Connect with us

ภาพยนตร์

10 อันดับ Box Office (29-31 ธ.ค. 2017) : The Last Jedi ทำรายได้ทั่วโลกเกิน 1 พันล้านเหรียญแล้ว

Star Wars: The Last Jedi ยังคงความยอดเยี่ยมบนตารางบ็อกออฟฟิศเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน

ผู้ชม 1,605 ครั้ง!

Star Wars: The Last Jedi ยังคงความยอดเยี่ยมบนตารางบ็อกออฟฟิศเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน

จากรายได้ที่นับถึงสิ้นปี 2017 นั้น The Last Jedi ได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้ในสหรัฐอมริกาสูงสุด คือ 517 ล้านเหรียญ แซงหน้า Beauty and the Beast ที่ทำไว้ 504 ล้านเหรียญ และสำหรับรายได้ทั่วโลกนั้นเกิน 1 พันล้านเหรียญแล้วในขณะนี้

สำหรับ Jumaji: Welcome to the Jungle นั้น ก็ประสบความสำเร็จเช่นกับกับรายได้ทั่วโลกที่มากกว่า 300 ล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 90 ล้านเท่านั้น

และสำหรับ All the Money in the World ผลงานดราม่าระทึกขวัญเรื่องล่าสุดของ ริดลีย์ สก็อตต์ ที่สร้างจากเรื่องจริงของเหตุการณ์ลักพาตัวที่โด่งดังไปทั่วโลก นำแสดงโดย มิเชล วิลเลียมส์, มาร์ก วาห์ลเบิร์ก และ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (ถ่ายซ่อมแทน เควิน สเปซีย์) ก็ทำรายได้เปิดตัวไปเพียง 5.4 ล้านเหรียญเท่านั้น จากทุนสร้าง 40 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Star Wars: The Last Jedi (52.4 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 517.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 523.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,040.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Jumanji: Welcome to the Jungle (50.6 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 169.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 153 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 322.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Pitch Perfect 3 (17.8 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 64.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 28.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 92.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 45 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : The Greatest Showman (15.3 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 48.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 35.1
  • รายได้รวมทั่วโลก : 83.9
  • ทุนสร้าง : 84 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Ferdinand (11.6 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 53.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 71.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 125.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 111 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : Coco (6.6 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 178.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 359 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 537.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 175 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : All the Money in the World (5.4 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 12.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  1.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 14.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 40 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Darkest Hour (5.3 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 17.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 5.4 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 23.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 30 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Downsizing (4.6 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 17 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 68 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : Father Figures (3.7 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 12.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 25 ล้านเหรียญ

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Wildlife: เข้มแข็งไว้ถึงแม้ ‘พ่อแม่จะรังแกฉัน’

Published

on

ในช่วงเวลาที่ด้านมืดของชีวิตคู่ เริ่มถูกพูดถึง เริ่มกลายมาเป็น topic อันโอชะของบรรดาสื่อมวลชนที่เอามาหากินเรียกยอดวิวบนหน้าฝีดโซเชียล ขณะที่ยังมีผู้คนอีกมากยังติดกับดักภาพจำจากหนัง ละคร ที่มาพร้อมพลอตโลกสวย โตมาฝังใจกับโลกที่มีเพียง พระเอกเพียบพร้อม นางเอกแสนดี ตัวร้าย ตัวอิจฉา ที่ชาตินี้ยังไงก็ไม่มีวันสมหวัง และเส้นชัยที่ตัดสิน ‘ผู้ชนะ’ ที่งานแต่งงาน ซึ่ง Wildlife ถือว่ามาถูกจังหวะมาก กับหนังที่โอบอุ้มเอาเหรียญอีกด้านอันหมองหม่นของชีวิตครอบครัวมาเล่าผ่านมุมมองของตัวละครที่อยู่สถานะ ‘ลูก’ ท่ามกลางความขัดแย้งกันของพ่อแม่

น่าสนใจไม่น้อยเลยตรงที่ Wildlife เป็นหนังที่ พอล ดาโน่ มาทำหน้าที่เขียนบท และกำกับเองเรื่องแรก ซึ่งงานของนายฝรั่งหน้างง ๆ คนนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ต่างประเทศในระดับดีเลยทีเดียว โดย Wildlife ถูกแปลงมาจากนิยายของเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ ริชาร์ด ฟอร์ด พูดถึงครอบครัวบรินสัน ที่ย้ายมาตั้งรกรากใหม่ในมอนทานา สหรัฐอเมริกา มีเจอร์รี (เจค จิลเลนฮาล) เสาหลักครอบครัวทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในสนามกอล์ฟ, เจนเนต (แครี มัลลิแกน) ภรรยา รับหน้าที่เป็นแม่บ้าน และลูกชาย โจ (เอ็ด อ็อกเซนโบลด์) 

จุดเปลี่ยนสำคัญสำคัญของครอบครัว คือ การที่ เจอร์รี ต้องตกงานกระทันหัน ทำให้ครอบครัวเจอปัญหาการเงิน ซึ่งเจอร์รีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวก็ตัดสินใจทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ซึ่งได้เงินเพียงชั่วโมงละเหรียญฯ และจะต้องห่างครอบครัวไปไกล ทำให้ เจนเนต ต้องออกไปหางานทำเพิ่มเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว มุมมองและการตัดสินใจที่ไม่ลงรอยกันของชายหญิงทั้ง 2 กลายเป็นความคุกรุ่นของความสัมพันธ์ในครอบครัว ความไกลห่าง ความไม่เชื่อใจกันและกันที่ก่อตัวขึ้น สร้างรอยแตกร้าวครั้งใหญ่ที่ทำให้ชีวิตของทั้ง 3 คนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Wildlife เดินเรื่องไปแบบเรียบ ๆ แต่ไม่รู้สึกถึงความเนือยอะไรเลย ทุกโมเมนต์ของหนังเรียงลำดับแต่ละซีนได้น่าสนใจ โดยเฉพาะการดึงอารมณ์ของตัวละครพุ่งออกมาแทรกซึมมาถึงคนดูทีละเล็กละน้อยจนเริ่มรู้สึกถึงความหนักหน่วง ความกดดัน ความสับสนที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งแม้ว่าตัวละครในเรื่องจะไม่ได้ตัดสินใจกระทำอะไรที่เซอร์ไพรส์ออกไปมากนัก แต่มันก็สวยงามกลมกล่อมในพื้นฐานของความเป็นจริง As a matter of fact นั่นแหละ ไม่มีฟุ้งเฟ้อ ไม่หลุดกรอบ เน้นไปที่อารมณ์ของเด็กหนุ่มที่แบกรับความกดดันล้วน ๆ เรียกว่ามีพลอตที่รัดกุมดีเยี่ยมเลยสำหรับเรื่องแรกของ พอล ดาโน่

Wildlife เผยให้เห็นถึงความเปราะบางในครอบครัว ที่มันละเอียดอ่อนในเรื่องของความเข้าใจ การให้อภัยและโอกาสกันและกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง การพิพากษา การตัดสินคน ๆ หนึ่งในวันนี้ว่าเขาจะเป็นแบบนี้ไปตลอดมีอยู่จริง เป็นเรื่องซับซ้อนเกินกำลังที่เราอยากให้ทุกคนมีความเข้าใจและใจกว้างดั่งอุดมคติ ฉะนั้นแล้วมันเหลือเพียงความไม่แน่นอน การจากลาและการดำรงอยู่หลังความเจ็บปวดของมนุษย์ เราจะอยู่กับมันได้แค่ไหน หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามและทิ้งข้อคิดหนัก ๆ ไว้ดีเกินคาดจริง ๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Collector คนประกอบผี: สมราคาเข้าชิงรางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยมของเอเชีย

Published

on

By

เรื่องย่อ

ข่าวการค้นพบชิ้นส่วนศพแขนซ้ายปริศนากลายเป็นสิ่งที่คนกำลังให้ความสนใจ ชิ้นส่วนศพที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร!!! ไม่รู้ที่มา!!! ไม่รู้สาเหตุการตาย!!! แต่สำหรับ “ปาย” ตั้งแต่เขาได้พบชิ้นส่วนศพนั้นก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับเขา บางครั้งเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวในห้อง!!! เริ่มเห็นภาพหลอนของชิ้นส่วนศพ!!! รวมไปถึงการเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในห้องหายตัวไปต่อหน้าต่อตา!!! เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เขาเริ่มสงสัยว่าชิ้นส่วนศพปริศนาเกี่ยวข้องกับตัวเขา และเมื่อเขาเริ่มค้นหาความจริง เขาก็พบว่าชิ้นส่วนศพนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับ “วิรินทร์” แฟนเก่าที่เลิกกันไป และเป็นผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด!!!!!

เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ เจ้าพ่อการ์ตูนและมือเขียนบทสายจิตสายสยองสายหักมุม กลับมาพร้อมงานที่กำกับด้วยตัวเอง ร่วมด้วยกฤษดา คณิวิชาภรณ์ ภายใต้หลังคาของค่าย ภาพดีทวีสุข (ซีรีส์ โลกโซเชีย ล) สตูดิโอรายการโทรทัศน์ในเครือ GDH559 ที่สร้างผลงานแนวสร้างสรรค์ดาร์ค ๆ ผ่านทางไลน์ทีวีมาอย่างต่อเนื่อง จริง ๆ ตัวซีรีส์นั้นเริ่มฉายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและได้ดำเนินต่อเนื่องจนจบไปแล้ว ส่วนตัวฉบับตัดต่อใหม่เป็นหนังยาวนี้ก็ได้มีการฉายแบบปิดโรงฉายไปที่โรงหนังพารากอนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561 แล้ว

แต่ที่ต้องหยิบมารีวิวอีกครั้งเพราะตัวซีรีส์นี้ได้เข้าชิงรางวัล Asian Television Awards 2018 เทศกาลของคนทีวีทั่วเอเชียถึง 3 รางวัลด้วยกัน คือ

  • บทซีรีส์ยอดเยี่ยม (เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ และวาสุเทพ เกตุเพ็ชร์)
  • ถ่ายภาพซีรีส์ยอดเยี่ยม (ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช)
  • ซีรีส์ที่ฉายผ่านทางช่องทางดิจิทัลยอดเยี่ยม

จุดเด่นของหนังและซีรีส์ชุดนี้ที่เด่นสุดก็คือ บท สมดังที่เข้าชิงรางวัลนั่นเองครับ เพราะจินตนาการสุดบรรเจิดที่เราไม่เคยเห็นจากที่ใดมาก่อนเป็นเนื้อหาออริจินัลมาก ๆ เมื่อ ปาย (ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์) นักวาดการ์ตูนแนวสยองขวัญเกี่ยวกับมนุษย์ที่โดนสาปให้กลายเป็นปีศาจแล้วต้องฆ่าคนเลวเพื่อสะสมชิ้นส่วนร่างกายเพื่อคืนกลับเป็นมนุษย์อีกครั้ง ถูกสะท้อนไปกับชีวิตจริงของเขาในขณะนี้ที่วิญญาณของแฟนเก่าที่เขาเชื่อว่าถูกฆ่าหั่นศพนั้นกลับมาหลอกหลอนเขา ที่เจ๋งมากคือชิ้นส่วนร่างกายของผีนั้นแต่ละส่วนจะเกาะติดอยู่กับคนที่ร่วมกันฆ่าเธอ และมีเพียงปายเท่านั้นที่เห็น แม้จะเลิกกันไปนานแล้วแต่เป็นหน้าที่ของปายที่ต้องทำตามสัญญาที่เคยให้กันว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป และตามฆ่ากลุ่มฆาตกรเพื่อรวบรวมชิ้นส่วนวิญญาณมาประกอบเป็นร่างของแฟนสาวของเขาเพื่อไปสู่สุคติอีกครั้ง

 

สมดังชื่อเรื่อง The Collector คนประกอบผี 

แต่! แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของความจริงครับ ในขณะที่ปายเริ่มดำดิ่งกับการล้างแค้นและตามล่าฆาตกรจนเขาเหมือนปีศาจเข้าทุกที ซึ่งไอซ์ซึเล่นดีเลยล่ะครับเสียดายไม่ได้ชิงรางวัลอะไร ฉบับหนังอาจอารมณ์ไม่ค่อยเนียนในการกลายสภาพตรงนี้ แต่ในซีรีส์ที่มีเวลาเล่นมากกว่าจะเห็นการเปลี่ยนจิตใจที่ลื่นกว่า แล้วระหว่างที่เราก็เริ่มหมกมุ่นไปกับปายนั้นเอง หนังก็พลิกสถานการณ์กลับไปกลับมาทั้งเรื่องตัวจริงของฆาตกร และการเผชิญหน้ากับวิญญาณได้น่าสะพรึงมาก น่าชื่นชมมาก สดใหม่มาก เรื่องหนึ่งเลย อยากให้ลองชมกันเอง (อยากสปอยล์มากนะ 55)


งานด้านภาพของหนังนี่ก็เด่นมาก ประทับใจกับการออกแบบฉากและการสร้างมุมกล้องที่เจ๋ง ๆ หลายอย่างทั้งการถ่ายมุมเหนือหัวบนทางเดินในคืนฝนพรำที่สวยมากฉากหนึ่งเลยล่ะ ทั้งการถ่ายภาพแบบเห็นผีที่หางตา หรือตามเงาสะท้อนต่าง ๆ เจ๋งมาก ๆ

ก็อยากให้เป็นอีกหนึ่งคอนเท้นท์ออริจินัลของไทยที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับนานาชาตินะครับ ถ้าไปเข้าตาต่างชาติซื้อบทไปทำหนังใหญ่ด้วยคงโคตรเจ๋งเลย

ใครสนใจติดตามชมย้อนหลังได้ทางไลน์ทีวีเลย

EP1 > https://tv.line.me/v/2701978
EP2 > https://tv.line.me/v/2729079
EP3 > https://tv.line.me/v/2775461
EP4 > https://tv.line.me/v/2819700
EP5 > https://tv.line.me/v/2860032
EP6 > https://tv.line.me/v/2893563

ฉบับหนังยาว (ตัดต่อใหม่จากตัวซีรีส์)
Movie version > https://tv.line.me/v/2920617

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] The Ballad of Buster Scruggs: เมื่อพี่น้องโคเอนคารวะเหล่าคาวบอยได้แสนแซ่บ Red Dead Redemption ยังต้องอาย

Published

on

By

The Ballad of Buster Scruggs เป็นหนังฉายลงเน็ตฟลิกซ์ ที่ได้ผู้กำกับสายรายวัลเข้มข้นอย่างพี่น้องโคเอน ทั้งโจเอล และอีธาน มาเขียนบทและกำกับร่วมกัน โดยเนื้อเรื่องจะเป็นบท ๆ แยกส่วนกันจำนวน 6 บท เรียงร้อยผ่านหนังสือนิยายแนวคาวบอยชื่อเรื่องว่า The Ballad of Buster Scruggs ซึ่งมีบทแรกของหนังเป็นชื่อเดียวกับหนังสือด้วย โดยก่อนจะเข้าแต่ละบทหนังจะใบ้เราด้วยหน้ารูปภาพของบทนั้น ๆ เหมือนหนังสือเก่า ๆ และมีข้อความที่สำคัญในตอนนั้น ๆ โดยเราจะยังโยงไม่ถูกว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งขอบอกเลยว่าลีลาแพรวพราวของพี่น้องโคเอนเขาสำแดงฝีมือกันเต็มที่ บทสนทนาและการเดินเรื่องน่าสนใจ และคาดเดาได้ยากมาก ทุกจังหวะคือความเซอร์ไพรส์คนดูตลอดเวลา คือถ้าลองเริ่มดูไปแล้วจะมีแต่ความอยากใคร่รู้ ไม่มีเบื่อเลยจริง ๆ

ตอนที่ 1 The Ballad of Buster Scruggs

ว่าด้วยเรื่องราวของ บัสเตอร์ สครักส์ (ทิม เบลก เนลสัน) สิงห์ปืนไวเจ้าสำอางผู้ชื่นชอบการร้องเพลง แม้เขาดูไม่ชอบการมีเรื่องแต่ด้วยชื่อเสียงและเงินค่าหัวที่ติดตัวเขามาทำให้ทุกวี่วันและที่หนแห่งที่เขาไปล้วนแต่เกิดปัญหาขึ้น “ในโลกตะวันตกจากเรื่องหนึ่ง ๆ อาจจะบานปลายกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งได้เสมอ บางทีผมน่าจะหันไปทำธุรกิจรับจัดงานศพด้วย” สครักส์บอกกับผู้ชม และก็เป็นดั่งเขาว่า นี่เป็นตอนที่คารวะความเป็นตะวันตกในยุคหนังเพลงได้ดีมาก ทั้งกลิ่นอาย การยั่วล้อ ความรุนแรงและขำขัน เป็นการเปิดตัวหนังได้อย่างสนุกเพลิดเพลินมาก

ตอนที่ 2 Near Algodones

ว่าด้วยเรื่องของ คาวบอยหนุ่ม (เจมส์ ฟรานโก้) ที่หวังปล้นธนาคารใกล้เมืองอัลโกโดเนส ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีนายธนาคารแก่ที่รับมือโจรเก่งที่สุด เล่าเท่านี้ล่ะ เพราะหนังพาเราไปเจอความไม่แน่นอนของชีวิตแบบสไตล์บ้านป่าเมืองเถื่อนได้สนุกมาก ฟรานโก้เปลี่ยนลุคจนเกือบนึกไม่ออก คราวนี้มามาดนิ่ง ๆ แต่ก็แฝงความกวนและความหล่อได้เหมือนเดิม เป็นตอนที่สนุกแบบบันเทิงเลยล่ะ

ตอนที่ Meal Ticket

ในโลกตะวันตกไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของคาวบอยและการดวลปืนเท่านั้น ชีวิตปุถุชนทุกคนล้วนต้องการความบันเทิงในโลกอันจืดชืด ตอนนี้ว่าด้วยเรื่องของคณะนักแสดงเร่ร่อนที่เดินทางไปแสดงในแต่ละเมือง โดยมีหัวหน้าคณะเป็นชายวัยกลางคน (เลียม นีสัน) ที่ต้องดูแลศิลปินพิการทั้งแขนขา (แฮร์รี่ เมลลิ่ง) หากแต่ฝีปากในการเล่าเรื่องนั้นชวนฝันและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ตอนนี้เป็นตอนที่ไต่ละดับลงมาสัมผัสชีวิตคนทั่วไปในโลกตะวันมากขึ้น และเปลี่ยนมู้ดของเรื่องได้อย่างน่าชื่นชม เป็นแนวดราม่าสายสัมพันธ์ของคนที่ดีมาก ๆ ครับ อันนี้ต้องชื่นชมทั้งเลียม นีสัน และโดยเฉพาะแฮร์รี่ เมลลิ่ง จากเจ้าหนูที่เล่นเป็น ดัดลีย์ เดอร์สลีย์ ญาติสุดแสบของแฮรี่ พ็อตเตอร์ มาเล่นเป็นศิลปินพิการที่ใช้สายตาเล่นเสียส่วนใหญ่ก็กินใจมาก ฉากสุดท้ายที่เขาชะเง้อมองตามนี่สุดจริง ๆ

ตอนที่ 4 All Gold Canyon

อีกเสน่ห์ของโลกตะวันตกที่ขาดไม่ได้ คงเป็นการขุดทองหวังรวยแบบโครมครามของนักแสวงโชค ในตอนนี้เล่าถึง ชายแก่ (ทอม เวตส์) ผู้ดั้นด้นเข้ามากลางหุบเขาพร้อมลาที่ดูแก่ไม่แพ้กัน เขาสำรวจและเริ่มหาสายแร่ทองคำไปพร้อมกับการพยายามมชีวิตรอดจนกว่าจะเจอกับทองคำ โดยไม่รู้ว่านอกจากธรรมชาติแล้วยังมีสิ่งอื่นที่คอยจ้องมองเขาอยู่ด้วย เป็นตอนที่สวยงามมาก ๆ แสดงบรรยากาศธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ ได้เห็นวิธีหาทองคำที่เพิ่งรู้นี่ล่ะ และยังใส่ความรู้สึกถึงความงดงามแห่งชีวิต ความแก่ ความฝัน การต่อสู้และความหวังได้สวยสุด ๆ เป็นตอนที่ให้ความรู้สึกแบบ The Old Man and the Sea ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ อยู่ไม่น้อยเลยครับ

ตอนที่ 5 The Gal Who Got Rattled

ขบวนคาราวานข้ามแดนผ่านทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา และอันตรายที่แวดล้อมซ่อนเร้นรอคอยการคุกคามก็มีไม่น้อยทั้งเผ่าอินเดียนแดง กลุ่มโจร และฝูงสัตว์ร้าย ในตอนนี้อาจเปิดตัวได้ช้าหน่อยเพราะกว่าจะเข้าเรื่องของ อลิส ลองกาโบ (ซู คาซาน) หญิงสาวผู้ต้องย้ายตามพี่ชายเพื่อไปดูตัวกับคนที่ไม่เคยพบในแดนห่างไกล ก็ต้องผ่านฉากสนทนาที่แสบแซ่บไปพอสมควรก่อน และพอเข้าเรื่องก็ไหลลื่นยาวเลย อุปสรรคของผู้หญิงในโลกตะวันตกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ถูกสะท้อนผ่านหนังตอนนี้ได้ลึกซึ้งมาก ทั้งเธอที่ต้องแต่งงานตามคำของพี่ชาย ทั้งเด็กรับใช้ที่โกงเงินค่าจ้างแต่เธอก็ต้องพึ่งเขา ทั้งทางออกของปัญหาที่ต้องพึ่งพาผู้ชายแทบทุกอย่าง แม้แต่หมาตัวผู้ของพี่ชายก็ยังมีอำนาจเหนือเธอในบางแง่มุม และตอนจบก็สุดแสนจะเจ็บแสบมาก ไม่อยากสปอยล์ ซู คาซาน เล่นเป็นเด็กสาวที่ไม่มีความมั่นใจและต้องรับมือกับโลกทั้งใบด้วยตัวคนเดียวได้เก่งมากจนต้องชื่นชม

ตอนที่ 6 The Mortal Remains

ถ้านับมาทั้งหมดตอนนี้เป็นตอนที่มีความไต่บันไดดูมากสุด แต่ก็ไม่ถึงกับไม่รู้เรื่องนะ และยังเป็นตอนที่แสดงความเป็นพี่น้องโคเอนได้มากที่สุดด้วย ทั้งบทสนทนาที่ไหลลื่นชวนติดตาม ความพลิกไปมาของเรื่องแม้จะแค่นั่งสนทนากันทั้งตอนก็ตาม และการสร้างบรรยากาศไม่น่าไว้ใจและหวาดกลัวแบบฉับพลันขึ้นมาได้เสียวสันหลังสุด ๆ นี่คือโชว์การเป็นนักเล่าเรื่องที่โคตรเก่งของพี่น้องโคเอนมาก ๆ ตอนนี้เป็นตอนที่มีนัยยะของนามธรรมอย่างความตายและเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่ในที ผ่านตัวละครหลากหลายทั้งนักล่าสัตว์ หญิงสูงศักดิ์ คนฝรั่งเศส คนไอริช และคนอังกฤษ และอาจต้องรวมถึงศพและคนขับรถม้าด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องแล้วแต่ใครตีความ แต่ส่วนตัวรู้สึกสนุกกับการดูการสนทนาว่าด้วยมนุษย์ รวมถึงการสะท้อนแง่มุมของความตายมาก เป็นตอนปรัชญาที่ลุ่มลึกขบขัน สยอง และสนุกมาก ๆ ปิดท้ายเรื่องเล่าจากดินแดนตะวันตกอันล่วงพ้นมาแสนนานได้อย่างดีเลยครับ

จุดด้อยของหนังมีเพียงจุดเดียวจริง ๆ ครับคือซีจีบางช่วงดูไม่เนียนแบบลอยเลยล่ะ โดยเฉพาะตัวกวางในตอนที่ 4 นี่ชัดมาก แต่ก็เป็นจุดอ่อนเล็กน้อยมากจริง ๆ เมื่อเทียบกับเรื่องราวสุดเจ๋ง การเล่า การถ่ายภาพ และการตัดต่อ รวมถึงบทเพลง ที่ได้กลิ่นอายตะวันตกโบราณชวนคิดถึงมาก ๆ ใครที่เคยได้ยินว่าดินแดนตะวันตกมันเต็มไปด้วยเรื่องสุดแสนโรแมนติกแล้วไม่เข้าใจ ลองดูเรื่องนี้เลยครับเป็นหนังที่โคตรดีครับอยากให้ลองชมดู มีฉายทางเน็ตฟลิกซ์แล้ว และหวังว่าออสการ์ปีหน้าเราจะได้เห็นชื่อหนังเรื่องนี้เข้าไปโลดแล่นในเวทีประกาศรางวัลด้วยเช่นกัน หลังจากไปคว้ารางวัลบทหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเวนิสมาแล้ว

10/10 ครับเรื่องนี้

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้วชมได้ที่ลิ้งก์นี้เลยครับ https://www.netflix.com/watch/80200267

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!