เกาหลีเหนือ

เยาวชนเกาหลีเหนือโดนจับเท่าอายุ-ทำงานหนัก โทษฐานชม ‘ภาพยนตร์เกาหลีใต้’ เพียงแค่ 5 นาที

ประเทศเกาหลีเหนือยังดำเนินการตามกฏหมายห้ามนำสื่อทั้งเพลง ภาพยนตร์ และสื่ออื่น ๆ จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศเกาหลีใต้เข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าหรือการรับชมก็ตาม เพราะทางการถือว่าเป็นภัยคุกคามต่ออุดมการณ์ของประเทศ และมีบทลงโทษที่รุนแรง ตั้งแต่การตัดสินจำคุก จนถึงขั้นประหารชีวิตหากฝ่าฝีน อย่างเช่นกรณีล่าสุดที่มีชาวเกาหลีเหนือลักลอบนำไฟล์ภาพยนตร์ซีรีส์ชื่อดังของเกาหลีใต้ ‘Squid Game’ เข้ามายังประเทศเกาหลีเหนือ ทำให้ผู้ที่ลักลอบนำเข้าถูกตัดสินประหารชีวิต ส่วนนักศึกษาที่ลักลอบซื้อซีรีส์ไปรับชมก็ต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต ส่วนอีกหลายคนก็ต้องถูกเนรเทศไปทำงานในเหมือง

เกาหลีเหนือ
‘คิมจองอึน’ ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ

ล่าสุด เว็บไซต์ ‘Daily NK‘ ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางการเกาหลีเหนือ ได้เข้าจับกุมเด็กนักเรียนอายุ 14 ปี ที่อาศัยอยู่ที่เมือง ‘รยองกัง’ (Yanggang) และเรียนอยู่ที่โรงเรียนประถมและมัธยมแห่งเมืองฮเยซอง (Hyesan) เนื่องจากตนได้กระทำผิดกฏหมาย ลักลอบรับชมภาพยนตร์แนวดราม่าทริลเลอร์จากเกาหลีใต้ เรื่อง ‘The Uncle’ (2019) ผลงานการกำกับของ ‘คิมจินฮยอง’ (Hyoung-jin Kim)

การลักลอบชมภาพยนตร์หรือสื่อ (หรือวัสดุสื่อใด ๆ ) จากเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ รายการทีวี หรือเพลง ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฏหมายที่ร้ายแรงที่เป็นภัยคุกคามต่อความบริสุทธิ์ทางอุดมการณ์ในเกาหลีเหนือ โดยมีกฏหมายที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 27 ที่ระบุว่า “ผู้ใดที่ได้พบเห็น ได้ยิน หรือเก็บบันทึก หรือกระทำการการนำเข้า จำหน่ายจ่ายแจก หรือบันทึกรวบรวมภาพยนตร์ รายการทีวี เพลง หนังสือ งานศิลปะของเกาหลีใต้ จะต้องถูกจำคุกไม่น้อยกว่า 5 ปี และไม่เกิน 15 ปี และให้ระวางโทษเป็นแรงงานราชทัณฑ์”

เกาหลีเหนือ
ภาพยนตร์เกาหลีใต้
เรื่อง ‘The Uncle’ (2019)

และมีการระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ที่จัดหาหรือส่งเสริมเนื้อหาดังกล่าวให้คนหมู่มากได้ชม จะถือว่าเป็นอาชญากรรมขั้นสูงสุดและต้องได้รับโทษประหารชีวิต แต่เนื่องจากเด็กผู้นี้ลักลอบรับชมแต่เพียงอย่างเดียว เด็กนักเรียนผู้นี้จึงถูกทางการสั่งตัดสินจำคุก 14 ปี หรือนานเทียบเท่ากับอายุตนเอง และยังต้องถูกเกณฑ์ไปเป็น ‘แรงงานราชทัณฑ์’ เพื่อทำงานชดใช้ความผิด โดยมีรายงานเกี่ยวกับความผิดนี้ด้วยว่า “ไม่ถือว่าผู้ต้องหาอายุน้อยเกินไป”

แม้ว่าบทลงโทษนี้จะไม่ได้กำหนดอัตราโทษสำหรับเยาวชนไว้อย่างชัดเจน แต่ก็มีข้อสังเกตที่ค่อนข้างชัดว่า ทางการเริ่มพยายามจะบังคับใช้กฏหมายนี้กับกลุ่มเยาวชนมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้มงวดและความเกรงกลัวต่อกฏข้อบังคับในกลุ่มเยาวชน เนื่องจากมีแนวโน้มว่าสื่อบันเทิงจากเกาหลีใต้ ทั้งภาพยนตร์ เพลง และซีรีส์นั้นได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาว และเปิดรับ ‘อุดมการณ์พึ่งพาตนเอง’ (Juche – จูเช) ของเยาวชนในโรงเรียนเริ่มลดน้อยถอยลง

เกาหลีเหนือ
‘The Uncle’ (2019)

ตัวอย่างเช่นในเดือนกุมภาพันธ์ พ่อแม่ของเยาวชนชายผู้หนึ่งถูกทางการเนรเทศไปกักขังในค่ายกักกันในพื้นที่ชนบทห่างไกล หลังจากที่จับได้ว่าเยาวชนชายผู้นั้นลักลอบดูสื่อลามกในบ้าน ซึ่งผู้ที่กระทำผิดในลักษณะนี้ อาจโดนลงโทษให้จ่ายค่าปรับเป็นเงินจำนวนมาก หรืออาจต้องถูกส่งไปยังค่ายกักกันทางการเมืองในพื้นที่ห่างไกลแทน

เกาหลีเหนือ

การสั่งแบนสื่อจากต่างประเทศของเกาหลีเหนือเริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 1980 จากการไหลบ่าของสื่อในบ้าน (Home video) เช่น เทปวิดีโอ VHS จากประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถลักลอบเข้าประเทศได้ง่ายขึ้น ทางการจึงได้จัดตั้งแผนกข่าวและโฆษณา (Propaganda and Agitation Department (PAD)) เพื่อปล่อยโฆษณาชวนเชื่อและควบคุมประชาชนจากสื่อต่างประเทศ รวมถึงสื่อเกาหลีเหนือ ซึ่งผู้ที่นำลักลอบเข้ามาจะมีโทษประหารชีวิต

จนกระทั่งในทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา แม้จะมีรายงานการประหารชีวิตจากข้อหานี้ลดลงอย่างมาก แต่กฏหมายใหม่ที่บัญญัติขึ้นก็ทำให้มีรายงานการสั่งลงโทษประหารชีวิตและการลงโทษ จับกุมในคดีนี้ก็กลับมาเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากการบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัดมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อตอบโต้ปรากฏการณ์ความนิยมสื่อเกาหลีใต้ในหมู่เยาวชนเกาหลีเหนือที่กำลังทวีความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ


อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส