Collateral Beauty: หนังดราม่าบทดีส่งท้ายปีที่จะสอนให้เรามองหาความงดงามในความเศร้า

หนังดราม่าอบอุ่นฝั่งฝรั่งปลายปีสำหรับช่วงคริสต์มาสปีนี้ คงไม่มีเรื่องไหนเด่นเท่า Collateral Beauty ที่ปะหน้ามาเป็นหนังแนวฟีลกู้ดเรียนรู้ชีวิต ซึ่งจะว่าไปเราเห็นหน้า Will Smith ในหนังแนวนี้บ่อยเหลือเกิน จนออกจะคิดไปว่ามันก็คงเหมือนๆกันไปหมด แต่หนังเรื่องนี้ก็มีความน่าสนใจในตัวเองไม่น้อย แม้ว่าชื่อผู้กำกับอย่าง David Frankel จาก The Devil Wears Prada (2006) และ คนเขียนบทอย่าง Allan Loeb จาก Just Go with It (2011) จะไม่ได้ชวนให้รู้สึกว้าวมากนักก็ตาม แต่รายชื่อดาราที่มาร่วมเล่นอย่างคับคั่งก็บอกความมีของดีในตัวของมันเองพอประมาณครับ

โดมิโน่ ถูกนำมาใช้หลายครั้งในหนังอย่างคมคาย

หนังค่อนข้างหลอกผู้ชมหลายตลบอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะใครที่ชมตัวอย่างหนังไปก่อนนี่โดนไปเต็มๆเลย ถ้าจะให้เล่าเนื้อเรื่องอย่างไม่เสียอรรถรสก็ขอเล่าตามที่ตัวอย่างหนังอยากให้เราทราบครับ ว่าเกี่ยวกับ ฮาวเวิร์ด (วิล สมิธ) ชายผู้เสียลูกสาวแสนรักไป ด้วยความที่ตัดใจไม่ได้ทำให้เขาละทิ้งทุกสิ่งอย่างในชีวิตรวมถึงกิจการที่ตนเองก่อร่างสร้างขึ้นมากับมือด้วย นี่จึงเป็นเหตุให้คู่หูที่ทำกิจการด้วยกันอย่าง วิท (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ตัดสินใจดึงหัวของบริษัทอย่าง แคลร์ (เคท วินสเลต) และ ไซม่อน (ไมเคิล พีน่า) เกลี้ยกล่อมให้ฮาวเวิร์ดขายกิจการนี้เสียก่อนทุกอย่างจะพังพินาศ ซึ่งจะว่าไปที่จริงทั้งหมดก็ล้วนเป็นเพื่อนที่รักกันมากทีเดียว นี่จึงเป็นการตัดสินใจสำคัญที่อาจทำลายความสัมพันธ์ของแต่ละคนลงได้ทีเดียว ในอีกด้านหนึ่งฮาวเวิร์ดที่เขียนจดหมายส่งไปให้ เวลา (เจคอบ ลาติมอร์) ความตาย (เฮเลน เมียร์เรน) และความรัก (เคียร่า ไนท์ลีย์) เพื่อตัดพ้อต่อว่าในโชคชะตาของตน วันหนึ่งก็ได้พบกับเหล่านามธรรมเหล่านั้นในรูปของวิญญาณที่เข้ามาเพื่อตอบโต้สิ่งที่เขาเขียน โดยพยายามสอนให้เห็นคุณค่าและเนื้อแท้ของทั้งเวลา ความตาย และความรัก ซึ่งจะทำให้ตัวละครทั้งหลายได้เรียนรู้ถึงคำว่าความสุขและชีวิตไปพร้อมๆกัน

ไงล่ะแค่พล็อตก็ปูมาฟีลกู้ดอิ่มเอมใจแล้วล่ะ นึกไปก็ชวนให้นึกถึงหนังที่ว่าประเด็นคล้ายกันอย่าง Inside Out (2015) เหมือนกัน ซึ่งถ้าใครที่คิดว่าหนังแนวนี้ก็มาอีหรอบนี้อีกแล้วล่ะก็ อยากจะบอกว่าในตัวหนังเต็มๆเองมีอะไรให้เซอร์ไพรสมาก แม้ประเด็นจะไม่ได้ใหม่แต่ก้ใช้ลีลาชั้นเชิงในการเล่าเรื่องได้น่าติดตามทีเดียว อย่างที่บอกว่าตัวอย่างหนังเล่ามาไม่หมดนั่นเอง นอกจากนั้นในช่วงท้ายยังมีการพลิกให้เราว้าวได้ด้วย ขอเล่าแบบอ้อมๆไม่ให้เสียอรรถรสแบบนี้แล้วกันครับ ยืนยันว่าอยากให้ชมตัวอย่างหนังแล้วไปโดนหนังจริงๆจะให้ความรู้สึกว้าวมากๆ

ความรัก: นายทิ้งฉันไปไม่ได้ เพราะฉันอยู่ในตัวนาย ฉันอยู่ในทุกสิ่ง
ความตาย: “เธอซ่อมจิตใจตัวเองไม่ได้ ลูกสาวเธอตายนะ มันไม่ใช่อะไรที่จะซ่อมได้”
เวลา: “นายเขียนจดหมายมาต่อว่าฉัน แต่เป็นฉันต่างหากที่ควรด่านาย ฉันคือของขวัญ ฉันให้นายใช้อย่างฟรีๆ แต่นายเอาไปใช้แบบเสียเปล่า”

พิจารณาดีๆต้องชื่นชมคนเขียนบทครับ ว่าเขียนบทหลายๆช่วงออกมาได้น่าสนใจ โดยเฉพาะบทสนทนาสวยๆ คมๆ ที่ทำให้ฉุกคิดต่างๆ มีความฉลาดมากๆ แม้ว่าพอพยายามพลิกหนังไปมาหลายครั้งจะทำให้เกิดช่องโหว่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ขัดอารมณ์ให้ไม่อินกับหนังแต่อย่างใด พิจารณาที่ตัวบทอย่างเดียวนี่เจ๋งมากๆครับ ตรงนี้เชื่อว่าคงเป็นสาเหตุให้นักแสดงชั้นนำทั้งหลายตกลงปลงใจรับเล่นเรื่องนี้แน่ๆครับ

แต่ถึงกระนั้นหนังก็ไม่ใช่ว่าจะดีเยี่ยมงดงาม ต้องยอมรับว่าองค์ประกอบหลายอย่างในหนังทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่สุดตามความคาดหวังนัก ซึ่งก็พยายามหาอยู่ว่าคืออะไร และคิดว่าประการแรกคือแคสติ้งที่ไม่ลงตัว ไม่ใช่ว่าเล่นไม่ดี แต่ดึงศักยภาพนักแสดงมาใช้ได้ไม่หมด แต่ตรงนี้จะโทษทีมสร้างก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะจริงๆแล้วบทมันกระจายน้ำหนักให้สวยงามในภาพรวมมากกว่าที่จะยกให้บทไหนเด่นออกมาเพียงลำพัง ซึ่งพอเราเห็นนักแสดงบางคนที่เก่งมากๆต้องมาเล่นแบบน้อยไปหน่อย ซัพพอร์ทบทอื่นไปหน่อยอะไรแบบนี้มันก็เสียดายอยู่เหมือนกันครับ

ประการที่สองก็สืบเนื่องมาจากประการแรก นั่นก็คือทิศทางการกำกับการแสดงในบางซีนยังไม่คมพอ ก็ด้วยเคมีของนักแสดงในบางกลุ่มบางซีนมันไม่ลงกันให้เชื่อได้สนิทใจด้วยล่ะครับ กระนั้นถ้าตัดไม่ใส่ใจอะไรที่ว่ามานี้ได้ นี่เป็นหนังดราม่าที่ควรค่าแก่คริสต์มาสเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ

สรุป

น่าจะเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ถูก underrated จากนักวิจารณ์ครับ เพราะเอาจริงๆหนังก็มีดีของมันอยู่ไม่น้อยนะ ยิ่งคอดราม่าฟีลกู้ด สอนใจสอนชีวิต ดูแบบได้คติเอาไปใช้ชีวิตต่อด้วยแล้วยิ่งไม่ควรพลาดเลยครับ บทงดงามมากๆที่สำคัญมันว้าวในหลายๆแง่มากๆที่ไม่อาจสปอยล์ได้ ต้องไปชมเองครับ