Connect with us

ภาพยนตร์

คำวิจารณ์จากรอบสื่อมวลชนของ Wonder Woman : นี่แหละหนัง DC ในแบบที่ควรจะเป็น

Wonder Woman ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หญิงคนแรกของ DCEU (จักรวาลขยายของ DC) ได้เปิดฉายรอบสื่อมวลชนให้นักข่าว, นักวิจารณ์ และผู้ชมบางส่วนในต่างประเทศได้ชมกันไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเริ่มฉายจริงในวันที่ 1 มิถุนายน 2017 นี้ ซึ่งกระแสตอบรับออกมาค่อนข้างดีเลยทีเดียว

Published

on

Wonder Woman ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หญิงคนแรกของ DCEU (จักรวาลขยายของ DC) ได้เปิดฉายรอบสื่อมวลชนให้นักข่าว, นักวิจารณ์ และผู้ชมบางส่วนในต่างประเทศได้ชมกันไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเริ่มฉายจริงในวันที่ 1 มิถุนายน 2017 นี้ ซึ่งกระแสตอบรับออกมาค่อนข้างดีเลยทีเดียว

มาเริ่มต้นกันที่ Eric Eisenberg จาก CinemaBlend ได้กล่าวว่า Wonder Woman เป็นภาพยนตร์ DCEU ที่เขาชื่นชอบมากที่สุด โดย Gal Gadot เป็นศูนย์กลางของเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม และการตัดข้ามจากเนื้อเรื่องในตำนานโบราณมาสู่เรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นดูเข้าท่ามากทีเดียว และการแสดงของ Chris Pine ในบท Steve Trevor ก็ยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน

Mike Ryan จาก Uproxx ได้กล่าวว่า Wonder Woman ทำให้นึกถึง Superman ของ Christopher Reeve ที่ดูเชยไปแล้วในปัจจุบัน

Kate Erbland จาก Indiewire กล่าวว่า Wonder Woman เป็นภาพยนตร์ DCEU ที่ดีที่สุด มีทั้งอารมณ์ขันและจิตวิญญาณอย่างที่แฟรนไชส์นี้ต้องการ และ Gal Gadot กับ Chris Pine ก็มีเสน่ห์มากจริงๆ

Silas Lesnick จาก Coming Soon กล่าวว่า Wonder Woman เป็นภาพยนตร์จาก DC ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ The Dark Knight

Germain Lussier จาก io9 กล่าวว่า Wonder Woman เป็นภาพยนตร์ที่น่าตื่นเต้น, มีอารมณ์ขัน และฉากแอ็คชั่นที่ยอดเยี่ยม

สุดท้าย Alisha Grauso จาก Moviepilot ได้กล่าวว่า Gal Gadot แสดงได้อย่างยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย เป็นฮีโร่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ DCEU และ DC กำลังมาถูกทางแล้วจริงๆ

แต่อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำวิจารณ์จากผู้ที่ได้ชม Wonder Woman รอบสื่อมวลชนในต่างประเทศเท่านั้น มิใช่สิ่งที่จะตัดสินว่า Wonder Woman นั้นจะถูกใจท่านมากน้อยเพียงใด จึงควรใช้วิจารณญาณของท่านในการรับชมด้วยเช่นกัน

Wonder Woman จะเข้าฉายในวันที่ 1 มิถุนายน 2017 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : CINEMABLEND

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Be With You: เกาหลีคัฟเวอร์ แบบ Easy Listening

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

ก่อนที่ซูอา (รับบทโดย ซอนเยจิน) จะตายจากโลกนี้ไป เธอได้ให้คำมั่นสัญญากับ อูจิน สามีของเธอ (รับบทโดย โซจีซอบ) และ จีโฮ ลูกชายที่ยังเล็กอยู่ของเธอ (รับบทโดย คิมจีฮวัน) ว่าเธอจะกลับมาหาเขาอีกครั้งในวันที่ฝนตกแรกของปีถัดมา แม้มันจะดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเธอได้ทำตามคำสัญญานั้นจริง ๆ ทว่าเธอกลับมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป ครั้งนี้อูจินจะรั้งเธอไว้ไม่ให้หายไปได้หรือไม่ แล้วซูอาคนที่น่าจะตายไปแล้วนี้แท้จริงคือใครหรืออะไร ติดตามเรื่องราวความรักสุดซึ้งของพวกเขาได้ในโรงภาพยนตร์จ้า

เดิมหนังเรื่องนี้เคยเป็นหนังญี่ปุ่นที่ออกฉายเรียกน้ำตาและรอยยิ้มแฟน ๆ ทั่วเอเชียมากแล้วเมื่อปี 2004 โดยดัดแปลงจากนิยายของ อิชิคาวะ ทาคุจิ ตอนนั้นก็เกิดเป็นปรากฏการณ์ตุ๊กตาไล่ฝนกลับหัวในไทยเช่นกัน ขนาดว่าดีวีดีบ็อกเซ็ตของหนังเรื่องนี้ยังแถมเจ้าตุ๊กตาไล่ฝนมาให้เลยด้วย ส่วนตัวผมชอบเวอร์ชั่นนั้นมากนะ ทั้งเนื้อหาที่แปลกใหม่ การเล่าเรื่องแบบพลิกเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องไปมาที่ไม่ค่อยเจอในหนังรัก และบรรยากาศฝนตกที่แสนอบอุ่น ขนาดว่ายังจำรายละเอียดของเวอร์ชั่นเดิมได้อยู่เลย ปกติหนังทั่วไปดูนาน ๆ แล้วก็ลืมแต่กับเรื่องนี้ไม่

ฉบับญี่ปุ่นแสดงนำโดย ทาเคอุจิ ยูโกะ และ นากามุระ ชิโดะ ที่อินจัดจนแต่งงานกันจริงหลังจากหนังเรื่องนี้เลยด้วย

การกลับมาครั้งนี้นับว่ามีความพิเศษมากเหมือนกัน เพราะเป็นการทิ้งห่างจากฉบับญี่ปุ่นถึง 14 ปี และได้รับการตีความใหม่จากผู้กำกับเกาหลีอย่าง ลีชางฮุน ซึ่งเป็นชาติที่ทำหนังขยี้น้ำตาได้ดีมากอีกเช่นกัน ทั้งยังได้ดาราแม่เหล็กมาก ๆ มารับบทนำทั้ง ซอนเยจิน ที่กำลังติดตาติดใจผู้ชมเน็ตฟลิกซ์ชาวเอเชียจากซีรีส์โดนเด็กเต๊าะ Something in the Rain และหนึ่งในสมบัติชาติเกาหลีเคียงคู่กับ กงยู อย่าง โซจีซอบ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งนับตั้งแต่ซีรีส์ Delicious Proposal (2001) เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่คัดเข้มข้นอย่างดีโดนใจสายหวานซึ้งเลยทีเดียว โดนใจขนาดไหนเอาแค่ว่าในบ้านที่เกาหลีใต้ หนังเรื่องนี้ทำลายสถิติหนังรักที่มียอดคนดูถึง 1 ล้านคนเร็วที่สุดภายใน 7 วัน ชนะเจ้าของสถิติเดิมอย่าง Architecture 101 (2012) ที่มีน้องสาวแห่งชาติอย่าง ซูจี แสดงนำ ซึ่งเคยทำได้ใน 8 วันไปด้วย

 มาว่ากันที่ตัวหนังเวอร์ชั่นนี้ดีกว่า เอาส่วนที่ชอบก่อนเลย ทีมงานเลือกนักแสดงมาเข้าคู่กันดีมาก ทั้งโซจีซอบและซอนเยจินนั้นเหมาะมากทั้งบทตลกนิด ๆ และบทหวานบทซึ้ง ในขณะที่ด้านโปรดักชั่นก็มาตรฐานสูง ทั้งภาพและมุมกล้อง ฉากการออกแบบศิลป์ถ่ายทอดบรรยากาศฤดูฝนนั้นก็อบอุ่นตราตรึงใจมาก สมกับโปรดักชั่นแบบเกาหลี ที่เทียบกับฉบับญี่ปุ่นนั้นของเดิมจะให้ความรู้สึกสดใสซึ้งแบบไม่หม่นเศร้าเท่า นอกจากนั้นฉบับใหม่ยังคิดกิมมิกใหม่ ๆ มาทดแทนของเดิมที่เป็นตุ๊กตาไล่ฝนด้วย ก็ทำให้มีรายละเอียดที่แตกต่างพอให้น่าสนใจเพิ่มจากของเดิมได้ด้วย อีกอย่างที่เป็นข้อดีมากคือหนังดูง่ายมาก มีใส่มุกตลกผ่านตัวละครเพื่อนพระเอกที่สร้างใหม่ได้ลื่นไหลดี และวิธีการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนก็ถูกเรียบเรียงใหม่ตามลำดับเวลา และใช้การอธิบายแบบชัดเจนแบบไม่ต้องงงคิดเองกันเลย ใครที่ดูฉบับนี้เป็นฉบับแรกน่าจะชื่นชอบอย่างมาก โดยเฉพาะสาวกคอหนังคอซีรีส์เกาหลีน่าจะถูกใจกับแขกรับเชิญคุ้นหน้าคุ้นตาหลากหลายคนด้วย

ข้อเสียก็เป็นส่วนของข้อดีนั่นเอง เพราะหนังเปลี่ยนเสน่ห์แบบญี่ปุ่นที่ต้องคิดตามความรู้สึกตัวละครที่แสดงออกมาไม่ผ่านคำพูด ตามแบบพูดน้อยแต่ได้มากไปจนหมด เพราะหนังเลือกจะพูดทุกอย่างอธิบายทุกอย่างจนหมดเปลือก นอกจากนั้นการที่หนังไม่ได้หนีจากฉบับเดิมมากนัก คนที่เคยดูฉบับเดิมมาก่อนประทับใจมาก่อนก็ย่อมจะฝังใจกับฉบับเก่าในฐานะความทรงจำแรกมากกว่านั่นเอง ส่วนข้อติงอีกเล็กน้อยก็คงเป็นความชอบส่วนตัวที่ชอบการแสดงตัวลูกชายในฉบับเดิมมากกว่า ซึ่งจะดูเก็บความรู้สึกแล้วพอปล่อยความในใจออกมามันมีอิมแพกกับคนดูมากกว่า ฉบับนี้ดูน่าหงุดหงิดกับนิสัยโวยวาย และเปิดเผยมากไป ทำให้ไม่ค่อยสงสารเท่าไหร่

สรุปเป็นหนังเกาหลีที่น่าจะถูกใจใครหลายคน รวมถึงคนที่เคยชื่นชอบฉบับเดิมเมื่อ 14 ปีก่อนด้วย แนะนำเลยครับ  

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Living the Game: เป็นเกมเมอร์มันเหนื่อย!

Published

on

เป็นอีกหนึ่งสารคดีที่โผล่มาในช่วงถูกที่ถูกเวลารับกระแส eSports ที่ค่อย ๆ กระเทาะเปลือกก้าวข้ามผ่านกำแพงของสังคมซึ่งมองเกมในแง่ลบออกไปได้ทีละน้อย Living the Game สารคดีที่ตามติดชีวิตเหล่าโปรเกมเมอร์เกม Street Fighter ที่ล้วนผ่านสมรภูมิแข่งขันมามากมาย ทั้ง ไดโกะ อุเมะฮาระ, จัสติน หว่อง, เกมเมอร์บี, โมโมจิ และ ลุฟฟี โปรเกมต่อสู้ระดับก็อดและแถวหน้าของวงการ

แน่นอนว่าหากใครที่ไม่ได้ติดตามหรืออยู่ในวงการก็คงไม่รู้จักพวกเขาเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ Living the Game ก็ทำให้คนดูได้รู้จักตัวละครได้อย่างเข้าใจง่าย ซึ่งตัวหนังไม่ได้โฟกัสไปที่เนื้อหาเชิงเทคนิคแบบฮาร์ดคอร์ แต่หยิบยกเอาประเด็นอื่น ๆ อย่างเช่น ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของโปรเกมทั้ง 5 คนนี้มาเชื่อมโยงเข้ากับเกม ได้เห็นว่าเกมมีบทบาทอย่างไรใน 24 ชั่วโมงของคนกลุ่มนี้ ซึ่งก็ถือว่าทำออกมาได้เรียบง่ายแต่ดูสนุกน่าติดตามดี และแน่นอนว่ามันเซอร์วิสสำหรับคนดูทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้มีแบ็คกราวน์ในวงการนี้เท่าไหร่ด้วย

สำหรับตัวสารคดีนั้นจะโฟกัสไปที่ ไดโกะ อุเมะฮาระ เทพประจำวงการมากหน่อย ซึ่งในชีวิตจริงเรื่องราวของเขาเองถูกนำไปตีพิมพ์เป็นหนังสือที่ตีแผ่มุมมองความคิด วิธีการฝึกซ้อมที่เขานำมาใช้กับการเล่นเกมอีกหลายเล่มทั้งเวอร์ชันหนังสือการ์ตูนหรือพ็อกเก็ตบุ๊ค ถ้าให้จำกัดความก็คงจะเปรียบหนุ่ม ไดโกะ เป็น รอนนี โอซุลลิแวน หรือ ลีโอเนล เมสซี แห่งวงการเกมต่อสู้เลยก็ว่าได้ ตรงนี้คือดูปุ๊บก็รู้เลยว่าหมอนี่แทบจะเป็นพระเอกในสารคดีเรื่องนี้จริง ๆ

ส่วนตัวชอบเรื่องราวของสองโปรเกมเมอร์ชาวญี่ปุ่นทั้ง ไดโกะ และ โมโมจิ ที่หนังหยิบมุมมองของการเป็นเกมเมอร์กับความมั่นคงในชีวิตมาเน้นเป็นพิเศษ ซึ่งแน่นอนเป็นคำถามที่คนนอกวงการที่มองเข้ามาย่อมอยากรู้เป็นคำตอบแรก ๆ ว่าการเป็นเกมเมอร์มันเลี้ยงตัวได้จริงหรือ มันจะฝากเป็นอนาคต เป็นอาชีพสร้างความมั่นคงได้แค่ไหน แล้วแฟนสาวของโมโมจิ คือตัวแทนมุมมองของคนมีแฟนติดเกม ที่เธอโคตรมีความอดทน กับคำดุด่า กับคำพูดทำร้ายน้ำใจ กับวิถีชีวิตคับแคบของอพาร์ทเมนต์ถูก ๆ ในโตเกียว สารคดีเรื่องนี้ผมประทับใจโมโมจิในวันที่เขาได้เรียนรู้ ได้เปลี่ยนวิธีคิด จากตัวเองมาแคร์คนรอบข้างมากขึ้น โมโมจิ โชคดีแค่ไหนที่เมื่อรู้สึกตัว คิดได้และหันไป เขาจะยังมีแฟนสาวคนนี้เชื่อมั่นในตัวเขาอยู่ ข้าง ๆ ร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน

ความสำเร็จของไดโกะ สำคัญที่วิธีคิด ผมติดใจกับคำพูดของนักวิจารณ์เกมที่ดูเขามาแล้วบอกว่า ไดโกะ เป็นโปรเกมที่ ‘ไม่มีรูปแบบ’ เขาทดลองอะไรใหม่ ๆ ไปเรื่อย ผลงานอาจไม่นิ่ง แต่จะกลัวอะไรในเมื่อไดโกะเชื่อมั่นในความเทพของตัวเอง (คำพูดนี้ทำให้ไดโกะหล่อขึ้นอีก 200%-ฮา) แต่ที่ชอบและเป็นไฮไลต์ก็คือการหยิบเอาการแข่ง EVO 2004 ในตำนานของไดโกะกับ จัสติน หว่อง นั่นแหละที่การแข่งครั้งนั้นทำให้ ไดโกะ เป็นตำนานของวงการ และที่สำคัญคือหนังเล่าให้คนนอกได้อินและทึ่งกับเหตุการณ์ครั้งนี้ให้รู้สึกตื่นเต้นด้วยเช่นกัน

Living the Game อาจไม่ได้เป็นสารคดีที่เล่าได้ฉีกจากสไตล์เดิม ๆ ของสารคดีประเภทนี้ หรือว่าเจาะลึกในเชิงเทคนิคขนาดเอาใจคอเกมมากขนาดระดับมาสเตอร์พีชอะไร แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสารคดีสร้างแรงบันดาลใจให้เราอยากลุกมาหยิบจอยแล้วกลับมาสนุกกับการเล่นเกมเหมือนสมัยเป็นเด็กอีกครั้ง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Operation Red Sea: ยุทธภูมิทะเลแดง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเพิ่งเจ็บช้ำมาจาก China Salesman มา คราวนี้เจอโจทย์ของ Operation Red Sea ที่มีชื่อไทยขลัง ๆ ว่า ‘ยุทธภูมิทะเลแดง ซึ่งคราวนี้แตกต่างกันตรงที่ความเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของฝั่งฮ่องกงที่เปิดตัวฉายในจีนกวาดรายได้แบบโหด ๆ แซงทั้ง Avengers: Infinity War, Black Panther และ Ready Player One กวาดไป 600 กว่าล้านเหรียญฯ ถือเป็นหนังทำเงินมากสุดในไตรมาสแรกของปีนี้จากฝั่งตลาดหนังแดนมังกรด้วย แถมได้ ‘หวงจิ่งหยูว’ หนึ่งในหนุ่มจีนสุดฮอตที่มีติ่งในบ้านเราเยอะมาร่วมทีมหน่วยจู่โจม ‘เจียวหลง’ ด้วย

หน่วยรบพิเศษ ‘เจียวหลง’ เป็นกองกำลังพิเศษทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นกองทัพที่เต็มไปด้วยทหารความสามารถเอกอุ โดยมีภารกิจสำหรับคือการเข้าไปอพยพพลเมืองชาวจีนในประเทศแห่งหนึ่งในแอฟริกาเหนือซึ่งกำลังอยู่ในภาวะสงครามระหว่างทำการรัฐประหาร และมีผู้ก่อการร้ายฝ่ายกบฏรัฐบาลโจมตีเมืองด้วยอาวุธนิวเคลียร์รวมทั้งยังมีแผนจะครองครองอาวุธมีอันตราย ซึ่งทีมเจียวหลงจะต้องพาพลเมืองและตัวประกันชาวจีนออกมาให้ได้ปลอดภัยท่ามกลางบ้านเมืองที่กลายสภาพเป็นสนามรบ

ต้องบอกเลยว่า Operation Red Sea มาพร้อมกับความบ้าระห่ำอย่างแท้จริง เรียกว่าเป็นหนังที่มีของเท่าไหร่พี่จีนแกใส่มาหมดแบบขายงานโปรดักชันอลังการ ยิงกันแบบออกจากโรงมานับกระสุนกันไม่ถูก แล้วไม่สนจะเวอร์แค่ไหนทั้งสิ้น แต่ที่ติดตาแน่ ๆ ก็คือฉากสยอง ๆ ระดับน้อง ๆ Saw กันเลย ไม่ว่าจะเป็นนิ้วขาด หน้าไหม เจาะคอ คว้านท้อง มาแบบสด ๆ สมจริงดูแล้วแทบอ้วก ยิ่งดูไปก็คิดไปว่า ‘ทำไมกองเซ็นเซอร์มึงไม่ทำงานวะเนี่ย!’ (ฮา) คือต้องยอมรับจริง ๆ ว่า Operation Red Sea นี่เป็นหนังบู๊แอ็คชัน underrated มาก ๆ นี่คือพูดกันเฉพาะเรื่องความมันส์ในฉากบู๊ล้างผลาญนะ สมราคาคุย คู่ควรกับงบฟอร์มยักษ์มาก ๆ ไม่แพ้ฮอลลีวูดเลย

อย่างไรก็ตาม เท่าที่สังเกตหนังบล็อกบัสเตอร์ฝั่งพี่จีนที่ส่งออกมาดูจะมีปัญหาและยังทำให้ตัวหนังดร็อปลงไปชัดเจนที่สุดคือเรื่องของบท ตัวละครทุกตัวไม่มีมิติ แบนราบไปหมด และที่ยังป่วยก็คือ การตัดต่อและการเดินเรื่องนี่แหละ ที่มันยังทำออกมาเหมือนหนังแผ่นกะโหลกกะลามาก! บางฉากตัดมาแบบไม่มีความหมายอะไรจะสื่อ แล้วก็ตัดสลับกลับไปดื้อ ๆ! เหมือนเด็กเห่อมอยหัดทำหนังยังไงยังงั้น แล้วก็ที่ไม่โอเคมาก ๆ ก็คือเวอร์ชันพากย์ไทยเนี่ยเลิกเหอะ ไม่ว่าจะทีมไหนหนังพังหมด เข้าไม่ถึงอินเนอร์นักแสดงเลยแม้แต่น้อย พากย์ยังไงให้หนังไม่น่าดูวะเนี่ย!

Operation Red Sea ช่วงแรกอาจจะเดินเรื่องเนือยไปนิดจนเกือบหลับ แต่ครึ่งหลังก็เรียกว่าเซอร์วิสคนดูแบบนันสต็อปจริง ๆ อันนี้ต้องชมเลยว่ามีความตั้งใจดี (แม้จะยังอ่อนหัด ในเรื่องชั้นเชิงการเล่าเรื่อง) ซึ่งพาร์ทการยิงกันสนั่นหวั่นไหวก็คุ้มแล้วกับค่าตั๋ว แนะนำว่าเข้าไปดูอย่าคาดหวังอะไรมากมาย หนังพี่จีนก็อาจจะยังมีการอวยพี่จีนแบบโต้ง ๆ ชวนเลี่ยนอยู่เป็นระยะ แต่หากมองข้ามความเป็นเด็กน้อยเรื่องการที่เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่มีอะไรยัดใส่เข้ามาทั้งหมดแล้วละก็ ต้องบอกเลยว่านี่คือสัญญาณที่น่าสนใจมากว่าหนังโปรดักชันจีนจะลดช่องว่างกับฮอลลีวูดได้ในอีกไม่กี่ปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!