Connect with us

ภาพยนตร์

10 อันดับ Box Office (29-31 ธ.ค. 2017) : The Last Jedi ทำรายได้ทั่วโลกเกิน 1 พันล้านเหรียญแล้ว

Star Wars: The Last Jedi ยังคงความยอดเยี่ยมบนตารางบ็อกออฟฟิศเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน

Published

on

Star Wars: The Last Jedi ยังคงความยอดเยี่ยมบนตารางบ็อกออฟฟิศเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน

จากรายได้ที่นับถึงสิ้นปี 2017 นั้น The Last Jedi ได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้ในสหรัฐอมริกาสูงสุด คือ 517 ล้านเหรียญ แซงหน้า Beauty and the Beast ที่ทำไว้ 504 ล้านเหรียญ และสำหรับรายได้ทั่วโลกนั้นเกิน 1 พันล้านเหรียญแล้วในขณะนี้

สำหรับ Jumaji: Welcome to the Jungle นั้น ก็ประสบความสำเร็จเช่นกับกับรายได้ทั่วโลกที่มากกว่า 300 ล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 90 ล้านเท่านั้น

และสำหรับ All the Money in the World ผลงานดราม่าระทึกขวัญเรื่องล่าสุดของ ริดลีย์ สก็อตต์ ที่สร้างจากเรื่องจริงของเหตุการณ์ลักพาตัวที่โด่งดังไปทั่วโลก นำแสดงโดย มิเชล วิลเลียมส์, มาร์ก วาห์ลเบิร์ก และ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (ถ่ายซ่อมแทน เควิน สเปซีย์) ก็ทำรายได้เปิดตัวไปเพียง 5.4 ล้านเหรียญเท่านั้น จากทุนสร้าง 40 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Star Wars: The Last Jedi (52.4 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 517.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 523.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,040.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Jumanji: Welcome to the Jungle (50.6 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 169.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 153 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 322.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Pitch Perfect 3 (17.8 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 64.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 28.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 92.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 45 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : The Greatest Showman (15.3 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 48.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 35.1
  • รายได้รวมทั่วโลก : 83.9
  • ทุนสร้าง : 84 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Ferdinand (11.6 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 53.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 71.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 125.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 111 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : Coco (6.6 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 178.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 359 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 537.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 175 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : All the Money in the World (5.4 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 12.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  1.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 14.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 40 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Darkest Hour (5.3 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 17.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 5.4 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 23.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 30 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Downsizing (4.6 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 17 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 68 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : Father Figures (3.7 ล้านเหรียญ)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 12.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 25 ล้านเหรียญ

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

แนะนำหนังแอ็คชั่น-ไซไฟ รวมดาราแถวหน้า Hotel Artemis

Published

on

อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่รวมความมันส์ที่สุด โหดที่สุด เดือดที่สุด ไฮเทคที่สุด และดาราฝีมือดีที่สุดไว้รวมกัน สำหรับ HOTEL ARTEMIS โฮเทล อาร์ทิมิส โรงแรมโคตรมหาโจร” ภาพยนตร์แอคชั่น-ไซไฟพล็อตแหวกน่าจับตา เมื่อโรงแรมกลางนครลอสแอนเจลลิสได้ซุกซ่อนสถานพยาบาลลับสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เอาไว้รักษาอาการบาดเจ็บให้เฉพาะโคตรคนอาชญากรตัวเอ้ ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ

ทั้งนี้ โฮเทล อาร์ทิมิส ได้มี “เดอะ เนอร์ส” (โจดี้ ฟอสเตอร์) เป็นผู้คอยดูแลรักษาอาการบาดเจ็บของแก๊งอาชญากร และเป็นผู้ควบคุมผ่านกฎเหล็ก 12 ข้อ ที่ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าฝ่าฝืน ซึ่งก่อนที่คอหนังชาวไทยจะได้ไปบุกโลก โฮเทล อาร์ทิมิส ก็ต้องทำความรู้จักกับอาชญากรตัวท็อปขาใหญ่เจ้าประจำ ระวังตัวให้ดี! เพราะความพีคกำลังจะบังเกิด!

 

“โจดี้ ฟอสเตอร์” คุณแม่ใจเดือดขาลุยจาก FLIGHT PLAN เป็น “เดอะ เนอร์ส” นางพยาบาลผู้คุมกฎแห่งโรงแรมโคตรมหาโจร

 

เดฟ บาติสต้า แดรกซ์ เอเลี่ยนจอมพลังจาก GUARDIANS OF THE GALAXY เป็น เอเวอเรสต์ ไอ้ยักษ์บุรุษพยาบาล

 

เจฟฟ์ โกลด์บลัม แกรนด์มาสเตอร์ตัวแสบจาก THOR : RAGNAROK เป็น เดอะ วูล์ฟ คิง มาเฟียตัวพ่อที่อาชญากรด้วยกันยังยำเกรง

 

สเตอร์ลิ่ง เค. บราวน์ ท่านอาของทีชาล่าจาก BLACK PANTHER เป็น ไวกิกิ หัวหน้าแก๊งปล้นใต้หน้ากาก

 

 

ชาร์ลี เดย์ นักวิทยาศาสตร์จอมละโมบ จาก Pacific Rim : Uprising เป็น อะคาพัลโก วายร้ายเซียนวางแผน

 

โซเฟีย โบเทลลา เอเลี่ยนสาวนักรบจาก STAR TREK BEYOND เป็น นีซ เจ้าหญิงนักฆ่า เพชฌฆาตสังหารตามใบสั่ง

 

 

แซคคารี่ ควินโต้ กัปตันสป๊อคจาก STAR TREK เป็น ครอสบี้ ลูกชายหัวร้อนของเจ้าพ่อเดอะ วูล์ฟ คิง

 

เตรียมเช็กอินประสบการณ์นองเลือดระดับ 5 ดาว โคตรนักฆ่าปะทะมหาโจร มาเฟียตัวพ่อจะดวลอาชญากรมือฉกาจ HOTEL ARTEMIS โฮเทล อาร์ทิมิส โรงแรมโคตรมหาโจร” : 14 มิถุนายนนี้ในโรงภาพยนตร์

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] The Strangers: Prey at Night: น้องพี่ที่รัก VS ฆาตกรโรคจิต

Published

on

ถ้า Final Destination คือแฟรนไชส์หนังโกงตายที่จะกี่ภาค คนดูก็รู้ว่าต้องมีฉากตายแหวะ ๆ ระดับที่ว่านั่ง ๆ อยู่ก็หาเรื่องให้ตายได้ หรือหนังอย่าง Insidious จะทำให้คนดูจินตนาการไปถึงหนังผีที่หลุดเข้าไปในโลกวิญญาณ หนังอย่าง The Strangers นั้นก็คือหนังบุกรุกบ้าน (home invasion) ที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่ง แม้ว่าจะห่างหายไปถึง 10 ปีจากภาคแรก แต่คอนเซปต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนที่เคยได้ดูเช่นกัน ก่อนหน้านี้ผมเคยย้อนกลับไปหาดูภาคแรกเหมือนกัน แต่กับภาคนี้แล้วแอบรู้สึกว่าทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร

เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้ผู้กำกับ ไบรอัน เบอร์ติโน ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ ชารอน เทต อดีตเมียคนที่ 2 ของผู้กำกับออสการ์ โรมัน โปลันสกี้ ที่ถูกฆาตกรรมแบบตายท้องกลมสุดสยองในบ้านพักจากกลุ่มลัทธิของ ชาร์ลส์ แมนสัน (แมนสันแฟมิลี่) ฆาตกรวิปริตในยุค 60 (เพิ่งตายในคุกไปเมื่อปีที่แล้วเอง อายุยืนเนาะ!) [1]

วกกลับมาที่ The Strangers: Prey at Night ซึ่งในภาคนี้เนื้อหาไม่มีความเกี่ยวพันใด ๆ กับภาคแรกอยู่แล้ว นอกเหนือจากแก๊งหน้ากากฆาตกรโรคจิตที่กลับมาอีกครั้ง โดยคราวนี้เรื่องเริ่มจากครอบครัวหนึ่งได้ตัดสินใจเดินทางมาบ้านพักตากอากาศ ซึ่งหลังจากที่ 4 คนพ่อแม่ลูกเดินทางมาถึงบ้านพักดังกล่าวแล้ว ก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เมื่อพบว่าท่ามกลางความมืดมิดในหมู่บ้านแห่งนี้กลับไม่มีใครอยู่เลย

ตัวหนังเปิดหัวมาแบบไม่ต้องพูดพล่ามอะไรกันมาก ขายของกันทันทีซึ่งก็คือความหลอนตั้งแต่การปรากฏตัวมาเคาะประตูบ้านของฆาตกร พร้อมกับคำถามซิกเนเจอร์ว่า ‘ทามาร่า อยู่ไหม?’

แต่ก่อนจะพูดถึงหนัง ผมสะดุดกับ คริสติน่า เฮนดริคส์ มาก หลายคนก็คงคุ้นหน้าเธอมาบ้างจากซีรีส์ Mad Men บอกตามตรงว่าเสน่ห์เธอล้นเหลือเฟือ (จริง ๆ ) สำหรับผมเธอจะปังมากหากได้วิ่งหนีฆาตกร แล้วล้มกลิ้งล้มหงาย คลุกดินคลุกฝุ่นเสียหน่อย The Strangers มันจะกลายเป็นหนัง MILF Horror ไปเลย (ฮา)

อย่างที่เรารู้แหละว่า หนังแนวนี้ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก นอกจากรสชาติของการไล่ฆ่า ความโรคจิต ให้คนดูหลอนระทึกกันเยี่ยวเหนียว ซึ่งในภาคนี้ที่บอกว่าแตกต่างจากภาคแรกก็คือ มันมีความสัมพันธ์ของครอบครัวมาเกี่ยวข้องทั้ง พ่อ แม่ พี่ชาย น้องสาว และก็จะไม่ได้ไล่ฆ่ากันอยู่แค่ในบ้านให้คนดูอึดอัดเท่าภาคแรกแล้ว ยังมีพื้นที่ให้วิ่งหนีไปบ้านอื่่น ๆ ในละแวกใกล้เคียง ตามถนน ที่ทั้งเรื่องยังคงคอนเซปต์ใช้ความมืดมิด การถูกตัดขาดการโลกภายนอก สร้างบรรยากาศคอยกดดันให้คนดูรู้สึกไม่ไว้วางใจตลอดทั้งเรื่องและมีการเพิ่มเพลงป๊อบจากยุค 80 มาประกอบ [2] สร้างกลิ่นอายให้ดูคล้ายหนังผียุค 70-80 เช่นพวก Halloween ของป๋า จอห์น คอร์เพนเตอร์ อะไรเทือก ๆ นั้น ซึ่งจุดนี้ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเป็นส่วนผสมที่ยิ่งทำให้แต่ละฉากเพิ่มอัตราความหลอนมากขึ้นหลายสิบตีนถีบ

การไล่ล่าครั้งนี้ ดู ๆ ไปแล้วเหมือนนั่งดู ‘น้องพี่ที่รัก’ ในเวอร์ชันที่ต้องวิ่งหนี เจสัน ศุกร์ 13 ทั้งเรื่อง ซึ่งทั้ง คินซีย์ (เบลีย์ เมดิสัน) น้องสาว และ ลุค (ลูวิส พูลแมน) พี่ชาย ที่ไม่ค่อยถูกกันก็ต้องมาช่วยกันเอาชีวิตรอดให้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้เห็นฉากอันไม่สมเหตุสมผลของตัวละครออกมาเป็นพัก ๆ เรียกว่าใครเป็นผู้ถูกล่าในหนังเรื่องนี้นี่สติสตางค์ไม่อยู่กับตัวสักคน เหมือนเป็นเครื่องมือความทรมาน ความซาดิสต์ ความโรคจิต ของอีฆาตกร แบบไร้ทางสู้ บางทีดู ๆ ก็ไปคิด ‘นี่มึงจะวิ่งหนีอย่างเดียวทั้งเรื่องเลยเรอะ!’ แต่ก็ต้องยอมรับว่า อินเนอร์ ของน้อง เบลีย์ ที่ถูกจับแต่งเป็นสาวพังค์ ๆ แรง ๆ ทำได้ดีเลย ดูหลอน หวีดแรงทั้งเรื่อง (รู้สึกเหนื่อยแทน-ฮา)

The Strangers: Prey at Night ในภาคนี้ก็ถือว่าหลอนระทึกได้ทั้งเรื่อง ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรตามคอนเซปต์หนังของเขา สาเหตุที่มันมาฆ่าก็ง่าย ๆ คือ เพราะเอ็งอยู่ในบ้านแค่นั้นแหละ หนังขายความระทึก หวีดสยองได้โอเค มีหลายฉากที่ฆาตกรเลี้ยงเหยื่อไว้ แค่มองดูเหยื่อดินกระเสือกระสน แต่ไม่ลงมือฆ่า ก็ทำให้หลอนระดับอุทานว่า ‘เยียดเปียด’ ได้หลายฉาก จะยิ่งพีคก็ไปดูรอบดึก ๆ หน่อย ก็จะเพิ่มดีกรีความหลอนมากขึ้น แต่ถ้าใครที่สตรองกับหนังแนวนี้มาเยอะแล้วก็ถือว่าเบา ๆ มาก (ฮา)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Solo a Star Wars Story : ภาคที่สดใสที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์ส

Published

on

หนังภาคแยกจากจักรวาลสตาร์วอร์สต่อจาก Rouge One ที่รอบนี้เลือกมาเล่าวีรกรรมในวัยหนุ่มของ ฮาน โซโล ฮีโร่ที่สาวกสตาร์วอร์สน่าจะชื่นชอบที่สุดแล้ว และเป็นตัวละครที่มีพื้นเพน่าสนใจ เป็นพระเอกในแบบที่ไม่ใช่วีรบุรุษที่ขาวสะอาด เพราะฮานเป็นพวกนอกกฏหมายโดยแท้ เป็นนักต้มตุ๋น นักพนัน และ เซียนไพ่ และมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และที่สำคัญเขามีเพื่อนรักขนยาวที่มีเพียงฮานคนเดียวที่ฟังออกและสื่อสารกันรู้เรื่อง ล้วนแล้วจึงเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ นำมาขยายเป็นหนังภาคแยกได้น่าสนุกสุดแล้ว และ Solo a Star Wars Story ก็ตอบสนองแฟน ๆ ได้ดีกับการเล่าที่มาของชิวเบคก้า และ มิลเลนเนียมฟอลคอน ให้ได้หายสงสัยกัน

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

Solo a Star Wars Story เป็นอีก 1 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในความสนใจและรอคอยจากแฟน ๆ สตาร์วอร์ส เพราะอย่างทีว่านี่คือตัวละครที่หลายคนรัก การฆ่าฮานในเส้นเรื่องหลักก็ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ ไปแล้ว เมื่อฮานกลับมามีชีวิตบนจออีกครั้ง จึงเป็นการกลับมาของตัวละครที่รัก และถูกจับตาตั้งแต่การเลือกตัวแสดงมาเป็นฮาน และเป็นการสร้างที่้ต้องเจอปัญหาใหญ่กับการเปลี่ยนผู้กำกับกะทันหัน จาก ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ที่มาจากสายคอมมีดี้ก็เลยจะพาหนังออกแนวคอมมีดี้ตามสไตล์ตัวเอง และไม่ถ่ายทำตามบท ก็ต้องโดนอัปเปหิออกไป และได้ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับออสการ์จาก A Beautiful Mind มาแทนที่ภายใน 2 วัน ซึ่งรอนก็เริ่มงานด้วยการรื้องานของคู่หูเก่าทิ้งและถ่ายทำใหม่ถึง 80 %

บทหนังเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน สมาชิกเก่าของทีมงานสตาร์วอร์ส ที่เขียนบท Episode 5,6,7 มาแล้ว ก็เล่าที่มาของฮานได้อย่างลื่นไหล น่าติดตามเพราะเต็มไปด้วยวีรกรรมโลดโผน แม้บทจะเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน แต่ก็อิงเรื่องราวหลาย ๆ ส่วนมาจากนิยาย 3 เล่ม The Han Solo Adventures ที่ออกมาในปี 1979 -1980 ประพันธ์โดย ไบรอัน เดลีย์

ในนิยายเล่าวีรกรรมของฮาน ในช่วง 2 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Star Wars Episode IV: A New Hope (1977) ส่วนเหตุการณ์ในหนัง Solo a Star Wars Story เริ่มเรื่องตั้งแต่ฮานในวัยหนุ่ม และเป็นโจรปลายแถวสุมนของแก๊งอาชญากรในคอเรลเลีย ดาวที่ฮานถือกำเนิดมาและอยากจะหนีจากที่นี่มาโดยตลอด ฮานมีคนรักคือ “คิรา”บทของเอมิเลีย คลาร์ค ทั้งคู่พากันหนีจากคอเรลเลียที่โดนปกครองโดยจักรวรรดิ ฮานหนีมาได้สำเร็จแต่คิราหนีไม่พ้น ฮานตั้งใจจะหาเงินและมียานของตัวเองและกลับมารับคิรา ทางเดียวที่ถนัดคืองานนอกกฏหมายที่พาเขาไปพบกับเบ็คเก็ต บทของ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ,ฮาน ขอเข้าเป็นสมาชิกแก๊งและร่วมกันปล้นโคแอ็กเซี่ยมแร่พลังงานมูลค่ามหาศาลจากจักรวรรดิ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ฮานเริ่มจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจักรวรรดิ

2 ชั่วโมง 15 นาทีของหนัง เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฉากใหญ่ฉากเล็ก ที่น่าประทับใจสุดก็เป็นฉากฮานและแก๊งเบ็คเก็ตบุกปล้นขบวนรถไฟบรรทุกโคแอ็กเซี่ยม เป็นฉากแอ็คชั่นที่ยาวนานและลุ้นระทึกมาก และอีกฉากใหญ่ก็คือ “เคสเซิลรัน” อีกวีรกรรมที่กลายเป็นตำนานเล่าขานของฮาน โซโล เมื่อเขาขับมิลเลนเนียม ฟอลคอน หนีออกจากดาวเคสเซิลด้วยความเร็วกว่า 12 พาร์เซ็ค ที่ไม่เคยมีใครทำได้ และยังคงถ่ายทอดบุคลิกอันโดดเด่นของการเป็นคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ มีไหวพริบในการเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ของฮาน ได้อย่างชัดเจน และด้วยความเจ้าเล่ห์ของฮานนี่ล่ะ ที่นำมาใช้เป็นมุกเด็ดในฉากไคลแมกซ์ได้น่าชื่นชม ถือว่าจุดที่ดีในบทเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

มองที่ตัว อัลเด็น เออเร็นริช ถ้าเราไม่พยายามเอาเขาไปเปรียบเทียบกับตัวแฮริสัน ฟอร์ด ก็นับ อัลเด็น เป็นฮานที่มีเสน่ห์ ทำหน้าที่จุดศูนย์กลางของหนังที่มีตัวละครมากมายแบบนี้ได้โดยไม่โดนข่ม ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับภารกิจการคัดตัวละครที่ยาวนาน เพราะการคัดตัวแสดงมาเป็นฮาน โซโล นั้นมีนักแสดงหน้าใหม่หน้าเก่ามาแคสต์บทมากถึง 3,000 คน ใช้ระยะเวลาในการคัดเลือกยาวนานเป็นอันดับ 2 รองจากการหานักแสดงในบท “คริสเตียน เกรย์”ใน Fiffty Shades Of Grey และที่สำคัญ อัลเด็น เออเร็นริช คือนักแสดงคนแรกที่มาแคสต์บท ฮาน โซโล แล้วเขาก็ยังสามารถเอาชนะอีก 3,000 กว่าคนที่มาทีหลังเขาได้หมด

ตัวละครที่เด่นรองลงมาเดิมที่คิดว่าจะเป็น คิรา กลับเป็น เบ็คเก็ต ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงคอยสอนและแนะนำ เป็นผู้ที่พาฮาน เข้าสู่โลกอาชญากรอย่างแท้จริง วู้ดดี้ ฮาเรลสัน เหมาะมากกับบทผู้ชำนาญการผ่านโลกแบบนี้เหมือนกับบท เฮย์มิตช์ ใน The Hunger Games

เอมิเลีย คลาร์ค กับโอกาสอีกครั้งในบทนำ หลังจากเคยคว่ำมาแล้วกับการได้เป็น ซารา คอนเนอร์ กับบทคิรา วันนี้เธออายุ 31 แล้วแต่ด้วยความเป็นสาวตัวเล็ก ก็เลยดูเด็กตลอดเวลา ในฉากเปิดตัวดูเป็นสาววัยรุ่นได้ไม่เคอะเขินเลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญเพราะคิราเป็นบทที่มีความลึกของตัวละครมาก เธอเป็นคนรักของฮาน ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นสมาชิกระดับล่างของจักรวรรดิ เป็นตัวละครที่คนดูต้องคอยคาดเดาว่าแท้จริงแล้วเธอจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ และฉากสุดท้ายของเธอก็ทิ้งค้างคำถามไว้ให้สานต่อในภาคต่อไป….ถ้ามีนะ

เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าทำไมจักรวาลสตาร์วอร์จะต้องใส่คาแรกเตอร์ที่พูดมากเข้าไปในทุกภาค เดิมก็มี C3PO แต่ก็ไม่น่ารำคาญเท่าจาร์จาร์ บิงก์ มาภาคนี้ก็ใส่ L3-37 เข้ามา เป็นหุ่นยนต์คู่ซี้ของ แลนโด คาริสเซียน เป็นดรอยด์ที่ไม่มีเสน่ห์ของดรอยด์อย่างที่ผ่านมาเลย เพราะ L3 พูดจาต่อยหอยด้วยน้ำเสียงมนุษย์ และทีท่าการเคลื่อนไหวก็เหมือนมนุษย์และ…..น่ารำคาญ ,แม้ในเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครหลักอย่างลุค , เลอา หรือ ดาร์ธ เวเดอร์ แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรากฏตัวของตัวละครจากเส้นเรื่องหลักมาแวบนึง แต่ก็ได้เสียงโห่ฮิ้วในโรงไปพอสมควร

แม้ว่าภาพของหนังจะเลือกทำออกมาหม่นซีด ใกล้เคียงกับภาพใน Rogue One หนังภาคแยกเรื่องก่อนหน้า แต่กับเนื้อหาของหนังนั้นแตกต่างกันลิบลับ โทนของ Rogue One มืดหม่นทั้งภาพทั้งเรื่อง แต่กับ Solo a Star Wars Story แล้วก็ฉีกเส้นทางออกไปได้ไกล เพราะเป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด ต่างกับ Solo ที่เป็นตัวละครจากเส้นเรื่องหลัก บุคลิกตัวละครและบทสรุปนั้นถูกล็อคไว้หมดแล้ว ดิ้นไปไหนไม่ได้มาก แต่กระนั้นโทนหนังก็ยังออกมาสดใสมาก เพราะแรงส่งจากตัวละครหลักอย่างฮาน ที่มากับพลังของวัยหนุ่ม อเลิร์ตตลอดเวลา ยิ้มสู้กับทุกสถานการณ์ ก็เลยพาหนังโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังกับเขาไปได้ตลอด แม้ตลอดเรื่องจะมีอุปสรรค ปัญหานานับประการ แต่ฮานก็ผ่านทุกวิกฤตมาได้อย่างสวยงาม

แม้จะดูเป็นหนังอารมณ์ดีแต่ก็ไม่ถึงกับมีมุกที่เรียกเสียงฮาได้หนัก ๆ แบบ The Last Jedi ในหนังมีตัวละครตายมากมาย แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลาแม้เพียงนิดจะอ้อยอิ่งไว้อาลัยกับการสูญเสีย หนังเดินเรื่องเร็วมากไม่มีฉากนั่งพูดคุยปรับทุกข์มากมาย โดยรวมก็เป็นสตาร์วอร์สภาคที่สดใสไร้ความหม่นที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์สแล้ว สมกับเป็นหนังของดิสนีย์เสียจริง หนังเปิดเผยตัวละครใหม่ องค์กรใหม่มากมาย เป็นไปได้อย่างสูงว่าหนังไม่จบแค่ภาคเดียว ถ้าภาคนี้ได้ตังค์นะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!