Connect with us

ภาพยนตร์

ประกาศรายชื่อผู้ชนะรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 75 : Lady Bird, Three Billboards ชนะเลิศหนังยอดเยี่ยม

ประกาศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับผลรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 75 โดย Lady Bird และ Three Billboards Outside Ebbing, Missouri สามารถคว้ารางวัลใหญ่ไปได้

Published

on

ประกาศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับผลรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 75 โดย Lady Bird และ Three Billboards Outside Ebbing, Missouri สามารถคว้ารางวัลใหญ่ไปได้

งานประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 75 นี้ เป็นงานประกาศรางวัลใหญ่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์งานแรกของปี 2018 นี้ ท่ามกลางกระแสข่าวและความวุ่นวายมากมายที่เกิดขึ้นในฮอลลีวู้ดมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2017 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟ้องร้องคดีล่วงละเมิดทางเพศต่อนักแสดงชายหลายคน โดยมีรายชื่อผู้ชนะรางวัลทั้งหมด ดังนี้

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาดราม่า

  • Call Me By Your Name
  • Dunkirk
  • The Post
  • The Shape of Water
  • ผู้ชนะ: Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • The Disaster Artist
  • Get Out
  • The Greatest Showman
  • I, Tonya
  • ผู้ชนะ: Lady Bird

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม สาขาดราม่า

  • เจสสิกา แชสเทน, Molly’s Game
  • แซลลี่ ฮอว์กินส์, The Shape of Water
  • ผู้ชนะ: ฟรานเซส แม็คดอร์มานด์, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri
  • เมอรีล สตรีป, The Post
  • มิเชล วิลเลียมส์, All the Money in the World

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สาขาดราม่า

  • ไทโมธี ชาลาเม็ต, Call Me By Your Name
  • แดเนียล เดย์-ลูวิส, Phantom Thread
  • ทอม แฮงส์, The Post
  • ผู้ชนะ: Gary Oldman, Darkest Hour
  • เดนเซล วอชิงตัน, Roman J. Israel, Esq.

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • จูดี้ เดนช์, Victoria & Abdul
  • เฮเลน เมียร์เรน, The Leisure Seeker
  • มาร์ก็อต ร็อบบี้, I, Tonya
  • ผู้ชนะ: เซียร์ชา โรแนน, Lady Bird
  • เอมมา สโตน, Battle of the Sexes

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • สตีฟ คาเรล, Battle of the Sexes
  • แอนเซล เอลกอร์ธ, Baby Driver
  • ผู้ชนะ: เจมส์ แฟรนโก, The Disaster Artist
  • ฮิว แจ็กแมน, The Greatest Showman
  • แดเนียล คาลูยา, Get Out

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

  • แมรี เจ. ไบลจ์, Mudbound
  • ฮง เชา, Downsizing
  • ผู้ชนะ: แอลลิสัน แจนนีย์, I, Tonya
  • ลอรี เมตคาล์ฟ, Lady Bird
  • ออคตาเวีย สเปนเซอร์, The Shape of Water

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

  • วิลเลม เดโฟ, The Florida Project
  • อาร์มี แฮมเมอร์, Call Me By Your Name
  • ริชาร์ด เจนกิ้นส์, The Shape of Water
  • คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, All the Money in the World
  • ผู้ชนะ: แซม ร็อคเวลล์, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

ผู้กำกับยอดเยี่ยม

  • ผู้ชนะ: กิลเลอร์โม่ เดอ โทโร่, The Shape of Water
  • มาร์ติน แมคโดนา, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri
  • คริสโตเฟอร์ โนแลน, Dunkirk
  • ริดลีย์ สก็อตต์, All the Money in the World
  • สตีเวน สปีลเบิร์ก, The Post

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

  • กิลเลอร์โม่ เดอ โทโร่ และ เวเนสสา เทย์เลอร์, The Shape of Water
  • เกรตา เจอร์วิก, Lady Bird
  • ลิซ ฮันนาห์ และ จอร์ช ซิงเกอร์, The Post
  • ผู้ชนะ: มาร์ติน แมคโดนา, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri
  • แอรอน ซอร์กิ้น, Molly’s Game

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาอนิเมชั่น

  • The Boss Baby
  • The Breadwinner
  • ผู้ชนะ: Coco
  • Ferdinand
  • Loving Vincent

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

  • A Fantastic Woman (ชิลี)
  • First They Killed My Father (โคลัมเบีย)
  • ผู้ชนะ: In the Fade (เยอรมนี/ฝรั่งเศส)
  • Loveless (รัสเซีย)
  • The Square (สวีเดน/เยอรมนี/ฝรั่งเศส)

ดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม

  • คาร์เทอร์ เบอร์เวลล์, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri
  • ผู้ชนะ: อเล็กซองดร์ เดส์ปลาต์, The Shape of Water
  • จอนนี กรีนวู้ด, Phantom Thread
  • จอห์น วิลเลียมส์, The Post
  • ฮานส์ ซิมเมอร์, Dunkirk

เพลงประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม

  • “Home”, Ferdinand
  • “Mighty River”, Mudbound
  • “Remember Me”, Coco
  • “The Star”, The Star
  • ผู้ชนะ: “This Is Me”, The Greatest Showman

ซีรีส์ทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม สาขาดราม่า

  • The Crown
  • Game of Thrones
  • ผู้ชนะ: The Handmaid’s Tale
  • Stranger Things
  • This Is Us

ซีรีส์ทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • Blackish
  • ผู้ชนะ: The Marvel Mrs. Maisel
  • Master of None
  • SMILF
  • Will & Grace

ลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม

  • ผู้ชนะ: Big Little Lies
  • Fargo
  • Feud: Bette and Joan
  • The Sinner
  • Top of the Lake: China Girl

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • เจสสิกา บีล, The Sinner
  • ผู้ชนะ: นิโคล คิดแมน, Big Little Lies
  • เจสซิกา แลงจ์, Feud: Bette and Joan
  • ซูซาน ซาแรนดอน, Feud: Bette and Joan
  • รีส วิเธอร์สปูน, Big Little Lies

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • รอเบิร์ต เดอ นิโร, The Wizard of Lies
  • จู๊ด ลอว์, The Young Pope
  • ไคล์ แม็คลัคแลน, Twin Peaks
  • ผู้ชนะ: ยวน แม็คเกรเกอร์, Fargo
  • เจฟฟรีย์ รัช, Genius

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาดราม่า

  • ไคทริโอน่า เบลฟ์, Outlander
  • แคลร์ ฟอย, The Crown
  • แมกกี จิลเลนฮอล, The Deuce
  • แคทเธอรีน แลงฟอร์ด, Thirteen Reasons Why
  • ผู้ชนะ: เอลิซาเบธ มอส, The Handmaid’s Tale

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาดราม่า

  • เจสัน เบทแมน, Ozark
  • ผู้ชนะ: สเตอร์ลิง เค. บราวน์, This Is Us
  • เฟรดดี ไฮร์มอร์, The Good Doctor
  • บ็อบ โอเดนเคิร์ค, Better Call Saul
  • ลีฟ ชไรเบอร์, Ray Donovan

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • พาเมลา แอดลอน, Better Things
  • เอลิสัน บรีย์, GLOW
  • ผู้ชนะ: ราเชล บรอสนาฮาน, The Marvelous Mrs. Maisel
  • อิสซา แร, Insecure
  • แฟรงกี้ ชอว์, SMILF

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ทางโทรทัศน์ สาขาเพลงหรือเบาสมอง

  • แอนโทนี แอนเดอร์สัน, Blackish
  • ผู้ชนะ: อาซิส อันซาริ, Master of None
  • เควิน เบคอน, I Love Dick
  • วิลเลียม เอช. เมซี, Shameless
  • อีริค แมคคอร์แมค, Will & Grace

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมในลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • ผู้ชนะ: ลอร่า เดิร์น, Big Little Lies
  • แอน ดาวด์, The Handmaid’s Tale
  • คริสซี่ เมตซ์, This Is Us
  • มิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์, The Wizard of Lies
  • เชลีน วูดลีย์, Big Little Lies

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในลิมิเต็ดซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่สร้างสำหรับฉายทางโทรทัศน์

  • เดวิด ฮาร์เบอร์, Stranger Things
  • อัลเฟรด โมลินา Feud: Bette and Joan
  • คริสเตียน สเลเทอร์, Mr. Robot
  • ผู้ชนะ: อเลกซานเดอร์ สการ์สการ์ด, Big Little Lies
  • เดวิด ธิวลิส, Fa

รางวัล Cecil B. DeMille

  • โอปราห์ วินฟรีย์

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

บังเอิญหรือตั้งใจ? ชุดเกราะตัวร้ายใน Black Panther เหมือนชุดเกราะของ “เบจิต้า” ใน Dragon Ball Z

ไมเคิล บี จอร์แดน เป็นแฟนอนิเมะตัวยง และอาจทำให้ชุดเกราะของเขาใน Black Panther ได้รับอิทธิพลการออกแบบมาจาก Dragon Ball Z

Published

on

ผู้ใช้ Twitter นามว่า @Shorty2Die4 ได้สังเกตเห็นสิ่งที่น่าสนใจในเกราะของ Killmonger ตัวร้ายในภาพยนตร์ Black Panther ซึ่งรับบทโดย ไมเคิล บี จอร์แดน และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันก็จะเห็นได้ว่าเหมือนกับชุดเกราะของ “เบจิต้า” ตัวละครจาก Dragon Ball Z อนิเมะที่แฟนๆทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี

ถึงแม้ว่างานดีไซน์ชุดดังกล่าวอาจเหมือนกับชุดของ “เบจิต้า” อย่างไม่ตั้งใจ แต่ถ้าพิจารณาจากที่ ไมเคิล บี จอร์แดน ผู้ซึ่งทุ่มเทรับบท Killmonger อย่างสุดตัว และเป็นผู้หลงใหลในอนิเมะเอามากๆ แล้วนั้น ก็อาจแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่เขามีต่อการออกแบบตัวละคร Killmonger นี้ ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการออกแบบจะแตกต่างจากในเวอร์ชั่นคอมมิคค่อนข้างมาก แต่วัตถุประสงค์หลักและแรงผลักดันของตัวละครนี้ยังคงเหมือนเดิม 

ไมเคิล บี จอร์แดน มีชื่อเสียงมากจากภาพยนตร์อินดี้ฟอร์มดีอย่าง Chronicle ของผู้กำกับ จอร์ช แทรงก์, Fruitvale Station ของ ไรอัน คู๊กเลอร์ และได้ร่วมงานกับ จอร์ช แทรงก์ อีกครั้งใน Fantastic Four แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์

ต่อมาเขาได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้กำกับ ไรอัน คู๊กเลอร์ อีกครั้งใน Creed ที่ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก มาจนถึง Black Panther ซึ่งตัวละคร Killmonger ที่เขาได้สวมบทบาทนั้น กลายเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแฟรนไชส์ MCU (Marvel Cinematic Universe) ไปเสียแล้ว

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Destiny:The Tale Of Kamakura : คามาคูระเมืองแห่งความสนุกสนาน

Published

on

ความน่าสนใจของหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้คือเป็นการร่วมมือกันครั้งที่ 2 ของผู้กำกับ ยามาซากิ ทาคาชิ และ นักเขียน เรียวเฮ ไซงัง เพราะผู้กำกับยามาซากิ เคยเอาผลงานเรื่องก่อนหน้าของเรียวเฮ มาดัดแปลงเป็น Always Sunset on Third Street หนังไตรภาคที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้รวมไปถึง 26 ล้านเหรียญ แถมยังกวาดรางวัล JAPAN ACADEMY FILM PRIZE ที่เปรียบได้กับออสการ์ของญี่ปุ่นไปถึง 12 รางวัล มาวันนี้ผู้กำกับก็หยิบเอา “Kamakura Monogatari” การ์ตูนเรื่องยาวของ เรียวเฮ ไซงัง มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง ต้นฉบับนั้นเป็นการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมาก ทำยอดขายรวมไปถึง 10 ล้านเล่ม และเขียนออกมาแล้วถึง 34 เล่ม

หน้าปกฉบับมังงะ

ตัวเอกในหนังสือของ เรียวเฮ ยังคงเป็นนักเขียนไส้แห้งเช่นเคย รอบนี้เป็นเรื่องของ อาจารย์อิชชิกิ มาสะกาซุ นักเขียนนิยายระดับหางแถว ที่พำนักอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ คามาคูระ หนังเริ่มเหตุการณ์ช่วงที่อิชชิกิ เพิ่งได้แต่งงานกับ อากิโกะ โนกิ สาวน้อยที่อายุอานามห่างกันอยู่มาก ความน่าสนใจของเรื่องอยู่ที่เมืองคามาคูระนี่ล่ะ สมกับชื่อเรื่อง The Tale Of Kamakura เมืองนี้เป็นโลกมหัศจรรย์ตามจินตนาการแฟนตาซีของผู้เขียนที่คามามูระนั้น มนุษย์ ปีศาจ เทพ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คนดูอยู่ในสถานะเดียวกับอากิโกะ คือเป็นคนต่างถิ่นได้เข้ามาพบกับชีวิตมหัศจรรย์ของคามาคูระ ไปไหนมาไหน ก็เจอเทพ เจอปีศาจ เดินถนน นั่งตามร้านอาหารกันดูเป็นเรื่องราวปกติ แม้กระทั่งคนตายไปแล้วก็ยังกลับมาเดินถนนทักทายพูดคุยกันไม่อย่างเคอะเขิน

 

ตอนทีได้ดูตัวอย่างหนัง เข้าใจไปว่าเป็นเรื่องราวรักข้ามภพ เมื่ออากิโกะตายไปแล้วต้องเดินทางไปยมโลก อิชชิกิไม่ยอมรับที่โชคชะตาเล่นตลกกับเขา จึงดั้นด้นเดินทางไปยมโลกและต่อสู้กับปีศาจมากมายเพื่อชิงวิญญาณของอากิโกะกลับมา ดูแล้วชวนให้นึกถึง “What Dreams May Come”(1998) หนังแฟนตาซีโลกหลังความตายที่โรบิน วิลเลียมส์ ต้องไปนรกและสวรรค์ตามหาวิญญาณภรรยา ก็พาลให้เข้าใจว่านี่คือหนังโรแมนติก-แฟนตาซี ได้ดูวีรกรรมทำเพื่อความรัก แต่เอาเข้าจริง ปฏิบัติการบุกยมโลกเป็นแค่เพียงส่วนท้ายของเรื่องเท่านั้น ความน่าสนใจคือการเนรมิตเมืองคามาคูระ ออกมาได้มีสีสัน และมีประเด็นให้เล่าได้มากมาย สมแล้วกับที่ต้นเรื่องมาจากหนังสือการ์ตูนยาว 34 เล่ม ในหนังเราจะเห็นภูติจิ๋ววิ่งเล่นตามลานบ้าน มีกัปปะนั่งข้างทาง มีตลาดที่ปีศาจมาขายของ เข้าร้านเหล้าก็เจอปีศาจมานั่งเมากัน มีกฏระเบียบเรื่องการลงทะเบียนวิญญาณให้คนตายกลายเป็นปีศาจแล้วกลับมาโลกมนุษย์ได้อีก แค่เรื่องนี้ก็หยิบมาเล่าได้อย่างสนุกสนาน แทรกมุกน่ารัก ๆ ได้อีกมาก ยังไม่พออาจารย์อิชชิกิ ยังมีความสามารถในทางสืบสวนและเป็นที่ปรึกษาของตำรวจในการไขคดีที่ปิดไม่ลง และวิธีการสืบสวนอันพิลึกพิลั่นของคามาคูระ ตำรวจจะเข้าทรงคนตายให้มาเล่าสาเหตุการตายก็ดูเป็นแนวทางปกติของที่นี่ ไม่พอแค่นั้นหนังยังแทรกประเด็นเรื่องความลับคาใจในวัยเด็กของอาจารย์อิชชิกิ ที่ผูกมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วมาพบคำตอบในท้ายเรื่อง โอ้ย!! เรียกว่ามีประเด็นยิบย่อยเต็มไปหมดในคามาคูระเมืองแห่งความสนุกสนานแห่งนี้  ความยาวกว่า 2 ชั่วโมงของหนัง ไหลผ่านไปอย่างรื่นรมย์ ดูไปยิ้มไปตลอดทั้งเรื่อง

ช่วงท้ายของหนังกับฉากบุกยมโลก เห็นได้ถึงความตั้งใจของทีมงาน กับการออกแบบภูมิทัศน์ของยมโลกให้ออกมาแปลกตามีเอกลัษณ์ของความเป็นญี่ปุ่น ก็ถือว่าทำได้น่าสนใจ ออกแบบบ้านเมืองและรูปลักษณ์ของปีศาจในยมโลกให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้เรื่องราวของหนังจะวนเวียนอยู่กับปีศาจ ความพลัดพราก และความตาย แต่ผู้กำกับยามาซากิ ก็คุมโทนหนังให้ออกมาเป็นหนังอารมณ์ดี เต็มไปด้วยอารมณ์ขันเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง ได้ยิ้มกับความน่ารักกุ๊กกิ๊กของคู่พระนางที่มีเง้างอนกันเป็นพัก ๆ แม้กระทั่งปีศาจตัวร้ายสุดของเรื่องก็ไม่ได้ดุร้ายน่ากลัวเกินไปนัก ที่น่ารักและได้เสียงหัวเราะสุดในเรื่องนี้ก็คือเจ้าปีศาจกบเขียว ที่ทั้งน่ารักและน่าสงสารเลย

และด้วยความที่เป็นหนังแฟนตาซี Destiny:The Tale Of Kamakura จึงเป็นหนังที่ใช้งานซีจีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง ก็เป็นงานที่ถนัดของผู้กำกับยามาซากิอยู่แล้วด้วย เคยได้รับเสียงชื่นชมในเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนเนรมิตรกรุงโตเกียวย้อนยุคใน Always Sunset on Third Street มาถึงเรื่องนี้ก็เห็นได้ชัดถึงพัฒนาการทางด้านงานซีจีของญี่ปุ่น ที่พาบรรดาตัวประหลาด เดินไปเดินมากับนักแสดงได้เนียนตา บรรดาปีศาจในเรื่องที่แปลงร่างได้ก็ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ไม่ออกแนวลิเกฉูดฉาดแบบซีจีในหนังจีน ไม่มีจุดไหนให้สะดุดตา แม้คุณภาพจะไม่เท่าฮอลลีวู้ด แต่ก็ถือว่าดีที่สุดที่เห็นในหนังเอเซียด้วยกันแล้ว

ดารานำทั้งตัว อาจารย์อิชชิกิ และ อากิโกะ ล้วนไม่คุ้นหน้าเลย , มาซาโตะ ซากาอิ เป็นดารามาจากละครทีวีของญี่ปุ่น ไม่มีอะไรให้พูดถึงนัก ส่่วนอากิโกะนั้น ทาคาฮาตะ มิซึกิ นั้นก็มาจากสายละครทีวีเช่นกัน ตัวทาคาฮาตะนั้นไม่ใช่นางเอกสาวสวยในแว่บแรกที่เห็น แต่พอดูไปก็สัมผัสถึงความมีเสน่ห์น่ารักของเธอได้ และด้วยเหตุที่ว่าเป็นหนังที่สร้างจากการ์ตูน การแสดงรวม ๆ จึงดูค่อนข้างจะโอเวอร์แอ็คติ้ง อากัปกิริยาต่าง ๆ จะล้น ๆ เสียหน่อย โดยรวมก็ชื่นชมครับกับ Destiny:The Tale Of Kamakura นึกว่าจะเจอหนังดราม่าฟูมฟายแต่กลับได้ดูหนังแฟนตาซีคอมมีดี้ ดูแล้วอารมณ์ดีฟีลกู๊ดไปกับทุกนาทีของหนัง แม้จะไม่ได้ซาบซึ้งกินใจแบบ Always Sunset on Third Street แต่เรื่องนี้ก็ประทับใจกับสีสันแฟนตาซี ดูแล้วมีความสุข เป็นหนังไร้พิษภัย แถมให้ข้อคิดเรื่องการให้อภัย ความมีเมตตา เหมาะพาเด็ก ๆ ไปดูด้วยครับ เชียร์ เชียร์

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]Guardians of the tomb ขุมทรัพย์โคตรแมงมุม – เมื่อพี่ออส+จีนอยากทำหนังแบบทูมบ์ไรเดอร์

Published

on

นับตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังก็น่าจะทำให้หลายคนเกิดอาการ ‘เอ๊ะ!คุ้นๆ’ กันเป็นแถว ทั้งกองทัพแมงมุม CG ทั้งพายุทะเลทรายรวมถึงแม่นาง ลีปิงปิง ในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขายาวที่มาบุกถ้ำแมงมุมอันเป็นราชวังใต้ดินเก่าแก่ของฮ่องเต้ ราชวงศ์ ‘โม้ๆมั่วๆเอา’ จนได้หนังผจญภัยงาน ‘มีเรอร์’ดังเช่น Guardians of the tomb เรื่องนี้

สำหรับเนื้อหาของหนังก็กล่าวถึง ภารกิจช่วยเหลือ ลุค (อู๋จุน) น้องชายของ เจีย (ลีปิงปิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์มีพิษ แต่เนื่องจากลุคติดอยู่ในถ้ำที่เต็มไปด้วยแมงมุมใยกรวยพิษร้ายแห่งหนึ่งในจีน งานนี้เลยมี ริดลีย์ (เคลัน ลุตซ์) หน่วยกู้ภัยผู้มีอดีตฝังใจและเกลียดแมงมุมเข้าไส้มาช่วยนำทาง



ถ้าถามว่าหนังสนุกมั้ยตอบเลยว่าตัวหนังใส่ความบันเทิงมาเอนเตอร์เทนคนดูตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ ซึ่งมันก็ไม่แคร์ว่าสิ่งที่คนดูจะเห็นนั้นไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลยทั้งกองทัพแมงมุม พายุทะเลทราย ค่ายกลอันตรายแบบหนังผจญภัย แถมยังไปมั่วเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนมามั่วนิ่มจนออกมาตลกอีก หรือแม้กระทั่งซีจีที่บางฉากก็ดูไม่ต่างจากละครหลังข่าวบ้านเรานัก แต่ในภาพรวมมันก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี่เหร่นักหากอยากหาหนังสักเรื่องไว้พักผ่อนสมองแบบไม่ต้องคิดมาก ยิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้แบบพากย์ไทยนะคุณเอ๋ย ฮาแบบสมงสมองไม่ต้องเหลือเลยเพราะน้าๆทีมพันธมิตรเล่นพากย์นอกบทกันกระจายเลย ฮ่าาา



นอกจากนี้คือหนังยังมีจุดฮาๆแบบไม่ตั้งใจให้เราจับผิดกันได้บันเทิงแบบอินเซปชั่นสำหรับคนชอบจับผิดหนังทั้งจุดดราม่าจุดเดียวที่ถูกใส่เข้ามาแบบ “วนไปค่ะ” ได้น่ารำคาญสุดๆคือ ฉากย้อนอดีตวัยเด็กที่ลุคและเจียเล่นซ่อนหาในสวนที่เป็นเหมือนเขาวงกตนัยยะเพื่อสะท้อนภาวะปัจจุบันที่เจียพยายามอย่างไม่ลดละในการตามหาลุค  แต่ไอ้การต้องมาดูนั่งฟัง ไอ้เด็กสองคนตะโกนไปมา “พี่เจีย” “น้องลุค” ประมาณ 5-6 เที่ยวนี่นอกจากจะไม่ซึ้งแล้วยังดูประดักประเดิดยังไงชอบกล และที่บันเทิงกว่านั้นคือการวางตัวละครในกลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรนอกจากมาถูกแมงมุมกัดแล้วตายไประหว่างหนังดำเนินอยู่ที่มักแสดงพฤติกรรมโง่ๆอย่างพยายามเอาหน้าไปใกล้ๆปากศพเพื่อให้แมงมุมกระโดดมากัด หรือแม้กระทั่งพระเอกอย่าง ริดลีย์ที่ท้ายสุดกลับเป็นตัวละครที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรนอกจากจุดไฟเผาแมงมุมและมาช่วยดันหินที่กำลังทับนางเอก ส่วนใครเป็นคนเจอ ลุค น้องชายนางเอกนั้นลองไปดูกันเอาเองว่าเจอยังไงและบังเอิญแค่ไหน ‘ถามใจดู’




พูดถึง ลีปิงปิง ดีกว่าคือนอกจากแสดงนำแล้ว เธอยังเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยนะจ๊ะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ในหนังแต่ละช็อตเจ๊จะดูสวยแบบพร้อมเดินบนรันเวย์ตลอดเวลา ขนาดตอนเจ๊จะโทรมนี่ ฝุ่นเฝิ่นไม่ได้แตะหน้าเจ๊แกหรอก ยิ่งชุดเซ็กซี่แบบนักผจญภัยสไตล์ “ตู้มหลายเด้อ”นะ เจ๊แกยิ่งขึ้นกล้องเลย ด้าน อู๋จุน ก็มาทำสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดในเรื่องครับนั่นคือ ‘หล่อ’ ตอนกลัวก็หล่อ ตอนแมนก็หล่อ คือจะเป็นลมมันยังหล่อเลย ส่วน เคลัน ลุตซ์ นักแสดงจาก The Legend of Hercules (2014) ก็มา ‘ล่ำ’ แบบไม่ค่อยมีประโยชน์และโชว์สติปัญญาใดๆพ่วงด้วยการแสดงแบบ “แข๊งแข็ง” เรียกง่ายๆคือเป็นบทพระเอกเพื่อให้หนังดูอินเตอร์ขึ้นว่างั้นเถอะ

ท้ายที่สุดแม้ Guardian of the tomb จะไม่ใช่หนังดีเด่อะไรแต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนังบันเทิงเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการคิดอะไรเยอะแยะเวลาดูหนังเรื่องหนึ่ง และในขณะเดียวกันมันยังแสดงให้เห็นศักยภาพของ จีน (เรื่องนี้ร่วมทุนกับออสเตรเลีย) ในการสร้างหนังระดับบล็อคบัสเตอร์ที่เชื่อได้เลยว่าในอนาคตเราจะได้เห็นหนังฮอลลีวูดลูกครึ่งจีนกันอีกเป็นพะเรอเกวียนแน่ๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!