Connect with us

ภาพยนตร์

ประกาศรายชื่อผู้ชนะรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 75 : Lady Bird, Three Billboards ชนะเลิศหนังยอดเยี่ยม

ประกาศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับผลรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 75 โดย Lady Bird และ Three Billboards Outside Ebbing, Missouri สามารถคว้ารางวัลใหญ่ไปได้

Published

on

ประกาศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับผลรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 75 โดย Lady Bird และ Three Billboards Outside Ebbing, Missouri สามารถคว้ารางวัลใหญ่ไปได้

งานประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 75 นี้ เป็นงานประกาศรางวัลใหญ่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์งานแรกของปี 2018 นี้ ท่ามกลางกระแสข่าวและความวุ่นวายมากมายที่เกิดขึ้นในฮอลลีวู้ดมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2017 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟ้องร้องคดีล่วงละเมิดทางเพศต่อนักแสดงชายหลายคน โดยมีรายชื่อผู้ชนะรางวัลทั้งหมด ดังนี้

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาดราม่า

  • Call Me By Your Name
  • Dunkirk
  • The Post
  • The Shape of Water
  • ผู้ชนะ: Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • The Disaster Artist
  • Get Out
  • The Greatest Showman
  • I, Tonya
  • ผู้ชนะ: Lady Bird

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม สาขาดราม่า

  • เจสสิกา แชสเทน, Molly’s Game
  • แซลลี่ ฮอว์กินส์, The Shape of Water
  • ผู้ชนะ: ฟรานเซส แม็คดอร์มานด์, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri
  • เมอรีล สตรีป, The Post
  • มิเชล วิลเลียมส์, All the Money in the World

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สาขาดราม่า

  • ไทโมธี ชาลาเม็ต, Call Me By Your Name
  • แดเนียล เดย์-ลูวิส, Phantom Thread
  • ทอม แฮงส์, The Post
  • ผู้ชนะ: Gary Oldman, Darkest Hour
  • เดนเซล วอชิงตัน, Roman J. Israel, Esq.

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • จูดี้ เดนช์, Victoria & Abdul
  • เฮเลน เมียร์เรน, The Leisure Seeker
  • มาร์ก็อต ร็อบบี้, I, Tonya
  • ผู้ชนะ: เซียร์ชา โรแนน, Lady Bird
  • เอมมา สโตน, Battle of the Sexes

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • สตีฟ คาเรล, Battle of the Sexes
  • แอนเซล เอลกอร์ธ, Baby Driver
  • ผู้ชนะ: เจมส์ แฟรนโก, The Disaster Artist
  • ฮิว แจ็กแมน, The Greatest Showman
  • แดเนียล คาลูยา, Get Out

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

  • แมรี เจ. ไบลจ์, Mudbound
  • ฮง เชา, Downsizing
  • ผู้ชนะ: แอลลิสัน แจนนีย์, I, Tonya
  • ลอรี เมตคาล์ฟ, Lady Bird
  • ออคตาเวีย สเปนเซอร์, The Shape of Water

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

  • วิลเลม เดโฟ, The Florida Project
  • อาร์มี แฮมเมอร์, Call Me By Your Name
  • ริชาร์ด เจนกิ้นส์, The Shape of Water
  • คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, All the Money in the World
  • ผู้ชนะ: แซม ร็อคเวลล์, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

ผู้กำกับยอดเยี่ยม

  • ผู้ชนะ: กิลเลอร์โม่ เดอ โทโร่, The Shape of Water
  • มาร์ติน แมคโดนา, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri
  • คริสโตเฟอร์ โนแลน, Dunkirk
  • ริดลีย์ สก็อตต์, All the Money in the World
  • สตีเวน สปีลเบิร์ก, The Post

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

  • กิลเลอร์โม่ เดอ โทโร่ และ เวเนสสา เทย์เลอร์, The Shape of Water
  • เกรตา เจอร์วิก, Lady Bird
  • ลิซ ฮันนาห์ และ จอร์ช ซิงเกอร์, The Post
  • ผู้ชนะ: มาร์ติน แมคโดนา, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri
  • แอรอน ซอร์กิ้น, Molly’s Game

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาอนิเมชั่น

  • The Boss Baby
  • The Breadwinner
  • ผู้ชนะ: Coco
  • Ferdinand
  • Loving Vincent

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

  • A Fantastic Woman (ชิลี)
  • First They Killed My Father (โคลัมเบีย)
  • ผู้ชนะ: In the Fade (เยอรมนี/ฝรั่งเศส)
  • Loveless (รัสเซีย)
  • The Square (สวีเดน/เยอรมนี/ฝรั่งเศส)

ดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม

  • คาร์เทอร์ เบอร์เวลล์, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri
  • ผู้ชนะ: อเล็กซองดร์ เดส์ปลาต์, The Shape of Water
  • จอนนี กรีนวู้ด, Phantom Thread
  • จอห์น วิลเลียมส์, The Post
  • ฮานส์ ซิมเมอร์, Dunkirk

เพลงประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม

  • “Home”, Ferdinand
  • “Mighty River”, Mudbound
  • “Remember Me”, Coco
  • “The Star”, The Star
  • ผู้ชนะ: “This Is Me”, The Greatest Showman

ซีรีส์ทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม สาขาดราม่า

  • The Crown
  • Game of Thrones
  • ผู้ชนะ: The Handmaid’s Tale
  • Stranger Things
  • This Is Us

ซีรีส์ทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • Blackish
  • ผู้ชนะ: The Marvel Mrs. Maisel
  • Master of None
  • SMILF
  • Will & Grace

ลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม

  • ผู้ชนะ: Big Little Lies
  • Fargo
  • Feud: Bette and Joan
  • The Sinner
  • Top of the Lake: China Girl

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • เจสสิกา บีล, The Sinner
  • ผู้ชนะ: นิโคล คิดแมน, Big Little Lies
  • เจสซิกา แลงจ์, Feud: Bette and Joan
  • ซูซาน ซาแรนดอน, Feud: Bette and Joan
  • รีส วิเธอร์สปูน, Big Little Lies

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • รอเบิร์ต เดอ นิโร, The Wizard of Lies
  • จู๊ด ลอว์, The Young Pope
  • ไคล์ แม็คลัคแลน, Twin Peaks
  • ผู้ชนะ: ยวน แม็คเกรเกอร์, Fargo
  • เจฟฟรีย์ รัช, Genius

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาดราม่า

  • ไคทริโอน่า เบลฟ์, Outlander
  • แคลร์ ฟอย, The Crown
  • แมกกี จิลเลนฮอล, The Deuce
  • แคทเธอรีน แลงฟอร์ด, Thirteen Reasons Why
  • ผู้ชนะ: เอลิซาเบธ มอส, The Handmaid’s Tale

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาดราม่า

  • เจสัน เบทแมน, Ozark
  • ผู้ชนะ: สเตอร์ลิง เค. บราวน์, This Is Us
  • เฟรดดี ไฮร์มอร์, The Good Doctor
  • บ็อบ โอเดนเคิร์ค, Better Call Saul
  • ลีฟ ชไรเบอร์, Ray Donovan

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • พาเมลา แอดลอน, Better Things
  • เอลิสัน บรีย์, GLOW
  • ผู้ชนะ: ราเชล บรอสนาฮาน, The Marvelous Mrs. Maisel
  • อิสซา แร, Insecure
  • แฟรงกี้ ชอว์, SMILF

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • แอนโทนี แอนเดอร์สัน, Blackish
  • ผู้ชนะ: อาซิส อันซาริ, Master of None
  • เควิน เบคอน, I Love Dick
  • วิลเลียม เอช. เมซี, Shameless
  • อีริค แมคคอร์แมค, Will & Grace

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมในลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • ผู้ชนะ: ลอร่า เดิร์น, Big Little Lies
  • แอน ดาวด์, The Handmaid’s Tale
  • คริสซี่ เมตซ์, This Is Us
  • มิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์, The Wizard of Lies
  • เชลีน วูดลีย์, Big Little Lies

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • เดวิด ฮาร์เบอร์, Stranger Things
  • อัลเฟรด โมลินา Feud: Bette and Joan
  • คริสเตียน สเลเทอร์, Mr. Robot
  • ผู้ชนะ: อเลกซานเดอร์ สการ์สการ์ด, Big Little Lies
  • เดวิด ธิวลิส, Fa

รางวัล Cecil B. DeMille

  • โอปราห์ วินฟรีย์

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Dark Crimes: การได้ 0% จากเว็บ Rotten Tomatoes มันไม่ยุติธรรมเลยเฟร้ย

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

“ทาเดค” เป็นนักสืบที่รับหน้าที่สืบสวนคดีฆาตกรรมนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่ที่เขาและคนอื่น ๆ ต้องประหลาดใจมากก็คือ เรื่องราวมันเหมือนกับเรื่องในนิยายฆาตกรรมของนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อ “คอซโลว์” ขณะที่คดีนี้น่าจะเปิดและปิดได้ง่าย ๆ เหมือนคดีทั่ว ๆ ไป ทาเด็คดูเหมือนจะสืบพบเรื่องในมุมมืดของคดีนี้ขึ้นมา นั่นเป็นเหมือนชนวนที่ทำให้ทาเด็คดำดิ่งสู่อีกโลกที่มืดบอด และทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

หนังอาชญากรรมที่ได้ จิม แคร์รีย์ ตลกหน้าเป็นชื่อดัง พลิกเข้มมารับบทเจ้าหน้าที่สืบสวนของโปแลนด์ในคดีฆาตกรรมสุดลึกลับ โดยนำเค้าโครงมาจากเรื่องจริงสุดอื้อฉาวปี 2007 ของประเทศโปแลนด์ด้วย แต่ความน่าสนใจทั้งหมดน่าจะถูกบดบังด้วยความเป็นหนังผลโหวต 0% มะเขือเทศเน่าสนิทจากเว็บ Rotten Tomatoes จากนักวิจารณ์ 34 คน แบบที่นาน ๆ จะเจอหนังเรื่องไหนได้สักที หนังเรื่องนี้มันต้องพิเศษโคตร ๆ จริง ๆ

ตามที่ได้เกริ่นไว้ หนังได้แรงบันดาลใจจากบทความปี 2008 ใน The New Yorker ของ เดวิด กรานน์ เรื่อง True Crime: A Postmodern Murder Mystery โดยนำมาจากคดีจริงที่ได้ขึ้นชื่อว่าแปลกประหลาดและมีชื่อเสียงอย่างมากของโปแลนด์ จนเกิดศัพท์ว่า Novel Killer ขึ้นมา อันนี้ขอเล่าเหตุการณ์ของคดีจริงแล้วกันเพราะในหนังดัดแปลงไปเยอะ จึงไม่น่าจะสปอยล์

เหตุการณ์มันเริ่มในปี 2000 เมื่อนักธุรกิจรายหนึ่งชื่อว่า ดาเรียส เจนิสซีวสกี ถูกฆาตกรรมและเอาศพทิ้งในทะเลสาบ ตำรวจไม่สามารถหาร่องรอยใด ๆ ต่อไปได้ จนคดีถูกทิ้งไว้นานหลายปี แล้วในปี 2003 ตำรวจก็ได้พบว่านิยายที่เพิ่งวางแผงชื่อ Amok ของ คริสเตียน บาล่า ซึ่งดันมีรายละเอียดคล้ายคลึงกับการฆาตกรรมดาเรียสอย่างกับแกะแบที่ควรมีแต่ฆาตกรตัวจริงเท่านั้นถึงจะรู้ จนนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนครั้งใหม่กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่มีคำตัดสินสิ้นสุดในปี 2007 ออกมา ซึ่งคริสเตียนก็สารภาพว่าได้ลงมือฆ่าดาเรียสเพราะจับได้ว่าดาเรียสเป็นชู้กับเมียของตนเอง

บาลา ตัวจริง

หนังเรื่อง Dark Crimes เองเดิมใช้ชื่อว่า True Crimes เช่นเดียวกับตัวบทความที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นผลงานการดัดแปลงโดย เจเรมี่ บร็อก มือเขียนบทรางวัล BAFTA จากเรื่อง The Last King of Scotland (2006) และได้ผู้กำกับชาวกรีกที่มีผลงานโด่งดังในเทศกาลประกวดเวนิส ปี 2013 อย่าง อเล็กซานดรอส อวรานาส มาถ่ายทอดด้วย หนังมีการดัดแปลงตัวละคร และเหตุการณ์หลายอย่างจนแทบจะเป็นคนละเรื่องกับคดีจริง เช่น ทาเดค ก็มาจากตำรวจตัวจริงที่ชื่อ จาเซค ส่วนนักเขียนนิยายตัวจริงอย่างคริสเตียน ก็เปลี่ยนชื่อเป็น คอสโลว์ และคดีนี้ก็เกี่ยวโยงกับการเล่นเซ็กวิตถารของคลับลับที่ชื่อ เดอะเคจ ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวละครจำนวนมาก โดยเรื่องของฆาตกรรมตามนิยายนั้นแทบจะเป็นเพียงส่วนจ้อยร้อยของหนังเท่านั้น

นายตำรวจโปแลนด์ ต้นแบบของจิม แครร์รียืในเรื่อง

ที่สำคัญหนังมีการหักมุมไปมา และเล่นกับจิตใจที่ถลำลึกในการหาความยุติธรรมอย่างบ้าคลั่งของตัว ทาเดค ได้อย่างน่าสนใจ ยิ่งจุดจบที่ทุกอย่างขมวดแล้วนั้นก็เลวร้ายบัดซบกับตัวละครของ จิม แคร์รีย์ ได้ใจมาก แถมเสนอจุดที่หนังต้องการได้คมคายเรื่อง ความจริง (Truth) และความสมจริง (Reality)

ทั้งหนังยังได้การแสดงที่ดีมาก ๆ จากนักแสดงนำทั้งหลายที่ใช้สกิลสายดราม่าแนวยุโรปซัดใส่กันได้อย่างเข้มข้นมาก ๆ โดยเฉพาะ จิม แคร์รีย์ ที่ก็ยืนยัดชัดอีกครั้งว่าในสายดราม่าเขาก็เอกอุไม่แพ้สายคอเมดี้เลยสักนิด นอกจากนั้นโปรดักชั่นของหนังก็ดูดีทั้งภาพและเสียง มีกลิ่นไอความนัวร์ในแบบของ เดวิด ฟินเชอร์ มาก ๆ เสียดายเพียงแต่ว่าหนังเรื่องนี้มีวิธีการเล่าแบบยุโรปจ๋ามาก ๆ ซึ่งเป็นแนวการนำเสนอที่คนสายแมสอย่างฮอลลีวู้ดน่าจะอินยากมาก หนังเล่าค่อนข้างเชื่องช้า การเชื่อมโยงแต่ละฉากมีความโดด ๆ แบบที่คนดูต้องช่วยเชื่อมเองบ้าง ไม่อธิบายอะไรเลยมั่ง คือถ้ามันฉายแต่ตามเทศกาลหนังยุโรปอาจได้รับการตีคุณค่าที่ดีกว่านี้ แม้จะไม่ได้ดีมากก็ตาม โชคร้ายที่มันถูกมองว่าเป็นหนังสไตล์ฮอลลีวู้ดเพราะมี จิม แคร์รีย์ เล่นล่ะมั้ง

และอีกอย่างที่น่าเสียดายและเป็นการทำตัวเองของหนังคือ บทหนังที่ตัวเรื่องคิดมาน่าสนใจ แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดระหว่างทางให้น่าสนใจ ให้คนติดตามล่อหลอกได้มากพอ แถมบทสรุปก็ไม่ได้หักมุมว้าวจนเราตะลึงแต่อย่างใดด้วย จนทำให้การแสดงที่ดีหลาย ๆ ครั้งดูเป็นความล้นและไร้เหตุผลเพราะการเล่าเรื่องโดยรวมที่กระท่อนกระแท่นนั่นเอง

หนังเปิดตัวไปในเทศกาลภาพยนตร์เมืองวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ไปตั้งแต่ปี 2016 แต่เพิ่งจะลงฉายทางการในหลายประเทศปีนี้เอง ซึ่งบ้านเราช่างโชคดีเพราะที่อื่นลงฉายในทีวี ลงแผ่น หรือสตรีมมิ่งแทบจะทันที แต่บ้านเราจะได้ชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ด้วย เย่! ไปพิสูจน์ความดาร์ก ความโป๊ ความรุนแรงกันได้เลยฮะ อ่อไม่เหมาะกับเด็กอย่างแรงนะจ๊ะ

ซื้อตั๋วแบบดาร์กๆต้องหาตั๋วผี ซื้อตั๋วแบบคนดีๆเชิญที่ภาพนี้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] A Simple Favor เพื่อนหายอย่าหา – หนังผู้หญิงวร้ายวร้าย..!! เมาธ์กระจายแต่ระทึกจิกเบาะ

Published

on

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวสายไลฟ์สดอันแสนจืดชืดของสเตฟานีจบลง หลัง เอมีลี  คุณแม่พีอาร์สาวสุดเฉียบก้าวเข้ามาในชีวิต หลังตีสนิทจนเชื่อใจ เอมีลีได้วาน สเตฟานีให้ช่วยไปรับลูกชาย แล้วอยู่ดีๆนางก็หาย…ไลน์ไม่ตอบ เมื่อเห็นไม่ชอบมาพากล สเตฟานีเลยสวมบทนักสืบสาวขุดคุ้ยทางเบาะแสเพื่อหาตัวเพื่อนรัก แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือนอกจากความลับอันดำมืดของเอมิลีแล้ว เธอยังต้องระวังตัณหามาครอบงำเมื่อได้ใกล้ชิดกับสามีสุดแซ่บของเพื่อนที่หายไปของเธอ แล้วเหตุการณ์อันซับซ้อนจากเรื่องไหว้วานง่ายๆจะจบลงเช่นไร ติดตามได้ใน A Simple Favor 

ยอมรับว่ามีหลายสิ่งที่เราคาดไม่ถึงนับตั้งแต่รู้ถึงการมีอยู่ของหนังชื่อ A Simple Favor ตั้งแต่โปสเตอร์ที่แทบไม่บอกอะไร แถมสื่อออกมาอย่างกับนิตยสารแฟชั่น กิมมิกทรงสามเหลี่ยมของแก้วมาร์ตินี่ที่เอามาเล่นกราฟิกในสื่อต่างๆ หรือแม้แต่การปรากฎกายของทั้ง แอนนา เคนดริก และ เบลค ไลฟ์ลี ที่ทั้งโปสเตอร์ ทั้งตัวอย่างก็แทบไม่ได้บอกอะไรเราเท่าไหร่นอกจากพลอตที่ว่าด้วยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสุดไฮเปอร์ที่พยายามตามหาเพื่อนหายและอาจได้เจอความลับอันดำมืดของเพื่อน ยิ่งไปกว่านั้นพอเห็นเครดิตว่า พอล ฟีก ผู้กำกับหนังผู้หญิงสุดฮาทั้ง Bride Maids, SPY และ Ghost Busters  ฉบับหญิงล้วนมากุมบังเหียนก็เริ่มท้าทายคนดูอย่างผมแล้วว่าตาฟีก แกจะมาไม้ไหนยิ่งตัวอย่างแทบไม่มีมุกตลกเลยจนมาได้ดูหนังจริงก็ถึงกับอึ้งกับการเปลี่ยนแนวของผู้กำกับและก็ได้รู้ว่าตัวอย่างหนังนั้น คุณ(เกือบ)จะหลอกดาวไปซะงั้น 

สิ่งที่ พอล ฟีก ทำกับ A Simple Favor นอกจากการคงความลึกลับตามนิยายของ ดาร์ซี เบลล์ (ดัดแปลงบทหนังโดย เจสสิกา ชาร์เซอร์) แล้วเขายังกำกับทั้งการแสดงและจังหวะหนังออกในโทนชิคลิต (Chic-Lit) คอเมดีอย่างถนัดมือ เรายังได้เห็นเพื่อนสาวเมาต์มอยเรื่องใต้สะดือกันได้แซ่บเวอร์ในขณะที่ปมความลึกลับของหนังค่อยๆขมวดความเข้มข้นขึ้นแบบยิ่งเดาก็ยิ่งผิด ยั่วเย้าให้คนดูนั่งไม่ติดเบาะไปพร้อมๆกับแหกปากหัวเราะลั่นโรง 

และถ้าสังเกตดีๆ พอล ฟีก ได้แอบคารวะ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก ไว้ตามรายทางของเรื่องทั้ง ลุคของ เบลค ไลฟ์ลี ในบทเอมิลีสาวลึกลับผมบลอนด์ตามตำรา Femme Fatale สาวเสน่ห์อันตราย การเดินเรื่องในพลอตแบบ whodunit ใครคือฆาตกรที่หลอกล่อเราด้วยบทสรุปปลอมๆครั้งแล้วครั้งเล่า (false ending) เรื่อยไปจนถึง 2 คาแรกเตอร์สาวในเรื่องที่นอกจากประวัติอันดำมืดของเอมิลีแล้ว สเตฟานีเองก็มีปมผิดบาปที่ฝ่ายแรกสามารถขุดคุ้ยออกมาได้สำเร็จด้วย ‘มาร์ตินี’ ที่เธอชงมาปั่นหัวคุณแม่อ่อนโลกอย่างสเตฟานีอีกด้วย

ชมหนังไปแล้ว ขอเมาธ์บรรดาตัวแม่ของเรื่องหน่อย เบลค ไลฟ์ลี เมียพี่เดดพูล เอ้ย…พี่ไรอัน เรย์โนลด์นี่ นางแซ่บมากนะ แค่เปิดตัวนี่ก็ยอมแล้วชุดสูทบอยๆกางร่มฝ่าฝน #มีความผัว สูงมาก และทุกชุดของนางที่ออกแบบโดย เรนี เอิร์ลิช คาลฟัส ( Renee Ehrlich Kalfus)คือทั้งเท่ เซ็กซี่ แถมยังบ่งบอกความเป็นสาวลึกลับเดาทางไม่ถูกได้อย่างหมดจด เพราะลำพังแค่สูทบอยๆตอนแรกมาเฉลยด้วยการ ‘ถอดแยกชิ้น’ ได้นี่ก็รู้แล้วว่าคนดูไม่ควรเดาอะไรอีก ฮ่าาาาาา แถมนอกจากคอสตูมแล้ว ภาพนู้ดของเบลค ไลฟ์ลี่ ที่เจ้าตัวเสนอผู้กำกับยังทำงานกับคนดูได้ทั้งเรื่อง มันทั้งกระอักกระอ่วนและบ่งบอกตัวละครของนางได้แบบไม่ต้องใช้คำพูดเลยนะ #เก๋เวอร์

ส่วน แอนนา เคนดริก มีความยากประการเดียวเลยคือทำยังไงให้คาแรกเตอร์ของนาง ไม่ดู #ลำไย เพราะด้วยบทแบบเจ้าหนูจำไม ขนาดนี้คนดูมักเบือนหน้าหนีไม่ต่างจากจาร์จาร์บิง แต่ผิดคาด เฮ้ย! นางเอาอยู่ บทพูดมาก ไฮเปอร์ เนิร์ดของนาง นอกจากไม่น่ารำคาญแล้ว ยังทวีความฮอตไปกับ ความลับที่เปลี่ยนนางจาก หม้ายผัวตายชีวิตแห้งเฉาสู่สาว #วร้ายวร้าย ได้แซ่บเวอร์มาก รออะไรล่ะคะ… ตีมือเลยซี่ ฮ่าาาา. ส่วนสาวๆที่เคยหลงกับพ่อหนุ่มเครซี่ ริช เอเชี่ยน หนังเรื่องนี้ได้พา เฮนรี โกลดิง หนุ่มหน้าตี๋ก็พาซิกส์แพ็คและสำเนียงอังกฤษสุดเซ็กซี่ของเขามาเติมความร้อนแรงให้หนังทะลุปรอทไปอี๊ก 

และเมื่อส่วนผสมของหนังลึกลับสไตล์ฮิตช์ค็อกมาเขย่ารวมกับหนังเพื่อนสาวเมาต์กระจายโดย ‘พอล ฟีก’ เราเลยได้หนังทริลเลอร์ที่เปี่ยมฮอร์โมนหญิง มันแซ่บ มันฮา แต่ระทึกใจเต้นรัว ไม่ต่างจากมาร์ตินีรสละมุนที่ดื่มสนุกแต่ดีกรีความระทึกไต่ระดับจนฟินไม่รู้ลืมเลยล่ะตัวเอง 

ซื้อตั๋วไปปลุกความวร้าย-ฮากระจายแบบไม่ต้องไปรอหน้าโรงให้ลำไย คลิกที่รูปเลยสิจ๊ะ #สาจ๋า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

โนแลนเปิดศึก! เมื่อผู้กำกับระดับโลกออกมาประท้วง Smooth Motion หรือฟังก์ชั่นภาพนุ่มในทีวี! ว่าแต่มันคืออะไร?

Published

on

By

ไม่กี่วันมานี้ เหล่าสมาชิกที่สังกัดสมาคมผู้กำกับของอเมริกาจะได้รับอีเมลฉบับหนึ่ง ซึ่งมีชื่อผู้ส่งคือ คริสโตเฟอร์ โนแลน (ผู้กำกับ Dunkirk) และ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน (ผู้กำกับ Phantom Thread) โดยมีใจความสำคัญว่า “มันจำเป็นอย่างมากที่เรา (พวกผู้กำกับหนัง) ต้องคุมเทคโนโลยีทีวีสมัยใหม่ เพื่อให้แสดงผลงานภาพสำหรับผู้ชมทางบ้านจะได้เสพภาพที่ใกล้เคียงจากตัวหนังฉบับดั้งเดิมตามความตั้งใจของผู้สร้างสรรค์” ซึ่งเป็นการหาแรงหนุนจากสมาชิกของสมาคมเพื่อต่อรองกับบริษัทผู้ผลิตทีวีในการใส่การตั้งค่าเพื่อแสดงผลภาพของหนังตามที่ตัวหนังเป็นอยู่เดิม เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ของทีวีมักใส่โหมดภาพพิเศษเพื่อปรับปรุงภาพจนทำให้หนังหลายเรื่องผิดเพี้ยน โดยศัตรูเบอร์หนึ่งของผู้สร้างหนังในเรื่องการดัดแปลงภาพนั้นก็คือ Smooth Motion

พอล โธมัส แอนเดอร์สัน และ คริสโตเฟอร์ โนแลน

ใครได้ตามข่าวแวดวงภาพยนตร์น่าจะจำได้ว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผู้กำกับสาวคนดังอย่าง รีด โมราโน (ซีรีส์ The Handmaid’s Tale) ได้ออกมาตั้งแคมเปญเชิญชวนเข้าร่วมสนับสนุนบน Change.org ในชื่อ Please STOP making “smooth motion” the DEFAULT setting on all HDTVs หรือ รณรงค์หยุดการตั้งค่าเริ่มต้นของเอชดีทีวีด้วยโหมด Smooth Motion ซึ่งแคมเปญนี้เพิ่งปิดลงชื่อไปเมื่อ 1 ปีก่อนด้วยยอดคนสนับสนุน 12,878 คน อาจดูไม่มาก แต่ก็ได้การสนับสนุนจากคนในวงการบันเทิงจำนวนไม่น้อย และนับเป็นการเบิกฤกษ์การต่อสู้ระหว่างผู้กำกับหนังกับผู้ผลิตโทรทัศน์สมัยใหม่ขึ้น โดยเฉพาะกรณี Smooth Motion ด้วย

รีด โมราโน

การต่อสู้ดำเนินมาเรื่อย ๆ ผ่านการประท้วงและหาแนวร่วมจากแทบทั้งวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ปลายปีที่แล้วคนที่ออกตัวชัดก็มีทั้ง เจมส์ กันน์ (ผู้กำกับ Guardians of The Galaxy) เอ็ดการ์ ไรท์ (ผู้กำกับ Baby Driver) แมตต์ รีฟส์ (ผู้กำกับ War for the Planet of the Apes) คริสโตเฟอร์ แมควอรี (ผู้กำกับ Mission: Impossible – Fallout) ไรอัน จอห์นสัน (ผู้กำกับ Star Wars: The Last Jedi) และดาราดังอย่าง ทอม ครูซ ด้วย

มาถึงตรงนี้เราคงรู้สึกว่า เจ้า Smooth Motion นี่มันคือวายร้ายระดับมหากาฬของผู้กำกับหนังเชียวหรือ ว่าแต่ มันคืออะไรล่ะ?


มารู้จัก Smooth Motion กัน


เจ้าเทคนิคทางภาพตัวนี้มีหลากหลายชื่อแตกต่างกันไปตามค่ายผู้ผลิตทีวี แต่มักเรียกรวมทั่วไปว่า Smooth Motion หรือ Motion Interpolation หรือยาวสุดกับชื่อ motion-compensated frame interpolation (MCFI) มันคือเทคนิคการปรับแต่งภาพเคลื่อนไหวให้มีความลื่นไหล ไม่สั่นกระตุก โดยการเพิ่มเฟรมภาพจำลองที่ใช้การประมวลผลของชิพในทีวีเข้าไปในวิดีโอที่มักถ่ายกันที่ 25 เฟรมต่อวินาที (PAL) 30 เฟรมต่อวินาที (NTSC) และ 24 เฟรมต่อวินาที (Film) ให้เท่าเฟรมเรทของทีวีปัจจุบันที่มาตรฐานคือ 60 Hz หรือ 60 เฟรมต่อวินาที ซึ่งจะได้เฟรมเรทของการเล่นภาพเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์ลื่นไหล ลดการกระตุกของภาพ ซึ่งมันออกแบบมาสำหรับการดูรายการทีวีจำพวกที่เคลื่อนไหวรวดเร็วเช่น รายการกีฬา เป็นต้น

ฟังดูดีใช่มั้ย แต่ที่มันเป็นปัญหาขึ้นมาเพราะการเพิ่มแทรกเฟรมเข้าไปนี้ ดันไปทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เรียกว่า Soap Opera Effect โดยเฉพาะกับหนังที่ถ่ายมาในระบบ 24 เฟรมต่อวินาทีเข้าน่ะสิ


Soap Opera Effect (SOE) ศัตรูตัวร้ายของหนัง


Soap Opera Effect คือคำที่ใช้อธิบายคุณภาพของภาพจากหนังโรงที่ดูสวยงามในโรงภาพยนตร์ซึ่งออกแบบมาที่ 24 เฟรมต่อวินาที แล้วดันถูกแปลงขึ้นจอทีวีจนภาพไปเหมือน ละครน้ำเน่า (Soap Opera) ไปเสียนี่ ทั้งนี้เพราะการที่ Smooth Motion ต้องจัดการแปลงจาก 24 เฟรมต่อวินาที ให้กลายเป็น 30 หรือ 60 เฟรมต่อวินาทีของทีวีนั้น มันไม่สามารถทำได้ราบรื่นด้วยการคูณเฟรมแบบปกติน่ะสิ อธิบายอาจยากอยากให้ดูวิดีโอตัวด้านล่างนี้ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างการเปิดและปิดโหมด Smooth Motion ให้ดู

จะเห็นว่าถ้าเราปิด Smooth Motion ตามภาพฝั่งซ้ายภาพจะแสดงแบบกระโดดตามเฟรมเรทที่มาจากตัวหนัง และทำให้เรารู้สึกว่าภาพกระตุก ในขณะที่เมื่อเปิดภาพจะไหลเรียงต่อเนื่องกว่า แต่ว่าจะเกิดอาการภาพเหลื่อมกันจากเฟรมที่จำลองขึ้นมาเชื่อม จนรู้สึกเหมือนภาพละลายเหมือนทีวีโบราณในบางที

ซึ่งนี่ล่ะที่ทำลายสุนทรียะทางภาพที่เหล่าผู้กำกับเขาออกมาประท้วงกันมากมาย


ทางออกที่เขาเรียกร้องล่ะ


ทางออกของปัญหานี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิดีโอเขาก็คิดมาแล้วล่ะนั่นคือ ปัญหาจะหมดไปกับทีวีที่ เพราะมันจะคูณเฟรมเรทของหนังขึ้นไปพ้องกับเฟรมเรททีวีได้โดยไม่ต้องไปเพิ่มเฟรมหลอก ๆ ภาพหลอน ๆ ในตัวหนัง แต่ปัญหาคือทีวีที่ว่ามันต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้นและแน่นอนราคาที่สูงมากในปัจจุบันด้วย ใครจะไปลงทุนผลิตมาแล้วมีคนซื้อได้ไม่กี่คนล่ะ และจริง ๆ ทางออกนี้ก็จะยังมีปัญหากับวิดีโอที่ถ่ายในระบบ PAL ที่ 25 เฟรมต่อวินาทีอยู่ดีล่ะนะ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าปัญหาจะหมดไปก็ต่อเมื่อทีวีสามารถแสดงผลได้ที่ 600 Hz หรือ 600 เฟรมต่อวินาทีนั่นล่ะ (ปัจจุบันแค่ทีวี 120 Hz ก็แพงมากแล้วนะ)

หรือไม่คนทำหนังก็ต้องถ่ายด้วยกล้องพิเศษที่ให้เฟรมเรทสูงกว่าปกติอย่างเรื่อง Billy Lynn’s Long Halftime Walk (2016) ของผู้กำกับอังลี่ ที่มีเฟรมเรทถึง 120 เฟรมต่อวินาทีแทน ซึ่งระบบ High Frame Rate (HFR) นี้ก็กำลังได้รับความสนใจจากผู้กำกับหลายคน โดยเฉพาะ เจมส์ คาเมรอน ที่พยายามจะดันให้เป็นมาตรฐานใหม่ด้วยหนังภาคต่อของ The Avatar ที่เขากำลังทำอยู่ด้วย แต่โดยพื้นฐานคนในอุตสาหกรรมหนังก็คงยืนพื้นกันที่ 24 เฟรมต่อวินาทีเช่นเดิมล่ะนะ

Billy Lynn’s Long Halftime Walk

ทีนี้เนื่องจากรออนาคตให้เทคโนโลยีมันถูกลงคงไม่เข้าท่าเท่าไหร่ สิ่งที่เหล่าผู้กำกับดังออกมาเรียกร้องจึงเป็นเรื่องที่บริษัทผู้ผลิตทีวีทำได้ทันทีนั่นคือ การยกเลิกตั้งโหมด Smooth Motion นี้เป็นค่าเริ่มต้นเสียที แล้วปล่อยให้ผู้ชมเป็นผู้เลือกเอง ซึ่งอันนี้เป็นข้อเรียกร้องที่ผู้กำกับหนังหลายคนพยายามผลักดันมาโดยตลอด ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีตัวอื่นที่เข้ามาปรับเปลี่ยนคุณภาพงานหนังก็ยังมีในเรื่องของการปรับโหมดสี หรือการจัดการคุณภาพภาพอื่น ๆ อีก ซึ่งสำหรับโนแลนเขาก็คงอยากให้ผู้ผลิตทีวีลงมาใส่ใจมากกว่านี้ด้วย

โดยเนื้อหาอื่น ๆ ที่โนแลนใส่มาในแบบสอบถามต่อสมาชิกของสมาคมผู้กำกับยังมีประเด็นอื่น ๆ ซึ่งขอยกมาบางส่วนเช่น

  • คุณคิดว่ามันสำคัญมั้ยที่ทีวีตามบ้านทั่วไปควรจะแสดงผลได้ใกล้เคียงกับจอมอนิเตอร์ในห้องตัดต่อแต่งสีซึ่งคุณใช้ผลิตผลงานหนังหรือรายการทีวี?
  • สำหรับการรับชมรายการหนังหรือรายการทีวีที่ดีที่สุด อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ควรทำให้เกิดขึ้นในทีวีปัจจุบัน?
    • เฟรมเรทจอทีวีควรสัมพันธ์กับเฟรมเรทของตัวผลงานที่นำมาฉาย (ไม่มีการใช้ motion interpolation มาช่วย)
    • จอทีวีตามบ้านควรแสดงผลได้โดยไม่ทำให้คุณภาพจากห้องแต่งสีตกลง ทั้งสีสัน ความสว่าง ระดับของสีดำและสีขาวบนภาพ เป็นต้น (แหม ทีวีที่แสดงผลแบบนี้ได้ราคาหลักแสนนะครัช)
    • ช่วงการแสดงผลความต่างของแสง (Dynamic Range) ควรรองรับ HDR ที่เป็น HDR จริง ๆ ไม่ใช่ถูกขยายออกด้วยซอฟต์แวร์
    • โหมดสำหรับการรับชมนี้ควรถูกใช้ชื่อเดียวกันในทีวีทุกยี่ห้อหรือไม่?
    • โหมดการรับชมพิเศษนี้ควรเข้าถึงได้ง่าย โดยอาจเป็นไปโดยอัตโนมัติ หรือเป็นปุ่มให้เลือกบนรีโมท (แต่ต้องไม่ใช่การเข้าไปกดเลือกเปิด/ปิดในหน้าต่างเมนูที่ซับซ้อน)

ส่วนในมุมของผู้ผลิตทีวีเราก็พอเข้าใจได้ระดับหนึ่งล่ะครับ ว่าทีวีไม่ใช่จอฉายหนังสำหรับทุกคน หลายคนมันคือไว้ชมกีฬารายการเกมโชว์ และอื่น ๆ มากกว่าซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของทีวี ดังนั้นเขาก็เลยตั้งค่าเริ่มต้นให้เหมาะกับรายการประเภทต่าง ๆ มากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่เพียงแค่ผู้ผลิตหนังที่มีปัญหากับมัน แต่ก็มีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่ไม่ชอบโหมด Smooth Motion นี้ ก็เป็นสิ่งที่ควรรับฟังกันทั้งสองทางครับ

ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง Netflix เองก็เคยมีข่าวว่าได้ร่วมมือกับโซนี่ เพื่อทำ Netflix calibrated mode ในทีวี เพื่อที่จะให้ผู้ชมสามารถเลือกชมคุณภาพภาพตรงตามที่ผู้สร้างหนังต้องการด้วย ก็อาจเป็นการปรับตัวหนึ่งที่อาจนำมาเป็นมาตรฐานให้เจ้าอื่นทำตามด้วยครับ


สำหรับใครที่ไม่ชอบระบบ Smooth Motion นี้ เรามีทางออกเบื้องต้นครับ


นั่นก็คือปิดมันด้วยตัวเองซะเลย โดยเข้าไปปิดที่การตั้งค่าของทีวีของเรา ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในโหมดการปรับแต่งภาพนั่นเอง คราวนี้ก็ดูว่าทีวีที่เราใช้เป็นยี่ห้ออะไรแล้วดูว่าทีวีเรานั้นใช้ชื่อเทคนิค Smooth Motion ว่าอะไรแล้วก้เลือกปิดมันไปครับ ส่วนใครไม่รู้ว่าทีวีเราใช้ชื่อโหมดนี้ว่าอะไรเราก็เอาลิสต์มาให้ด้านล่างนี้เลย

  • Hitachi – Reel120
  • LG – TruMotion ,MCI 120
  • AOC – Motion Boost 120 Hz
  • Mitsubishi – Smooth 120 Hz
  • Panasonic – Intelligent Frame Creation (IFC), 24p Smooth Film (24p material only)
  • Philips – HD Digital Natural Motion, Perfect Motion Rate
  • Samsung – Auto Motion Plus 120 Hz, Clear Motion Rate
  • Sharp – Fine Motion Enhanced, AquoMotion 240 Hz, AquoMotion Pro
  • Sony – MotionFlow
  • Toshiba – ClearScan

และที่สำคัญคือ เวลาดูหนังก็เปลี่ยนโหมดภาพเป็น ภาพยนตร์ หรือ Cinema ครับ จะได้ภาพที่ใกล้เคียงกับที่ผู้กำกับต้องการ และไม่มีการแทรกเฟรม หวังว่าจะเป็นทางออกเบื้องต้นเพื่อการรับชมอย่างมีความสุขของทุกคนครับ

ที่มา:

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!