้นเธอก็ส่งข้อความดี ๆ มาให้กับผมนั่นคือการคุยกันครั้งแรกในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา แล้วมันได้เปลี่ยนวิธีที่ผมมองทุก ๆ สิ่งไปเลย มันทำให้ผมคิดว่าทำไมเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงนี่มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ หลังจากนั้นเราก็เริ่มนัดไปทานข้าวด้วยกันแล้วผมก็ขอเธอแต่งงานอีกครั้ง แล้วเราก็มีเจ้าตัวน้อยอีกคนนึง ตอนนี้เขาอายุ 18 เดือนแล้วชื่อ ‘Valentine’ เพราะฉะนั้นเพลงนี้คือเพลงที่ผมแต่งขึ้นทันทีหลังจากที่เรากลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง แน่นอนมันเป็นเพลงที่เกี่ยวกับความรัก ความซื่อสัตย์จงรักภักดี และเรื่องราวของความงามในความสัมพันธ์ที่เดินทางมาเป็นระยะเวลานาน ผมเพียงแค่อยากจะบันทึกความรู้สึกในช่วงเวลานั้นเอาไว้ช่วงเวลาที่คุณได้รักใครสักคน

แดน และ ภรรยา ‘เอจา โวล์คแมน’ (Aja Volkman) ฟรอนท์แมนวงอินดี้ร็อก ‘Nico Vega’
แดนและครอบครัวที่น่ารัก

เราเห็นคุณมักจะโพสต์รูปภาพหรือคลิปวิดีโอกิจกรรมต่าง ๆ ที่คุณได้ทำกับเด็ก ๆ และภรรยาของคุณมันเป็นอะไรที่น่ารักมากเลย ครอบครัวของคุณมีส่วนในการแต่งเพลงของคุณไหม และคุณได้เอาเพลงที่แต่งให้พวกเขาฟังหรือเปล่า

แน่นอนครับ พวกเขามีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเขียนเพลงของผมเลย ทุก ๆ ครั้งที่ผมเขียนเพลง ผมจะเล่นมันให้ภรรยาผมฟัง แล้วเราจะคุยกันว่าเราชอบอันไหนมากที่สุด แม้กระทั่งเพลงเดโมที่ผมเขียนไปร่วม 2-3 พันเพลงซึ่ง ผมเขียนอย่างไม่หยุดเลยตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ตอนนั้นผมไม่ได้เขียนเพลงให้ใครเลยนอกจากเขียนให้ตัวเอง สำหรับผมในตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นการปลดปล่อยที่ดีมากแล้วผมก็แชร์มันให้กับครอบครัว อันนี้ก็คือวิธีที่ผมใช้ในการแสดงออกถึงความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อคนในครอบครัวคนที่ผมรักและร่วมแชร์บางอย่างที่สำคัญกับผม แล้วมันมีเพลงนึงด้วยแต่มันไม่ได้อยู่ในอัลบั้มของเรามันเป็นเพลงที่ผมแต่งแล้วให้ลูกสาวของผมร้อง

โห นั่นมันเยี่ยมมากเลยเราอยากให้คุณใส่ลงไปในอัลบั้มจัง แล้วคุณอยากให้ลูกสาวเป็นนักร้องด้วยรึเปล่า

ผมจะปล่อยให้เธอโตขึ้นและเราจะให้เธอตัดสินใจเองครับว่าเธออยากจะร้องเพลงหรือเปล่า แต่เธอเป็นคนที่รักดนตรีมากเลยนะ แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับเธอครับ

เพลงของคุณประสบความสำเร็จมาก ๆ มียอดการฟังเป็นหลาย ๆ  ล้านครั้ง แถมเราก็ได้ยินข่าวว่ามีเด็กน้อยอายุ 8 ขวบฟังเพลงของคุณทุก ๆ วันเลย เราอยากจะถามว่าคุณคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนหรือเปล่าในตอนที่คุณเขียนเพลงขึ้นมา

อันนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก ๆ เลยครับ ผมคิดอยู่ตลอดเลยว่ามีเด็ก ๆ ชอบเพลงของวงเรานะ และผมก็เห็นอยู่ตลอดว่ามักจะมีครอบครัวที่พากันมาทั้งครอบครัวเวลามาดูคอนเสิร์ตของเรา รวมไปถึงลูก ๆ ของผมเองก็ชอบรบเร้าให้ผมเล่นเพลงของวงให้ฟังตลอด พอพูดถึงเรื่องนี้ผมมีความคิดนึงนะ เครื่องดนตรีแรกที่ผมเล่นมาตั้งแต่เด็กเลยก็คือเปียโนซึ่งแม่ของผมเธอจะเป็นสายคลาสสิกอย่าง โมสาร์ท เบโธเฟน โชแปง อะไรแบบนี้ ซึ่งผมก็จะต้องฝึกเล่นเพลงเหล่านี้ ผมก็เลยฝึกเล่นเพลงคลาสสิกมาเป็นเวลานานซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งนี้มันก็เข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกของผมเพราะฉะนั้นเวลาผมแต่งเพลงผมก็เลยแต่งเพลงที่มันมีเมโลดี้และการเลือกใช้เสียงขั้นคู่ที่มันมีความเป็นเพลงคลาสสิกอย่างในเพลง​ “Follow You” เมโลดี้มันก็จะเป็นแบบนี้ (แดนร้องให้ฟัง) “I will follow you way down wherever you may go / I’ll follow you way down to your deepest low / I’ll always be around wherever life takes you /You know I’ll follow you” เนี่ยครับซึ่งมันก็จะมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงแบบนี้ จะเป็นรูปแบบที่เป็นช่วงเสียงแบบของเพลงคลาสสิก ผมคิดว่าด้วยการเขียนเพลงแบบนี้ การใช้เมโลดี้แบบนี้ มันมีความเป็นสากลในทางใดทางหนึ่ง แน่นอนเด็กนั้นชอบเพลงคลาสสิกเสมอ ผมก็ไม่ได้เคยคิดเอาไว้ในหัวนะเวลาแต่งเพลงว่า​ “โอ้ฉันจะแต่งเพลงให้เด็กแปดขวบฟังนะ” อะไรแบบนั้น ซึ่งผมว่ามันเหลือเชื่อสุดยอดเลยนะ ที่ทุกคนสามารถรู้สึกกับมันได้

เราอยากจะรู้ว่าเราต้องรออัลบั้มใหม่ของคุณอีกนานไหมหรือว่ามันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้อัลบั้มใหม่ของเราบันทึกเสียงเสร็จแล้วกำลังอยู่ในขั้นตอนการมิกซ์เสียงอยู่ ฉะนั้นบอกเลยว่าอีกไม่นานแน่ครับ แต่ถ้าผมบอกว่ามันวางแผนเมื่อไหร่เพื่อนร่วมวงต้องฆ่าผมแน่ ๆ (หัวเราะ)

ช่วยเล่าการเรียบเรียงดนตรีในเพลง “Cutthroat” ให้เราฟังหน่อยได้ไหม

“Cutthroat”ถือว่าเป็นเพลงที่หนักที่สุดเพลงหนึ่งของเราเลย ถ้าคุณดูในโปสเตอร์ซิงเกิล “Follow You” กับ “Cutthroat” คุณจะเห็นว่ามันมีภาพลูกตาที่ปิดอยู่และเปิดอยู่ซึ่งอันนี้เป็นการบ่งบอกถึงการเป็น 2 พาร์ตของ 2 เพลงนี้ มันคล้าย ๆ กับเพลงหนึ่งคือด้าน A เพลงหนึ่งคือด้าน B ด้านหนึ่งก็คือการมองเข้ามาสู่ภายในส่วนอีกเพลงหนึ่งก็คือการเปิดตาแล้วมองออกไปข้างนอกสำรวจว่าโลกใบนี้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ด้านนี้ก็คือเพลง “Follow You”ที่เป็นเพลงของความรัก การมองออกไปจากตัวเอง ซึ่งมันก็เป็นเพลงที่มีมุมมองด้านบวก ส่วนในด้านที่เป็นรูปตาปิดก็คือด้านของเพลง “Cutthroat”ซึ่งด้านนี้มันค่อนข้างที่จะสับสนวุ่นวายหนักหน่วงมาก ผมจำได้ว่าตั้งแต่อายุประมาณ 13 ขวบ ผมก็เริ่มไปหานักจิตบำบัดจากอาการไบโพลาร์บ้าง อาการป่วยทางจิตอื่น ๆ บ้าง ดนตรีเป็นสิ่งที่ช่วยบำบัดปลดปล่อยสำหรับผม เพราะฉะนั้นเพลงในด้านดาร์กไซด์ก็คือสิ่งที่สะท้อนความสับสนวุ่นวายข้างในออกมาซึ่งผมก็รู้สึกว่ามันคงมีประโยชน์ที่ผมจะแชร์เรื่องราวเหล่านี้ให้กับผู้ฟัง มันเหมือนกับเป็นการปลดปล่อยสิ่งที่คั่งค้างอยู่ข้างเพื่อยกเอาภาระอันหนักอึ้งที่ผมแบกเอาไว้ออกมา

เพลงของคุณมักจะไปปรากฏอยู่ในวิดีโอเกมประเภทกีฬา เราอยากจะรู้ว่ามันเป็นความตั้งใจของคุณหรือเปล่าหรือว่าจริง ๆ แล้วคุณก็เป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาด้วยเหมือนกัน

แน่นอนมันไม่ใช่เป้าหมายของผม ผมแค่ทำเพลงที่ผมรัก เป้าหมายของผมก็คือการทำเพลงที่ผมรักเพื่อแชร์ให้กับผู้คน แต่ผมก็ยินดีที่เพลงของผมเข้าไปอยู่ในวิดีโอเกม จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ได้เป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาอะไรมากขนาดนั้นนะครับ คนพอเวลาเห็นผมตัวสูงแล้วมักจะเข้าใจผิดตลอดเลยว่า “เฮ้ยไอ้นี่มันตัวสูงมันจะต้องเล่นกีฬาเก่งแน่เลย” ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยครับ (หัวเราะ) แต่ผมยินดีนะที่เพลงของเราสามารถเข้าถึงคนหมู่มาก ซึ่งมันก็ไม่ได้ขัดต่อสิ่งที่เรายึดถือใด ๆ เลย ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเวลาที่ศิลปินมักจะไม่ค่อยโอเคเวลาที่เพลงของพวกเขาถูกเอาไปใช้ในสิ่งอื่น ผมคิดว่าความงามของศิลปะคือการเอาสื่อต่าง ๆ มาเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ซึ่งมันก็จะช่วยทำให้งานภาพของสื่อนั้นมันลุ่มลึกและส่งเสริมซึ่งกันและกันเพราะว่ามีเพลงใส่เข้าไปในนั้น ผมมีอะไรเจ๋ง ๆ จะบอกด้วยครับคือตอนนี้ผมกำลังทำเกมคอมพิวเตอร์อยู่ ผมก็เลยต้องศึกษาพวกการโค้ดดิ้งอะไรพวกนี้แล้วก็ทำงานกับทีมมาได้ 2-3 ปีละ คิดว่ามันน่าจะเสร็จเราราว ๆ ปีหน้าครับ

แล้วเวลาที่คุณทำเพลงใหม่ออกมาหรือทำอัลบั้มใหม่คุณคาดหวังหรือเปล่าว่าคุณจะต้องทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิม เพลงใหม่นี้จะต้องดีกว่าเพลงเดิม อัลบั้มใหม่จะต้องดีขึ้นกว่าอัลบั้มเดิม

คุณรู้มั้ยผมน่ะเป็นยังงั้นเลย แน่นอนผมรู้สึกกดดันแน่ เวลาผมทำงานเพลงออกมาผมก็ได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตมีคนฟังเพลงเป็นล้าน ๆ คนแต่ผมก็ไม่ได้วัดความสำเร็จของผมจากจุดนั้นนะ ผมจะวัดความสำเร็จของผมว่าผมได้ทำในสิ่งที่ผมรักหรือเปล่า มันเป็นสิ่งที่จริงแท้สิ่งที่ผมซื่อสัตย์กับตัวเองหรือเปล่า และผมได้แชร์มันกับคนที่ผมรักกับผู้คนต่าง ๆ ที่ผมสามารถส่งถึงทั่วโลก คุณรู้มั้ยว่าตอนนี้ผมรู้สึกกดดันน้อยลงไปมากเลยเมื่อเทียบกับตอนที่ผมอายุ 12 ที่พยายามแต่งเพลงไปให้พ่อของผมฟัง ผมคาดหวังว่าพ่อของผมจะต้องชอบมัน ซึ่งตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรแล้ว ผมมีทุกอย่างที่ผมต้องการ ผมมีเวลาดูแลครอบครัว ผมสามารถดูแลครอบครัวได้และในขณะเดียวกันผมก็ได้ทำในสิ่งที่ผมรัก

มิวสิกวิดีโอเพลง “Follow You” มันยอดเยี่ยมมากเลย เราอยากถามว่ามันเป็นยังไงบ้างที่ทุกคนได้ทำอะไรฮา ๆ แบบนั้น

มันสนุกมากเลยครับ (หัวเราะ) เรารู้สึกสนุกกับเอ็มวีนี้มากที่สุดมากกว่าที่เคยทำมาเลย ใจจริงผมไม่ชอบทำเอ็มวีเลยเพราะเราต้องร้องเพลงซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำไปซ้ำมา โดยที่มันไม่ใช่การแสดงจริง ๆ แถมเรายังต้องเต้นเหมือนลิงไปเรื่อยเลย ผมเลยไม่ชอบการถ่ายทำเอ็มวีเลย แต่กับเอ็มวีนี้มันสนุกมากครับ ภรรยาผมกับผมเป็นคนผุดไอเดียนี้ขึ้นมาเหมือนเราตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งแล้วมันก็มีไอเดียขึ้นมาว่าถ้าสมมุติว่ามีคู่รักคู่หนึ่งมาดูโชว์ของ Imagine Dragons และภรรยาเป็นแฟนตัวยงส่วนสามีนั้นไม่ใช่เลย มันช่างเป็นไอเดียที่จีเนียสมาก และเราไม่ค่อยได้ดูทีวีนะแต่ว่าโชว์ที่ผมดูบ่อยมากคือ “It’s Always Sunny in Philadelphia” ซึ่งเราชอบมาก ๆ ผมเลยคิดว่าเราควรทำอะไรแบบนี้เราก็เลยเอาไอเดียมาผสมกัน มันสนุกมาก ๆ เลยครับ

ได้ฟังคุณเล่าถึงการทำเพลงหรือแม้กระทั่งการทำเกมดูเหมือนว่าคุณจะมีพลังในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาเลย เราอยากจะรู้เคล็ดลับว่าคุณมีวิธีอะไรในการเก็บรักษาพลังนี้เอาไว้และคอยผลักดันให้คุณสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ออกมาได้ตลอด

ผมว่ามันคงเป็นเวลาที่คนเราทำอะไรในภาวะกดดันมั้งครับ (หัวเราะ) มันผลักดันผมเลยล่ะ จริง ๆ แล้วตั้งแต่ยังเด็กผมพบว่าไม่มีอะไรทำให้ผมรู้สึกดีได้เท่ากับการสร้างสรรค์อะไรสักอย่างออกมา หรือการเอาชิ้นส่วนทั้งหลายมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา เหมือนกับการต่อเลโก้อะไรอย่างนั้นบางสิ่งที่ทำให้คุณโฟกัสกับมันได้ บางสิ่งที่ทำให้ผมบอกออกมาได้ว่าผมกำลังรู้สึกอะไรอยู่ ผมไม่จำเป็นจะต้องเขียนเพลงไว้ 300 เพลงเพื่อทำอัลบั้มนอกเสียจากว่าคุณรักที่จะทำมัน ใครต้องการเพลงของ Imagine Dragons ถึง 300 เพลง ผมอยู่กับเดโมที่ผมทำขึ้นมาเป็นพัน ๆ เพลงก็เป็นเพราะว่าผมรักมันครับ จริง ๆ แล้วผมไม่มีความลับเลย เคล็ดลับนั้นมันก็แค่เป็นการปลดปล่อยสำหรับผมเท่านั้นเอง

ในช่วงปี 2019 ถึง 2020 ที่ผ่านมา เราไม่เคยได้ฟังเพลงจาก Imagine Dragons เลยเหมือนกับคุณได้ไปพักผ่อนได้พักจากช่วงที่เหมือนกับว่ามันไม่โฟลว์เท่าไหร่ เราอยากจะรู้ว่ามันมีความจำเป็นไหมสำหรับศิลปินที่จะต้องมีช่วงพักสำหรับพวกเขา

ครับสำหรับในแง่ของการสร้างสรรค์อะไรสักอย่า งผมบอกเลยว่ามันมีความสำคัญมากสำหรับการทำให้จิตใจนั้นปลอดโปร่งมีสุขภาพใจที่แข็งแรงอยู่ตลอด แน่นอนผมต้องการการพักอย่างแน่นอน ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อนผมจำไม่ได้ว่าเป็นงานอะไรตอนนั้นเรากำลังจะต้องไปแสดงต่อหน้าคนจำนวนมากแล้วก็มีวงดนตรีมากมายที่ไปเล่นในงานนั้นผมจำได้ว่าวันนั้นผมรู้สึกมึนตึงมาก ๆ แล้วก็มีความคิดขึ้นมาในหัวเลยว่า “ผมไม่อยากจะทำมันแล้วว่ะ” แต่พอมาคิดว่า “นี่มันโคตรจะเห็นแก่ตัวเลยมีเด็ก ๆ และผู้คนมากมายรอฟังเราอยู่นะ” ซึ่งตอนนั้นผมทำเพลงมาเป็นเวลา 10 ปีโดยไม่ได้หยุดพักเลยแล้วก็มีโชว์หลายร้อยโชว์ในแต่ละปีซึ่งมันรู้สึกเหนื่อยมาก ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมคือใคร ผมแทบเสียสติไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าผมเป็นใคร สูญเสียช่วงเวลาของตัวเอง สูญเสียครอบครัว สูญเสียสิ่งที่สำคัญในชีวิต ผมก็โทรหาผู้จัดการของผมบอกว่าโอเคมันจบแล้วผมอยากขอพักก่อนเพื่อที่จะได้ทบทวนแล้วกลับมาตามหาตัวเองอีกครั้ง และในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามันก็เหมือนกับผมค่อย ๆ หยิบชิ้นส่วนต่าง ๆ มาประกอบเป็นตัวเองอีกครั้ง ได้กลับมารู้ว่าใครคือแดนอีกครั้ง

เราอยากรู้ว่าสมาชิกคนอื่น ๆ ในวงช่วยซัพพอร์ตคุณยังไงบ้างในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

เป็นคำถามที่ดีมากเลยครับ พวกเขานั้นมหัศจรรย์มาก พวกเขาเป็นเหมือนพี่น้องของผมและคอยให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้ พวกเขาอดทนกับผมมากและใจดีกับผมมาก ๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันเหมือนคล้าย ๆ กับเป็นวงบำบัดสำหรับผม มีหลาย ๆ ครั้งที่เรามักจะมานั่งอยู่ในสตูดิโอนั่งล้อมวงแล้วก็แลกเปลี่ยนอะไรกันเหมือนอยู่ในวงบำบัดซึ่งมันช่วยผมได้มากเลยทีเดียว พวกเขาเป็นคนที่อดทนมาก ๆ ใจดีมาก ๆ ยอดเยี่ยมมาก ๆ ผมโชคดีมาก ๆ ครับที่ได้ร่วมวงกันกับพวกเขา

Imagine Dragons

ในสายตาของคนที่เป็นแฟนตัวยงของวง เพลงของ Imagine Dragons นั้นเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก ตั้งแต่อัลบั้ม ‘Night Visions’ ที่มีอะไรที่ลุ่มลึก แต่พอวงเริ่มมีชื่อเสียงและโด่งดังก็เริ่มได้รับเสียงวิจารณ์ว่าวงไม่มีอะไรเป็นพิเศษแค่วงพอปร็อกทั่วไป คุณรับมือกับเสียงวิจารณ์เหล่านั้นยังไง

พอผมยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็มาอยู่ในจุดที่ผมไม่ใส่ใจมันเลยครับ เมื่อคุณมาถึงในจุดที่คุณค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มีคนได้ยินเพลงของคุณมากขึ้นเรื่อย ๆ มันก็ย่อมมีคนที่จะไม่ชอบเพลงของคุณมากขึ้นด้วยเหมือนกัน แนวทางของผมก็คือการทำอะไรให้หลากหลาย ซึ่งก็มีอยู่หลายวงที่เลือกที่จะทำในสิ่งที่พวกเขาถนัดแล้วก็ทำมันซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งผมก็เคยหวังว่าผมจะทำแบบนั้นได้นะซึ่งมันจะเป็นชีวิตที่ง่ายสำหรับผมมากเลยกับการทำอะไรที่ทำได้ดีอยู่แล้วซ้ำแล้วซ้ำอีกเขียนเพลงแบบเดิมซ้ำ ๆ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นและไม่ทำให้ผมรู้สึกอยากเล่นบนเวทีเพราะฉะนั้นผมบอกได้เลยว่าอัลบั้มใหม่นี้จะต้องเป็นอัลบั้มที่มีความหลากหลายมากที่สุด แต่ในทุกครั้งที่ผมเขียนในทุก ๆ คำทุก ๆ เมโลดี้ผมเพียงแค่จะซื่อสัตย์กับทุกสิ่งที่ผมทำ ซื่อสัตย์กับทุกอย่างที่คุณทำในชีวิตและเชื่อมั่นในสิ่งเหล่านั้น ผมรักวงนี้ ผมรักในทุกถ้อยคำที่ผมเขียนออกมา

คุณรู้สึกยังไงบ้างเวลามีวงดนตรีเอาเพลงของ Imagine Dragons ไปคัฟเวอร์ในสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น คัฟเวอร์เพลง “Radioactive” เป็นเฮฟวีเมทัลเลย

ผู้จัดการผมมักจะคุยกับผมเสมอเวลามีใครมาคัฟเวอร์เพลงของเรา แล้วถ้าเขาถูกใจเขาก็จะส่งมันมาให้ผมฟัง ฉะนั้นผมจะได้ดูมันตลอดเลยแล้วผมรักมันมากเลยครับ บางครั้งมันทำให้ผมนี่ร้องไห้ได้เลย การได้เห็นว่าดนตรีนั้นได้เดินทางข้ามวัฒนธรรมข้ามภาษามันสร้างแรงบันดาลใจให้กับผมมาก ๆ เลย ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจในการที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกใบนี้เล็กลงในวิถีทางที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของบางอย่าง ผมรักมันมากเลย

อยากรู้ว่าใครคือแรงบันดาลใจของคุณและวง  Imagine Dragons ในการทำเพลงในแบบที่คุณกำลังทำอยู่

อิทธิพลของผมหรอครับ อิทธิพลของผมก็มี Harry Nillson, Paul Simon, Cat Stevens , Billy Joel, The Beatles , Rolling stones, Tupac, Dre, Tina Turner ผมรักที่จะฟังอัลบั้ม ‘Graceland’ ของ Paul Simon มากกว่าอื่นใดในโลกใบนี้ ผมฟังมันเกือบจะทุกสัปดาห์ ผมรักในท่วงทำนองของมัน มันสวยงามมากและเนื้อเพลงของมันด้วยมันช่างตรงไปตรงมาแต่ก็มีความเป็นบทกวี ผมมักจะฟังเพลงของพวก singer-songwriter และก็เพลงฮิปฮอป และส่วนใหญ่ก็คือเพลงพอปยุค 90s แล้วก็มีกรันจ์ร็อกนิดหน่อย ถึงผมจะไม่ค่อยฟังเพลงร็อกเท่าไหร่แต่ผมก็ฟังกรันจ์ร็อกผมชอบ Nirvana และ Pearl Jam อย่างพวกเพลงคลาสสิกร็อกนั่นไม่ใช่แนวผมเลยนี่แหละครับคืออิทธิพลหลัก ๆ ของผม

อะไรคือแรงบันดาลใจในวิวัฒนาการในซาวด์ของวง Imagine Dragons ตั้งแต่แรกเริ่มจนมาถึง “Follow You”

เพลง “Follow You” ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘The Beach Boys’ ผมรักอัลบั้ม ‘Pet Sound’ มาก “Follow You” นั้นมีแรงบันดาลใจจาก The Beach Boys มาก หลัก ๆ เลยก็คือในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมมักจะทำเพลงในแบบที่ผมชอบในช่วงเวลานั้นแล้วมันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ  ผมไม่สามารถเขียนเพลงแบบ “Radioactive” ได้แล้วในเวลานี้ มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมสนใจ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมมองหาในเวลานี้ สิ่งที่ผมปรารถนามากที่สุดในโลกใบนี้เลยก็คือการที่ผมได้ทำเพลงที่ส่งออกไปให้กับคนที่สามารถมีปฏิกิริยากลับมาจากสิ่งนั้น ไม่ว่าเขาจะเกลียดมันก็ตาม ผมไม่ได้ทำเพื่อหวังที่จะให้เขารัก อย่างเพลง “Cutthroat” มันเป็นเพลงที่เต็มไปด้วยความกังวลผมเขียนมันด้วยความกังวล ก็เป็นไปได้ที่จะมีคนเกลียดมัน และก็เป็นไปได้ที่มันจะเป็นเพลงที่คนรักมากที่สุดในเพลงของ Imagine Dragons ส่วน “Follow You” นั้นผมคิดว่ามันเป็นเพลงที่กลาง ๆ น่าจะเข้าถึงคนทุกกลุ่มที่สุดแล้วในเพลงของ Imagine Dragons ผมทำให้เหมือนกับมันเป็นของขวัญของภรรยา ที่ผมห่อด้วยกระดาษห่อของขวัญและผูกโบแล้วก็ยื่นให้เธอแกะมันออกมา เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะชอบหรือจะรักในเพลงที่ผมเขียน ผมก็ได้รักในสิ่งที่ผมทำไปแล้ว

อะไรคือสิ่งที่คุณคาดหวังจากเพลงของ Imagine Dragons นับจากนี้

การคาดหวังก็คือไม่คาดหวัง ผมผ่านช่วงอะไรต่าง ๆ มามากมายในช่วงที่ผ่านมาทั้งการเหนื่อยล้า การหย่าร้างกับภรรยาและห่างไกลจากลูก ๆ จนผมได้พบกับการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณและได้กลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนไปจากสิ่งทั้งหลายที่ผมได้พบมาแล้วผมก็คิดว่าดนตรีของผมมันจะสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมาได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเติบโตขึ้นแฟนเพลงเองก็เติบโตไปกับเราด้วยเหมือนกัน การทำในสิ่งที่เมื่อ 10 ปีที่แล้วเคยทำไปแล้วและมอบสิ่งเดิมให้กับแฟน ๆ มันเป็นอะไรที่ไม่แฟร์มาก ๆ ฉะนั้นสำหรับเพลงใหม่ ๆ เหล่านี้มันก็เหมือนกับการพาพวกเขาไปยังสถานที่ใหม่ ๆ ที่แตกต่างออกไปครับ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส