Connect with us

ภาพยนตร์

The Mummy ครองอันดับ 1 บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก 2 สัปดาห์ซ้อน ส่งผลดีต่อ Dark Universe

ถึงแม้ว่า The Mummy จะทำรายได้ในประเทศบ้านเกิด (สหรัฐอเมริกา) ไปอย่างน่าผิดหวัง คือ 56.5 ล้านเหรียญ (ทุนสร้าง 125 ล้านเหรียญ) จากการฉาย 2 สัปดาห์ แต่รายได้ทั่วโลกกลับไปได้ดีกว่ามาก คือประมาณ 300 ล้านเหรียญแล้วในขณะนี้ ซึ่งส่งผลดีต่อแฟรนไชส์ Dark Universe ของ Universal เป็นอย่างยิ่ง

Published

on

ถึงแม้ว่า The Mummy จะทำรายได้ในประเทศบ้านเกิด (สหรัฐอเมริกา) ไปอย่างน่าผิดหวัง คือ 56.5 ล้านเหรียญ (ทุนสร้าง 125 ล้านเหรียญ) จากการฉาย 2 สัปดาห์ แต่รายได้ทั่วโลกกลับไปได้ดีกว่ามาก คือประมาณ 300 ล้านเหรียญแล้วในขณะนี้ ซึ่งส่งผลดีต่อแฟรนไชส์ Dark Universe ของ Universal เป็นอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้ Universal เคยประสบความล้มเหลวมาแล้วกับ Dracula Untold (2014) ที่สตูดิโอคาดหวังจะให้เป็นตัวเปิดแฟรนไชส์ Dark Universe

จากความสำเร็จในรายได้ทั่วโลก เป็นสิ่งตอกย้ำว่าแฟรนไชส์ Dark Universe ไม่จำเป็นต้องอาศัยตลาดในสหรัฐอเมริกาเป็นหลักเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์ในแง่ลบออกมามากก็ตามที

ทางด้าน อเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน ผู้กำกับ The Mummy ได้กล่าวว่า The Mummy ได้พิสูจน์ตัวของมันเองเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับที่ ทอม ครูซ ยังคงมีศักยภาพขับเคลื่อนภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ในตลาดโลกต่อไปได้ ซึ่งมันได้เข้าฉายทั่วโลกหลังจาก Wonder Woman เพียง 1 สัปดาห์ และสามารถแย่งพื้นที่ความสำเร็จมาได้อย่างสวยงาม

ทอม ครูซ และ อเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน ในกองถ่าย The Mummy

เว็บไซต์ Deadline ได้รายงานว่า

  • The Mummy ทำรายได้ต่างประเทศไป 53 ล้านเหรียญ ในสัปดาห์ที่ 2 จากการฉายใน 68 ประเทศ ทำให้มีทำรายได้รวมทั่วโลกอยู่ที่ 295.6 ล้านเหรียญ
  • Wonder Woman ทำรายได้ต่างประเทศไป 39.5 ล้านเหรียญ จากการฉายใน 62 ประเทศ ทำให้มีรายได้รวมทั่วโลกอยู่ที่ 571.8 ล้านเหรียญ
  • Cars 3 ทำรายได้ต่างประเทศไป 21.3 ล้านเหรียญ จากการฉายใน 23 ประเทศ
  • Despicable Me 3 (ยังไม่ฉายในสหรัฐอเมริกา) ทำรายได้ต่างประเทศไป 10 ล้านเหรียญ จากการฉายใน 5 ประเทศ

ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นได้ว่าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่ ทอม ครูซ นำแสดงในระยะหลังนั้น ประสบความสำเร็จด้านรายได้ในต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ๋ ไม่ว่าจะเป็น Mission: Impossible ภาค 4 และ 5 , Jack Reacher, Oblivion และ Edge of Tomorrow

ภาพยนตร์เรื่องต่อไปของ Dark Universe ถัดจาก The Mummy คือ Bride of Frankenstein ซึ่งกำกับโดย บิล คอนดอน (Beauty and the Beast เวอร์ชั่น 2017) นำแสดงโดยนักแสดงรางวัลออสการ์ คาเบียร์ บาร์เดน ในบท Frankenstein

  • The Mummy ฉายแล้ววันนี้
  • Bride of Frankenstein มีกำหนดฉาย 14 กุมภาพันธ์ 2019

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] COLD SKIN: คนหรือผีที่น่ากลัวกว่ากัน?

Published

on

เป็นงานหนังสยองขวัญบนเกาะร้างอีกหนึ่งเรื่องจาก Xavier Gens ผู้กำกับหนังคอหนังแนวนี้อาจคุ้นกันดีจาก The Devide, The Crucifixion หรือ Frontière(s) ซึ่งผลงานเรื่องล่าสุดของเขา Cold Skin ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีของ Albert Sánchez Piñol ซึ่งพลอตเรื่องนั้นไม่มีอะไรมาก เมื่อชายหนุ่มไปรับงานเฝ้าเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อตกกลางคืนเขาก็ต้องพบกับเหตุการณ์สุดสะพรึงที่มาเคาะประตูถึงหน้าบ้านของเขา!

ณ สุดชายขอบของมหาสมุทรแอนตาร์กติก ชายหนุ่มนายหนึ่ง (เดวิด ออเกส) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นักอุตุนิยมวิทยาประจำเกาะอันแสนห่างไกล เมื่อเขาเดินทางไปถึงก็ได้พบกับประภาคารเก่า ๆ แต่กลับไม่มีร่องรอยของเจ้าหน้าที่อุตุฯ คนเก่า เหลือเพียงชายเสียสติคนหนึ่ง (เรย์ สตีเวนสัน) ที่ให้คำตอบแค่ว่าเจ้าหน้าที่นายนั้นเสียชีวิตจาก ‘ไข้รากสาด’ และเรื่องราวนับจากที่เขาได้เข้ามาดูแลเกาะแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของความหายนะและน่าสะพรึงกลัวในยามค่ำคืน เมื่อมีจู่ ๆ ก็มีฝูงพรายน้ำลึกลับคนออกอาละวาดและตามล่าเขา อะไรคือคำตอบ ท่ามกลางบ้านไม้เก่า ๆ ประภาคารที่กุมความลับต่าง ๆ ไว้

แม้ว่าจะมีตัวละครเล่นกันแค่ 2-3 คน แต่ด้วยพลอตเรื่องที่ซุกซ่อนปมไว้หลายอย่าง ก็ทำให้ตัวหนังมีอะไรให้ค้นหาและน่าสนใจ ตั้งแต่การเปิดเผยโฉมหน้าของผีพรายน้ำ ในลักษณะที่มนุษย์ถูกคุกคามจนต้องหาทางกำจัด อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังเดินไป ไม่มีพระเอกผู้ร้าย ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ปมต่าง ๆ คำถามต่าง ๆ เริ่มผุดขึ้นมาถามคนดู ถึงการกระทำของมนุษย์ที่เริ่มจากการป้องกันตัว นำไปสู่การเบียดเบียนเพื่อนร่วมโลก ทั้งกายและใจ ใครกันแน่ที่โหดร้าย ใครกันแน่ที่น่ากลัวที่สุด

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ที่ทำได้ดีเลยก็คือ เรื่องงานโปรดักชัน ไม่ว่าจะเป็นโลเกชัน คอสตูม แคสติ้งนักแสดง รวมทั้งงานภาพที่ถือเป็นหนังทริลเลอร์สไตล์หม่น ๆ ที่ภาพสวยมากเรื่องหนึ่งเลย รวมทั้งฉากต่อสู้ไล่ล่าฆ่าฟันกันก็ทำออกมาสนุกและโหดเหี้ยมสมจริง แต่จะมามีปัญหาหน่อยก็อาจจะเป็นการเดินเรื่องที่ค่อนข้างเนิบนาบไปนิด มีหักมุมให้เซอร์ไพรส์อยู่บ้างแต่กลับไม่มีจุดพีค ทั้งที่ตัวหนังก็ผสมผสานความน่ากลัวและความน่ารักในการปรากฏตัวของผีพรายมาได้ลงตัวดีแล้วแท้ ๆ ถือว่าน่าเสียดายที่น่าจะทำได้ระทึกกว่านี้อีกหน่อย

อย่างไรก็ตาม เมสเซจของเรื่องนั้นก็ถือว่าน่าสนใจและวางตำแหน่งเอาไว้ได้ดี ให้คนดูไปตีความเอาเอง จากที่เราได้เห็น แท้จริงแล้วสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดคือใคร จิตใจของมนุษย์ซุกซ่อนความคิดซับซ้อนต่าง ๆ ไว้มากมาย การลุ่มหลงในมายาคติ ความรักและความเดียวดายที่กลายเป็นภาพหลอนไปสร้างรอยแผลในใจให้คนคนหนึ่ง มนุษย์ที่อ้างว่าตัวเองมีวิวัฒนาการสูงสุด ฉลาดที่สุดนั้น มันไปด้วยกันกับการกระทำที่ป่าเถื่อนหรือเปล่า หนังเรื่องนี้ ไม่มีเทวดานางฟ้าห่าเหวใด ๆ ที่คนชอบอุปโลกและหลอกตัวเองกันมารุ่นสู่รุ่น มันแสดงให้เห็นเพียงสันดานดิบที่แสนจะเลือดเย็น และไม่เคยจางหายไปจากคนเราเลยต่างหาก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]A Better Tomorrow 2018 โหด เลว ดี 2018 – คิด รีเมค หนัง จอห์น วู ต้องทำใจ

Published

on

โจวข่าย (หวังข่าย) นักลักลอบของเถื่อนถูกหักหลังจนเข้าคุกพร้อมตราบาปที่ทำให้พ่อถูกฆ่าและสร้างความผิดหวังให้  โจวเชา (หม่าเทียนหยู) น้องชายที่เป็นตำรวจน้ำดี แต่หลังออกจากคุกนอกจากน้องชายจะยังอาฆาตเขาแล้ว อาซาง (อวี๋อ๋ายเล่ย) อดีตลูกกระจ๊อกที่เรืองอำนาจได้สร้างเครือข่ายขนส่งยาเสพย์ติด จนโจวข่ายต้องกลับมาร่วมมือกับ หม่าเคอ (หวังต้าลู่) ลูกน้องผู้ภักดีเพื่อร่วมกันล้างบัญชีแค้นครั้งเก่าและเพื่อปกป้อง โจวเชา และครอบครัวจากเงื้อมมือของอาซาง


เดิมที โหด เลว ดี คือหนังสร้างชื่อให้จอห์น วู เมื่อครั้งออกฉายในปี 1986 ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้นทั้งมิตรภาพลูกผู้ชาย ตลอดจนความเท่ของตัวละคร เสี่ยวหม่า ที่ โจว เหวิน ฟะ แสดงก็กลายเป็นภาพจำของแฟนหนังทั่วเอเชียและทั่วโลก จนในปี 2010 เกาหลีได้รีเมค โหด เลว ดี ในชื่อ The Invincible นำแสดงโดยซูเปอร์สตาร์เกาหลีอย่าง จู จินโม,  ซอง ซึงฮอน และ โจ ฮันซอน โดยยกกองมาถ่ายทำฉากต้นเรื่องในประเทศไทยและเปลี่ยนรายละเอียดหลายอย่างทั้งชื่อตัวละคร และให้อาเห่ากับอาเฉียงพลัดพรากกันตั้งแต่เด็ก รวมถึงเปลี่ยนจาก มาเฟียที่ลักลอบขายแม่พิมพ์ธนบัตรปลอมในต้นฉบับเป็น ปืนเถื่อนแทน และดัดแปลงฉากล้างแค้นเลือดสาดของเสี่ยวหม่าให้ไปเกิดในสปานวดไทยแทน แต่ยังคงไว้ซึ่งเนื้อเรื่องและฉากในต้นฉบับตั้งแต่ฝันร้ายของ อาเห่า ตอนเปิดเรื่องยันฉากเลือดสาดปิดบัญชีแค้นที่ท่าเรือในตอนจบซึ่งหนังก็ประสบความสำเร็จในประเทศเกาหลีเป็นอย่างดีแม้จะยังเทียบต้นฉบับไม่ได้ก็ตาม



มาถึง โหด เลว ดี 2018 ที่เลือกเปิดเรื่องที่ญี่ปุ่นเพื่อบอกเล่าวีรกรรมความแมนของ โจวข่ายและ หม่าเคอที่ต่อกรกับยากูซ่าที่ญี่ปุ่น และถูกหักหลังจากมาเฟียเจ้าของสายเดินเรือขนของเถื่อน ต่อด้วยปมดราม่าพี่น้องระหว่าง โจวข่าย กับ โจวเชา ที่ต้องบอกว่าหนังให้เวลาปูความสัมพันธ์กับพี่น้องคู่นี้น้อยเกินไป โดยเราจะรับรู้แค่ โจวเชา เป็นตำรวจคอยดูแลพ่อที่เป็นโรคสมองเสื่อม โดยไม่รู้เลยว่าพี่ชายของตนทำงานผิดกฎหมายจนกระทั่งถูกจับด้วยน้ำมือของเขาเอง ซึ่งพอปูที่มาความสัมพันธ์ไม่หนักแน่นพอ เราเลยไม่รู้สึกสะเทือนใจกับชะตากรรมพี่น้องคู่นี้เท่าที่ควร แถมหนังยังสร้างสถานการณ์ที่ไร้เหตุผลหลายอย่างกับพี่น้องคู่นี้ เช่น ตอนโจวข่ายออกจากคุก อยู่ดีๆโจวเชาก็ขับรถไปรับ แล้วฟิวส์ขาดลากตัวลงไปซ้อมกลางทางหลังพี่ชายอยากไหว้หลุมศพพ่อ  หรือแม้กระทั่งการที่โจวเชาสะกดรอยดูโจวข่าย หนังกลับทำออกมาเข้าข่าย ‘แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ’ ไม่มีความบาดหมางหรือไม่เชื่อใจซ่อนอยู่  แต่พอถึงคราวโจวเชาจะงี่เง่าก็บันดาลโทสะใส่โจวข่ายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มิหนำซ้ำการแสดงของทั้ง หวังข่าย และ หม่าเทียนหยู ยังไม่ทำให้เราเชื่อว่าพี่น้องคู่นี้รักกันด้วยสายสัมพันธ์ที่มีมานานและแค้นกันมากด้วยความเชื่อใจที่ถูกทำลาย จนอดเทียบการแสดงของ ตี้หลุง และ เลสลี จาง ในต้นฉบับไม่ได้จริงๆ

ส่วนตัวละครเด่นอย่าง หม่าเคอ ซึ่งเป็นร่างอวตารของเสี่ยวหม่า ตัวละครสร้างชื่อให้ โจวเหวินฟะ ก็ถูกตีความใหม่กลายเป็นวัยรุ่นเลือดร้อน หน้าหล่อลุคแบดบอย หนังได้ หวังต้าลู่ หรือดาเรน หวัง ดาราหนุ่มหล่อชาวไต้หวันมาสวมบทบาทดังกล่าว แต่ในเมื่อหนังเลือกจะให้ตัวละครนี้มีความเป็นคอเมดี้มากกว่าต้นฉบับ มันเลยขาดความเท่และความสะเทือนใจในแววตาที่เราเคยสัมผัสจากโจวเหวินฟะ รวมถึงการที่หนังเลือกนักแสดงอายุใกล้กันมาร่วมจอ เราเลยไม่ได้สัมผัสมิติที่แตกต่างระหว่างมิตรภาพแบบเพื่อนกับพี่น้องเหมือนในต้นฉบับ นอกจากทรงผมแฟชั่นและท่าคาบลูกอมจูปาจุ๊บที่ไม่ได้น่าจดจำสักนิดเดียว



จะว่าไปก็น่าเห็นใจผู้กำกับ ติงเฉิง (Railroad Tigers, Police Story Lockdown หรือ วิ่ง สู้ ฟัด 2013) ไม่น้อยที่ต้องมารีเมคหนังแอ็คชั่นที่อยู่ในใจคนมาทุกยุคอย่าง โหด เลว ดี ที่ต้นฉบับกลายเป็นงานคลาสสิคไปแล้ว ซึ่งแม้จะอยากสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองด้วยการดัดแปลงบทหนังให้ร่วมสมัยขึ้น หรือการยกกองไปถ่ายถึงญี่ปุ่น เมืองที่มีวัฒนธรรมน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เหมือนเขาจะตระหนักดีว่าแฟนๆคงต้องการเห็นภาพหรือซีนที่คุ้นเคย รวมถึงบรรยากาศเก่าๆบ้าง หนังเลยมุ่งทำการคารวะต้นฉบับตั้งแต่การดีไซน์ฉากบุกร้านอาหารญี่ปุ่นของ หม่าเคอ เพื่อล้างแค้นให้โจวข่ายโดยซ่อนปืนไว้ตามโคนต้นไม้ก่อนเกิดการนองเลือดที่มีทั้งแผ่นดินไหวและซากุระโปรยปราย ( ซึ่งในหนังต้นฉบับจอห์น วู ได้แรงบันดาลใจมาจากฉากเลือดสาดตอนท้ายของหนัง Taxi Driver ของ มาร์ติน สกอร์เซซี อีกทีนึง) หรือจะเป็นมุกอ้างอิงต้นฉบับทั้งการให้ไปเจอคนคาบไม้จิ้มฟันแล้วชี้ไปที่ ภาพโจวเหวินฟะคาบไม้จิ้มฟัน เพื่ออ้างอิงความดังของหนังปี 1986  และโดยเฉพาะเพลงธีม Love of the past เพลงซึ้งๆก็มาให้ฟังกันทั้งเรื่องทั้งฉบับนักร้องเปิดหมวกตอน โจวข่าย ถูก โจวเชา จับกุม หรือกระทั่งฉากเปิดแผ่นเสียงเพลง Love of the past ร้องโดย เลสลี่ จาง ในหนัง ซึ่งในแง่หนึ่งยอมรับว่ามันเติมเต็มความทรงจำที่แฟนมีต่อหนังต้นฉบับ


เพลง Love of The Past โดย เลสลี จาง


แต่ในทางกลับกันมันกลายเป็นประหนึ่งคำสารภาพกลายๆว่า  โหด เลว ดี 2018 ไม่มีทางเทียบชั้นหนังต้นฉบับได้เลย ทั้งบทหนังที่เขียนมาไม่รัดกุมในแง่ความสัมพันธ์ตัวละครมากพอ ซึ่งนอกจากเรื่องปมพี่น้องที่กล่าวไปแล้ว การสร้างตัวร้ายอย่าง   อาซาง ก็ดูไร้มิติมากเพราะโผล่มาร่วมงานกับ โจวข่าย เพียงแค่ซีนเดียว เรื่องราวในครึ่งหลังก็กลายเป็นผู้ร้ายเต็มตัวแล้ว ผิดกับต้นฉบับที่มีการปูเรื่องความสัมพันธ์และความอิจฉาริษยามาก่อน เลยทำให้ อาซาง ฉบับนี้ดูแบนราบไม่มีมิติความเป็นมนุษย์เท่าใดนัก รวมถึงการลำดับเรื่องราวรวมถึงงานตัดต่อที่เชื่อมต่อแต่ละเหตุการณ์ได้ไม่สัมพันธ์กันนัก บางประเด็นก็ตัดจบซีนฮ้วนๆ การเรียงอารมณ์จากฉากหนึ่งไปอีกฉากดูสะดุดแทบตลอดทั้งเรื่อง และที่ต้องถือเป็นแผลใหญ่ของหนังคงหนีไม่พ้นฉากแอ็คชั่นที่หนังทำออกมาได้น่าเบื่อมาก  ผิดกับต้นฉบับที่ฉากแอ็คชั่นมีการดีไซน์ ท่วงทำนองมาให้มีความต่อเนื่อง สวยงาม และรุนแรงจนนักวิจารณ์และคอหนังยังประทับใจทุกครั้งที่ได้ชม

เอาเป็นว่า โหด เลว ดี 2018 คือหลักฐานชั้นดีเลยว่า หนังฮ่องกงยุค จอห์น วู เรืองอำนาจคือสิ่งที่ไม่อาจทำซ้ำได้ เพราะแก่นแกนหัวใจของ โหด เลว ดี ไม่อาจยืนได้ด้วยเพียงการทำให้หนังมีฉากแอ็คชั่น เยอะที่สุด หรือหวือหวาด้วยเทคนิคอลังการที่สุด แต่คือการสอดประสานระหว่างบทหนังที่ดีมากๆ การดีไซน์ตัวละคร และฉากแอ็คชั่นที่ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดรวมถึงการสานต่อคติธรรมเรื่อง สัญญาลูกผู้ชาย และบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ ที่ จอห์น วู รับมาจากการผู้ช่วยผู้กำกับให้ จางเชอะ ผู้กำกับหนังของชอว์ บราเธอส์  ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังฉบับนี้หลงลืมไประหว่างทางจนหนังออกมาขาดเสน่ห์ไปอย่างน่าเสียดาย

โหด เลว ดี 2018 ฉาย 19 เมษายนนี้

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Keys to the Heart: พี่หมัดหนัก กับอัจฉริยะสุดป่วน

Published

on

Keys to the Heart งานหนังดรามาคอเมดีครอบครัวที่พูดถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของสองพี่น้องต่างพ่อ เมื่อจังหวะที่ชีวิตที่ทำให้ โจฮา (อีบยองฮอน) อดีตแชมป์มวยเวทเธอร์เวทผู้กำลังตกอับ ต้องระหกระเหินกลับมาอยู่บ้านแม่ (ยวน ยู จุง) ที่เคยทิ้งเขาไปเมื่อครั้งยังเด็ก และที่นี่ทำให้เขาได้พบกับ จินแท (ปาร์ค จองมิน) น้องชายผู้เป็นออทิสติกระดับ 2 ซึ่งทั้งสองมีแบ็คกราวน์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ทำอย่างไรความสัมพันธ์ที่เคยสร้างรอยแผลและปมในใจจะถูกเยียวยากลับมาได้ดังเดิม?

สำหรับหนังเรื่องนี้ได้พระเอกนักบู๊อย่าง อีบยองฮอน ที่ปกติมักจะเห็นงานแอ็คชันของเขาจากฟากฮอลลีวูดบ่อย ๆ คราวนี้พลิกบทบาทมาเล่นดราม่าเต็มตัวเลย ขณะที่ หนุ่ม ปาร์ค จอง มิน เองเรื่องนี้น่าสนใจมาก ๆ กับบทบาทของเด็กออทิสติก แต่กลับซ่อนพรวรรค์ในเรื่องความเป็นอัจฉริยะในการเล่นเปียโน ซึ่งบอกเลยว่าสองพี่น้องนี้แคสมาถูกตัวอย่างยิ่ง พอมาจับแต่งองค์ทรงเครื่องแล้ว อินเนอร์ได้ตั้งแต่แรกเห็น

Keys to the Heart พลอตเรื่องง่าย ๆ แต่มีดีที่เล่าเรื่องสนุกปนน่ารัก หนังเผยให้เห็นนิสัยของ โจฮา และ จินแท ที่มาจากการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนมาก ๆ เรียกว่าคนน้อง ดูเนิร์ดหน่อมแน๊ม แต่คนพี่นี่หยาบเถื่อน แข็งกระด้าง เนื้อตัวมีแต่รอยแผลและความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อหนังเดินไปเรื่อย ๆ ความแตกต่างตรงนี้ก็กลายเป็นความสนุกที่ยิ่งดูก็ยิ่งน่าค้นหา อยากรู้อยากเห็นว่า โจฮา จะโหดกับน้องแค่ไหน เมื่อไหร่จะใจอ่อนกับน้องบ้าง แล้วจะดูแลน้องยังไงในเมื่อน้องช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ถ้าแม่ไม่อยู่ด้วย

อีกหนึ่งจุดที่ Keys to the Heart กลายเป็นหนังที่ดูแล้วเพลิน ส่วนหนึ่งก็คือได้นักแสดงสาวสวยที่มาสมทบในเรื่องอย่าง ฮัน จี มิน คิม ซอง รยอง และสาวน้อย ชอย รี ด้วย ทุกคนน่ารัก งานดีมาก ดูแล้วสบายตา มาเติมเต็มให้หนังดูซอฟต์และน่ารักขึ้นเป็นกอง

ถ้าไม่นับเรื่องความเป็นอัจฉริยะด้านเปียโนของ จินแท ที่อาจจะดูเวอร์วังไปนิด ที่เหลือนั้นคือดีงาม ไม่ว่าจะเป็นการเดินเรื่อง การพัฒนาของตัวละคร มิติความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร แคสติ้ง เพลงประกอบ ไปจนถึงจังหวะจะโคนในการเปลี่ยนคอเมดี้มาเป็นพาร์ทดราม่าในครึ่งหลัง ที่ต้องบอกว่าจากขำน้ำตาเล็ด ปรับอารมณ์มาเป็นเศร้าหมองชนิดคั้นน้ำตาออกมาเป็นลิตร ๆ ระดับน้อง ๆ The Departure หรือ Tokyo Tower ตามสไตล์หนังเกาหลีขยี้น้ำตา

เมจเซจในหนังเรื่องนี้ดูแล้ว คุณจะมีความอดทนกับคนในครอบครัวหรือคนรอบข้างมากขึ้น คุณจะเข้าใจและอดทนกับความผิดพลาดของคนอื่นมากขึ้น รู้จักการให้อภัยมากขึ้น จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวหรอก แต่เป็นความสัมพันธ์ทุกรูปแบบที่มันจะต้องมีความอดทน ความเข้าใจและเรียนรู้ซึ่งกันและกันตลอดเวลา เคารพในความต่างกันของแต่ละคน ก็จะลดอัตตาลงไปได้

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!