Connect with us

ภาพยนตร์

หนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี : Black Panther ในระบบ IMAX 3D

Published

on

ห่างหายกันไปนานเลยนะครับสำหรับหนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี กลับมาคราวนี้ขอประเดิมปี 2018 ด้วยหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปีของค่ายมาร์เวลอย่าง Black Panther ซูเปอร์ฮีโร่เชื้อสายกษัตริย์แห่ง วาคานดา ที่มาในระบบ IMAX 3D แต่จะคุ้มค่าตั๋วอันแสนแพงหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้แล้ว


เหมาะมั้ยกับระบบ IMAX 3D  

เริ่มต้นจากข้อมูลด้านเทคนิค ( Technical Specifications) จากเว็บไซต์ IMDB ที่ระบุอัตราส่วนภาพไว้ 2 ขนาดคือ 2.39:1 และ 1.90:1 สำหรับฉายโรง IMAX  ซึ่งตามโฆษณาของทางโรงบอกว่ามีถึง 26 % ของเรื่องเลยทีเดียว ซึ่งจากการสังเกตดูส่วนใหญ่จะเป็นฉากที่วาคานดา ซึ่งอัตราส่วนขยายก็ช่วยให้ภาพของวาคานดา ดูสวยงาม กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจริงๆ และไม่เพียงงานภาพเท่านั้นแต่หนังยังมีการมิกซ์ระบบเสียงเป็น IMAX 12 Tracks ทำให้เสียงซาวด์เอฟเฟกต์ในฉากต่างๆมีความกระหึ่มเหมาะกับระบบ IMAX มากเลยทีเดียว


มิติภาพลึกแค่ไหน 

และสำหรับการชม Black Panther ในระบบ 3D นั้น ต้องยอมรับว่าการแปลงภาพทำได้ดีมาก แม้กระทั่งฉากคุยธรรมดาฉากหลังก็ยังมีการทำให้เกิดเป็นมิติ แต่อาจต้องถูกตัดคะแนนนิดนึงตรงฉากที่เกิดขึ้นตอนกลางคืน ที่ทำให้สังเกตความลึกของภาพได้ยากเหลือเกิน โดยเฉพาะเหตุการณ์ช่วยเหลือ นาเคีย ตอนต้นเรื่องที่สีภาพกลืนกันหมดทั้งสีผิวนักแสดงและฉากหลังที่เป็นตอนกลางคืน แถมการสวมแว่นสามมิติยังทำให้ภาพมืดลงไปอีก


แอ็คชั่นของฝ่าบาทเด้งแค่ไหน  

แน่นอนละ คนดูหนังสามมิติก็อยากเห็นอะไรเด้งๆพุ่งๆ ซึ่งต้องชื่นชม ‘บร๊ะลานุภาพ’ ของฝ่าบาทที่แทบทุกซีนจะมีภาพเด้ง ภาพพุ่งเสมอ แม้กระทั่งฉากคุยกัน หนังก็ยังเคลื่อนกล้องผ่านไหล่ตัวละครเห็นเป็นภาพเหลื่อมซ้อนชัดเจน หรือจะฉากแอ็คชั่นก็มันส์สะใจด้วยอาวุธที่ขยันขว้าง ขยันเขวี้ยง หรือแม้กระทั่งตัวฝ่าบาทเองที่ใช้วิชาตัวเบาโดดสูงพุ่งออกมานอกจอ สวยงามมากเลยทีเดียว ทำให้ Black Panther น่าจะสะใจคอหนังสามมิติแน่ๆ


ถอดแว่นแล้วภาพเบลอแค่ไหน

การที่เราจะตัดสินได้ว่างานภาพของหนังเป็นสามมิติแท้หรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการถอดแว่นมองภาพซ้อนบนจอ ผลปรากฏว่าภาพส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นภาพซ้อน มีเพียงบางเฟรมเท่านั้นที่หนังแอบแทรกภาพ 2 มิติเข้ามาแต่ไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นในแง่ของความเป็นภาพสามมิติ Black Panther จึงผ่านได้อย่างสบายๆ


 

ฝ่าบาทโดดไปโดดมาแล้วจะปวดหัวไหม

แม้หนังสามมิติจะสร้างความน่าตื่นตื่นใจขนาดไหน แต่หากหนังมีภาพที่ทำให้คนดูเกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าก็คงทรมานไม่น้อย แต่โชคดีที่แม้ Black Panther จะมีฉากแอ็คชั่นโลดโผนแค่ไหน แต่ตัวหนังผ่านการตัดต่อที่คิดมาแล้วว่าปลอดภัยสำหรับผู้ชมส่วนใหญ่ โดยฉากที่มีการเหวี่ยงกล้องก็จะเกิดในช่วงสั้นๆเท่านั้น ดังนั้นมั่นใจได้ว่าดู Black Panther บน IMAX 3D แล้วไม่ปวดหัวปวดตาเพราะฝ่าบาทแน่นอน

สรุปแล้ว Black Panther ถือว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปี 2018 บนจอ IMAX ได้อย่างงดงาม ทั้งฉากขยาย ระบบเสียงกระหึ่มสะใจแบบ 12 แทร็คของ IMAX ตลอดจนงานภาพ 3 มิติที่หนังแปลงภาพได้อย่างน่าพึงพอใจ

 

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Inuyashiki: ลุง! มันจะเท่เกินไปแล้วเฟร้ย

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ในคืนหนึ่งที่เกิดเหตุประหลาดขึ้นบนฟ้า ชาย 2 คนที่บังเอิญอยู่ในที่นั้นได้ฟื้นจากความตายขึ้นพร้อมร่างกายที่เปลี่ยนไป หนึ่งคือ อินุยาชิกิ (รับบทโดย คินาจิ โนริตาเกะ) ลุงแก่ใกล้เกษียณผู้ที่ล้มเหลวในการเป็นผู้นำครอบครัวที่ไม่มีใครในบ้านเคารพหรือเห้นคุณค่า ซ้ำร้ายเขายังเป็นโรคร้ายใกล้ตายอีก ส่วนอีกหนึ่งคือ ชิชิกามิ ฮิโระ (รับบทโดย ซาโตะ ทาเครุ) เด็กหนุ่มหน้าตาดีผู้ที่ครอบครัวแตกแยก เขาจึงซ่อนความเกลียดชังสังคมและโลกใบนี้อยู่ภายใน ด้วยพลังมหาศาลที่ได้รับมาจากอุบัติเหตุครั้งนั้น เด็กหนุ่มเลือกนำมาใช้เพื่อฆ่าคนที่ทำร้ายจิตใจเขาเพื่อระบายความรู้สึกแปลกแยกภายในใจของตนเอง ขณะที่ชายแก่เลือกที่จะปกปิดตัวตนและลุกขึ้นเป็นฮีโร่เพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างลับ ๆ วิธีคิดและทางเลือกที่ต่างกันชักนำให้ทั้งสองต้องมาปะทะกันโดยมีโลกทั้งใบเป็นเดิมพันในที่สุด

หนังสร้างจากมังงะและแอนิเมะชื่อเดียวกันของ โอคุ ฮิโรยะ (ผู้เขียน Gantz) ซึ่งมีแฟน ๆ ชื่นชอบอยู่พอสมควร โดยยังได้ผู้กำกับที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในการดัดแปลงมังงะสายโชเน็นของญี่ปุ่น (ในความคิดส่วนตัวเลยนะ) อย่าง ซาโต้ ชินสุเกะ  ที่เคยทำหนังไซไฟเนื้อหาดีจากมังงะอย่าง Gantz (2010) ทั้ง 2 ภาค และ I Am A Hero (2015) มาแล้ว ส่วนที่มีพลาดบ้างก็มีนะอย่าง Death Note: Light Up the New World (2016) แต่โดยถือว่ายังโอเคนะ โดยรอบนี้ยังได้ดารานำที่ลงตัวมากอย่าง คินาจิ ดารารุ่นเก๋าที่เคยคว้ารางวัลขวัญใจผู้ชมจากเวทีออสการ์ญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ มาแล้ว และดารารุ่นลูกที่มาแรงเหลือเกินอย่าง ซาโตะ ซึ่งเราคงคุ้นหน้าเขาบ่อยจากหนังญี่ปุ่นที่เข้าฉายหลายเรื่องช่วงปีที่ผ่านมาทั้ง Ajin: Demi-Human (2017) และที่กำลังเข้าโรงอยู่ตอนนี้ อย่าง The 8-Year Engagement ด้วย

สมทบด้วยดาราวัยรุ่นชั้นนำอย่าง ฮองโก คานาตะ จาก Fullmetal Alchemist (2017) และดาราสาวมากความสามารถ มิโยชิ อายากะ จากซีรีส์ GTO: Great Teacher Onizuka (2014) คือต้องบอกว่าแคสติ้งหลายเรื่องขัดตาขัดใจแฟน ๆ ตั้งแต่ประกาศชื่อ (นี่ยังรวมถึง Bleach หนังจากมังงะที่ผู้กำกับซาโต้คนเดียวกันนี้ กำลังทำโพสต์อยู่ตอนนี้ด้วยนะ) แต่กับเรื่องนี้ผมว่าลงตัวพอสมควรเลยนะ ไม่มีขัดใจทั้งตัวแสดงและการดีไซน์ตัวละครไม่หลุดโลกแฟนตาซีจ๋าแบบญี่ปุ่นเกินไปด้วย เป็นหนังที่ดูมีความสากลมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ ไม่แปลกใจที่หนังไปได้รับคำชมมากมายจากฝรั่งตาน้ำข้าวในการเดินสายเทศกาลต่าง ๆ

สิ่งที่ดีมาก ๆ จนรู้สึกขนลุก น้ำตารื้นตั้งแต่ครึ่งเรื่อง คือบรรยากาศแบบหนังญี่ปุ่นชั้นดี ที่มักไม่ค่อยเห็นในหนังจากมังงะที่มักเว่อและแฟนซีจนดูตลก ๆ แต่เรื่องนี้กลับใช้ทั้งภาพ บท ได้อย่างสวยงามจริงจังขึงขังมาก หลาย ๆ ฉากบทดึงมาจากตัวมังงะได้อย่างกระชับและลงตัว เช่นฉากที่คุณลุงอินุยาชิกิบ่นกับหมาที่ถูกทิ้งว่า ถ้าตัวเขาตายไปจะมีใครร้องไห้ให้เขามั้ย นี่ก็สะเทือนใจมาก เพราะฉากก่อนหน้าคือฉากที่เขาเลือกที่จะไม่บอกใครในครอบครัว ซึ่งมันพูดระหว่างบรรทัดไว้ด้วยภาษาภาพว่า ฉันไม่ได้กลัวที่จะบอกเรื่องจะตาย แต่ฉันกลัวที่จะรู้ว่าอาจไม่มีใครแคร์แม้รู้ว่าเขากำลังจะตาย ซึ่งมันโคตรหดหู่เลย เป็นต้น หนังจึงมีการถ่ายทอดปมในใจของตัวละครเกี่ยวกับความเหงาเศร้าเปล่าเปลี่ยวในสังคมญี่ปุ่นอยู่เสมอ ด้วยพื้นฐานตัวละครที่มีมิติเช่นนี้เองทำให้หนังเรื่องนี้เป็นแอ๊กชั่นไซไฟจากมังงะที่เข้มข้นและจับต้องได้ รู้สึกใกล้ตัวเรา เหมือนอย่างที่เรารู้สึกกับความลังเลแบบวัยรุ่นของ Spider-man ในแบบที่เราทุกคนเคยผ่าน หรือได้เห็นจริง ๆ จากคนรอข้าง ความแข็งแรงของตัวละครนี้ทำให้สไปดี้เป็นฮีโร่ที่คนเข้าถึงง่ายสุดในโลก ซึ่งเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับ อินุยาชิกิ นี้ด้วย

ความจริงจังจากตัวมังงะ ยังตามมากหลอกหลอนเราด้วยฉากการสังหารหมู่หลายต่อหลายครั้ง ที่บางฉากต้องใช้คำว่าโคตรรุนแรงต่อความรู้สึกคนดู คือมันอึดอัดจนอยากปิดตาไปเลยก็มี คิดว่าหนังน่าจะเหมาะกับคนดูที่มีวุฒิภาวะระดับหนึ่งมากกว่าเด็ก ๆ นะครับ แต่แม้จะใส่ฉากโชว์ความชั่วช้ามา แต่หนังก็ไม่ลืมที่จะใส่มิติเบื้องหลังการกระทำของตัวร้ายอย่าง ชิชิกามิ ทำให้เราอดเข้าใจและเห็นใจเขาในบางแง่ไม่ได้ ถึงขนาดว่ากลางเรื่องเราอาจรู้สึกว่าเขาคือ พระเอก ผู้ลุกขึ้นมาสู้กับความเฮงซวยของสังคมอีกคนหนึ่งด้วยซ้ำไป

แต่หนังมันเจ๋งตรงนี้ล่ะครับ มันสอนว่าคนสองคนต่างวัยต่างความคิด ได้รับพลังมาเหมือนกัน ต่างคนต่างมีปัญหาคล้าย ๆ กัน แต่เราจะเลือกใช้พลังนั้นอย่างสร้างสรรค์หรือทำลาย เราจะอดทนอดกลั้นต่อความคิดร้ายในใจได้แค่ไหน คนจะผ่านอุปสรรคของดวงชะตาไปได้ก็ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งและยึดมั่นในความดี ไม่ใช่เพียงพลังกายเหนือมนุษย์

ข้อเสียของหนังที่เห็นชัดสุดคือ ฉากซีจีที่แม้ฉากแปลงร่างหรือกลไกไซบอร์กจะทำได้เนี้ยบมาก แต่การซ้อนฉากหลังยังไม่เนี้ยบ โดยเฉพาะฉากบินบนท้องฟ้า หรือบินไล่ล่านี่ เรียกว่าไม่เนียนเท่าไหร่เลย ดูหลอกตาสุด ๆ ส่วนบทเองแม้จะลุ่มลึกและถ่ายทอดจากต้นฉบับได้ดี แต่ด้วยการรวบรัดเนื้อหาให้อยู่ใน 2 ชั่วโมงนิด ๆ ต้องบอกว่าบางอย่างถูกเล่าข้ามไปเช่น การที่ตำรวจหาตัวชิชิกามิเจอนั้นไม่เคยได้รับการบอกว่าเพราะอะไร หรือการขับเคลื่อนเรื่องบางอย่างก็ดูเร็วอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน แต่โดยภาพรวมต้องบอกว่า หนังโคตรดีครับ แฟนหนังที่เป็นคอมังงะต้องโคตรประทับใจอ่ะ

 

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]The Incredibles 2 : อย่าคิดว่านี่คือการ์ตูน มันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่ชั้นดีที่สนุกมาก

Published

on

“สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex”

ก่อนไปดูเรื่องนี้ ผมก็เปิดโหมดในการรับชมการ์ตูนดิสนีย์เต็มที่ คาดหวังความสนุกสดใสสไตล์เด็ก ๆ แต่ระหว่างที่ได้ชม ในใจผมก็รำพึงอยู่ตลอดเวลา นี่มันไม่ใช่หนังเด็กแล้ว บทภาพยนตร์นี่มันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่ดี ๆ นี่เอง เนื้อหาของหนังไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจผู้ชมรุ่นเล็กเลย แม้หน้าตาหนังจะดูสนุกสนานสไตล์อนิเมชั่น แต่เนื้อหากลับหนักอึ้งเกินคาด พ่อแม่ซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องรับปัญหาทั้งในบ้านนอกบ้าน ตัวแม่รับหน้าที่ตัวแทนของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ออกไปแสดงศักยภาพให้โลกเห็นว่าเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ยังมีประโยชน์ต่อโลก เพื่อกู้คืนภาพลัษณ์และศักดิ์ศรี หวังว่าทางการจะยกเลิกกฏหมายแบนซูเปอร์ฮีโร่ ในขณะที่พ่อต้องรับหน้าที่พ่อบ้าน สอนการบ้านลูก และรับมือกับลูกสาวที่ย่างเข้าวัยรุ่นและเจ้าอารมณ์ ส่วนตัวเขาเองก็อิจฉาเมียที่ได้ออกไปพะบู๊ได้รับเสียงสรรเสริญจากประชาชนแทนที่จะเป็นเขา ซึ่งโดยรวมแล้วเนื้อหาหนักและเจาะกลุ่มผู้ชมรุ่นใหญ่กว่าภาคที่แล้วมาก

หนังเปิดเรื่องด้วยฉากแอ็คชั่นทั้งครอบครัวพาร์ พ่อแม่กับลูกทั้ง 3 และโฟรโซน ออกมายับยั้งการปล้นธนาคารของอันเดอร์ไมเนอร์ วายร้ายที่มาพร้อมกับรถหัวเจาะขนาดยักษ์ เป็นฉากแอ็คชั่นที่ดูแล้วก็สงสัยกับตัวเอง ว่าที่ดูอยู่นี่มันคือหนังการ์ตูน แต่ทำไมมันสนุกจังวะ งานออกแบบฉากแอ็คชั่นยอดเยี่ยมสนุกไม่แพ้หนังซูเปอร์ฮีโรคนแสดงเลย สถานการณ์ชวนลุ้นตื่นเต้น ทั้งต้องยับยั้งแผนปล้นธนาคาร ทั้งต้องช่วยเหลือผู้คน ทั้งต้องไล่ตามจับอันเดอร์ไมเนอร์ แล้วบทก็กระจายหน้าที่ให้ทุกคนได้มีบทบาท แถมยังสอดแทรกมุกตลกกับการเกี่ยงกันดูแล แจ๊ค-แจ๊ค เจ้าตัวเล็กที่ยังไม่ประสีประสา

จากนั้นก็เปิด 2 ตัวละครใหม่คู่สำคัญพี่น้องตระกูลเดเวอร์ วินสตัน และ เอเวอลีน ที่เป็นแฟนคลับของมิสเตอร์อินเครดิเบิ้ล และ อีลาสติเกิร์ล พร้อมสนับสนุนให้ยกเลิกกฏหมายแบนซูเปอร์ฮีโร่ ด้วยการผลักดันให้อีลาสติเกิร์ลออกปฏิบัติการอีกครั้ง และยังเอื้อเฟื้ออุปกรณ์ ชุด พาหนะ และบ้านพักให้ครอบครัวพาร์ด้วย แผนการเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี อีลาสติเกิร์ลได้รับการสรรเสริญจากประชาชน ท่านทูตออกโรงสนับสนุนยกเลิกแบนซูเปอร์ฮีโร่

แต่แล้วก็มีวายร้ายตัวใหม่ สกรีนสเลฟเวอร์ ที่มีความสามารถในการสะกดจิตผู้คนผ่านจอมอนิเตอร์ให้ทำเรื่องร้าย ๆ กลายเป็นภารกิจครั้งใหญ่ของครอบครัวพาร์ และโฟรโซน ที่จะต้องยับยั้งแผนการของสกรีนสเลฟเวอร์และกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังนี้ออกมา ตรงจุดนี้แหละที่หนังโดนเสียงบ่นเรื่องแสงแสบตา และมีผลต่อสุขภาพคนดู เพราะก่อนที่สกรีนสเลฟเวอร์จะสะกดจิตจะยิงแสงกะพริบที่สว่างมากเป็นเวลานานใส่เหยื่อ ก็ยอมรับนะว่าสว่างและรบกวนสายตามากจริง ๆ แม้ว่าตัวเองจะสายตาปกติก็ยังรู้สึกไม่สบายตา ถึงฉากนี้ก็เบือน ๆ หน้าหลบกันหน่อยแล้วกัน

สกรีน สเลฟเวอร์ ตัวร้ายประจำภาคนี้

ฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องนับว่าเป็นจุดที่พีคจริง ๆ เราคาดหวังมาตลอดว่าอยากเห็นเจ้า 3 พี่น้องได้มีฉากโชว์ความสามารถของตัวเองบ้าง แล้วก็ได้เห็นจริง ๆ ทั้ง 3 ต้องรับศึกที่นับว่าหนักหนา ต้องเอาใจช่วยกันสุด ๆ ที่ถูกใจคนดูสุด ๆ คือการดันแจ๊ค-แจ๊ค ขวัญใจคนดู ที่แย้มโชว์ทิ้งท้ายไว้ภาคที่แล้วว่าเจ้าหนูน้อยมีความสามารถมากมาย มาถึงภาคนี้ แจ๊ค-แจ๊ค ก็เลยได้ทั้งโชว์ความน่ารักและสามารถหลากหลายเกินคาด ได้มีซีนเดี่ยว ๆ ของตัวเอง กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่มีสีสันสุดแล้วในภาคนี้ แถมยังเพิ่มความสนุกด้วยการใส่บรรดาซูเปอร์ฮีโร่จากทั่วโลกมาอีก 5- 6 ตัว ซึ่งแต่ละรายก็มีความสามารถแตกต่างกันไป จะมีเสียดายนิดก็คือตัวตนที่แท้จริงของสกรีนสเลฟเวอร์ที่เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะเดาได้ตั้งแต่กลางเรื่องแล้วล่ะ

เหล่าซูเปอร์ฮีโร่หน้าใหม่ในภาคนี้

ยอมรับจริง ๆ ว่า The Incredibles 2 เป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ คุ้มค่าการรอคอย เป็นหนังอนิเมชั่นที่สร้างจากบทภาพยนตร์ที่ดี ถ้าถูกนำมาสร้างเป็นหนังคนแสดง จะเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ยอดเยี่ยมกว่าทั้งหนังดีซีและมาร์เวลเสียด้วยซ้ำ เป็นหนังที่แบ่งพื้นที่ของฉากแอ็คชั่นและดราม่าได้อย่างลงตัว ที่ผิดคาดมากก็คือด้านดราม่านี่ล่ะ ไม่คิดว่าหนังจะเขียนให้หนักได้ขนาดนี้ เพราะหนังไม่ได้เน้นขายฉากแอ็คชั่นต่อสู้กับวายร้ายเป็นหลักอย่างที่คิดว่าเพื่อจะขายเด็ก แต่กลับยกเรื่องราวปัญหาของแต่ละคนมาขยาย ทั้งเรื่องแม่ที่ต้องออกมาทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวได้พิสูจน์ความสามารถของซูเปอร์ฮีโร่ฝ่ายหญิงอย่างที่เธอรอคอยมานาน พ่อที่อิจฉาแม่ออกนอกหน้าเหตุที่ไม่ได้โอกาสทำหน้าที่ซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจผู้คนอย่างแต่ก่อน แต่ก็พยายามพิสูจน์ว่าเขาก็สามารถทำหน้าที่พ่อบ้านได้ดีเช่นกัน

แล้วหนึ่งในภาระนั้นก็คือการต้องเข้าใจความรู้สึกของลูกสาววัยรุ่น ไวโอเล็ตในวัย 14 ที่กำลังมีความรักแบบปั๊บปี้เลิฟกับเพื่อนชายที่โรงเรียน ตัวร้ายของเรื่องก็ฉีกขนบของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ได้เป็นตัวประหลาดมีพลังพิเศษแต่อย่างใด เป็นตัวร้ายที่มีมันสมองปราดเปรื่อง แล้วก็ทำเอาเหล่าซูเปอร์ฮีโร่เหนื่อยได้เหมือนกัน

ผู้ให้เสียงพากย์คาแรกเตอร์นำ , ซาราห์ โวเวล คนพากย์เสียง “ไวโอเลต” มุมซ้ายล่าง…น่ากลัวมาก

สรุปได้ว่า The Incredibles 2 สนุกเกินคาดมากมาย อย่าทำให้หน้าหนังที่เป็นอนิเมชั่นทำให้เราเข้าใจผิดว่านี่คือหนังการ์ตูน แล้วจะต้องเหมาะสำหรับเด็ก ตรงกันข้ามเนื้อหาเรื่องราวของ The Incredibles 2 นั้นเป็นเนื้อหาผู้ใหญ่ชัด ๆ เด็กไปดูน่าจะไม่สนุกด้วยซ้ำ และการที่หนังเว้นช่วงห่างจากภาคแรกถึง 14 ปี ไม่ต้องกังวลว่าจะจำเนื้อหาภาคแรกไม่ได้ แล้วจะดูไม่สนุก หนังแทบไม่ได้อ้างถึงภาคแรกเลย จำพื้นเพแค่ว่า ภาคที่แล้วครอบครัวพาร์ และโฟรโซนโดนรัฐบาลสั่งให้ปลดเกษียณจากการทำหน้าที่ซูเปอร์ฮีโร่และมาใช้ชีวิตเช่นสามัญชนเท่านั้นพอ หรือแม้แต่ใครที่ไม่เคยดูภาคที่แล้ว ก็สามารถดูภาคนี้ได้รู้เรื่องและสนุกไปกับหนังได้ครับ ด้วยความที่ครอบครัวพาร์เป็นที่รักของคนดูมาตั้งแต่ภาคแรกเข้าฉาย และคนดูรอคอยการกลับมาของครอบครัวนี้อยู่นาน หนังเลยได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม ตัวเลขเปิดตัวสุดสัปดาห์ถล่มทลายมากด้วยรายรับเฉพาะในอเมริกากวาดไปแล้ว 182 ล้านเหรียญ ด้วยตัวเลขขนาดนี้ มั่นใจได้เลยว่าภาค 3 ไม่ต้องรอกันนานแล้วล่ะครับ

แถมท้ายอีกนิดว่า “Bao”การ์ตูนสั้นแปะหัวหนัง น่ารักและซาบซึ้งมาก อินไปกับหนังได้โดยไม่ต้องมีบทพูดสักคำเดียว

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Be With You: เกาหลีคัฟเวอร์ แบบ Easy Listening

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

ก่อนที่ซูอา (รับบทโดย ซอนเยจิน) จะตายจากโลกนี้ไป เธอได้ให้คำมั่นสัญญากับ อูจิน สามีของเธอ (รับบทโดย โซจีซอบ) และ จีโฮ ลูกชายที่ยังเล็กอยู่ของเธอ (รับบทโดย คิมจีฮวัน) ว่าเธอจะกลับมาหาเขาอีกครั้งในวันที่ฝนตกแรกของปีถัดมา แม้มันจะดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเธอได้ทำตามคำสัญญานั้นจริง ๆ ทว่าเธอกลับมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป ครั้งนี้อูจินจะรั้งเธอไว้ไม่ให้หายไปได้หรือไม่ แล้วซูอาคนที่น่าจะตายไปแล้วนี้แท้จริงคือใครหรืออะไร ติดตามเรื่องราวความรักสุดซึ้งของพวกเขาได้ในโรงภาพยนตร์จ้า

เดิมหนังเรื่องนี้เคยเป็นหนังญี่ปุ่นที่ออกฉายเรียกน้ำตาและรอยยิ้มแฟน ๆ ทั่วเอเชียมากแล้วเมื่อปี 2004 โดยดัดแปลงจากนิยายของ อิชิคาวะ ทาคุจิ ตอนนั้นก็เกิดเป็นปรากฏการณ์ตุ๊กตาไล่ฝนกลับหัวในไทยเช่นกัน ขนาดว่าดีวีดีบ็อกเซ็ตของหนังเรื่องนี้ยังแถมเจ้าตุ๊กตาไล่ฝนมาให้เลยด้วย ส่วนตัวผมชอบเวอร์ชั่นนั้นมากนะ ทั้งเนื้อหาที่แปลกใหม่ การเล่าเรื่องแบบพลิกเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องไปมาที่ไม่ค่อยเจอในหนังรัก และบรรยากาศฝนตกที่แสนอบอุ่น ขนาดว่ายังจำรายละเอียดของเวอร์ชั่นเดิมได้อยู่เลย ปกติหนังทั่วไปดูนาน ๆ แล้วก็ลืมแต่กับเรื่องนี้ไม่

ฉบับญี่ปุ่นแสดงนำโดย ทาเคอุจิ ยูโกะ และ นากามุระ ชิโดะ ที่อินจัดจนแต่งงานกันจริงหลังจากหนังเรื่องนี้เลยด้วย

การกลับมาครั้งนี้นับว่ามีความพิเศษมากเหมือนกัน เพราะเป็นการทิ้งห่างจากฉบับญี่ปุ่นถึง 14 ปี และได้รับการตีความใหม่จากผู้กำกับเกาหลีอย่าง ลีชางฮุน ซึ่งเป็นชาติที่ทำหนังขยี้น้ำตาได้ดีมากอีกเช่นกัน ทั้งยังได้ดาราแม่เหล็กมาก ๆ มารับบทนำทั้ง ซอนเยจิน ที่กำลังติดตาติดใจผู้ชมเน็ตฟลิกซ์ชาวเอเชียจากซีรีส์โดนเด็กเต๊าะ Something in the Rain และหนึ่งในสมบัติชาติเกาหลีเคียงคู่กับ กงยู อย่าง โซจีซอบ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งนับตั้งแต่ซีรีส์ Delicious Proposal (2001) เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่คัดเข้มข้นอย่างดีโดนใจสายหวานซึ้งเลยทีเดียว โดนใจขนาดไหนเอาแค่ว่าในบ้านที่เกาหลีใต้ หนังเรื่องนี้ทำลายสถิติหนังรักที่มียอดคนดูถึง 1 ล้านคนเร็วที่สุดภายใน 7 วัน ชนะเจ้าของสถิติเดิมอย่าง Architecture 101 (2012) ที่มีน้องสาวแห่งชาติอย่าง ซูจี แสดงนำ ซึ่งเคยทำได้ใน 8 วันไปด้วย

 มาว่ากันที่ตัวหนังเวอร์ชั่นนี้ดีกว่า เอาส่วนที่ชอบก่อนเลย ทีมงานเลือกนักแสดงมาเข้าคู่กันดีมาก ทั้งโซจีซอบและซอนเยจินนั้นเหมาะมากทั้งบทตลกนิด ๆ และบทหวานบทซึ้ง ในขณะที่ด้านโปรดักชั่นก็มาตรฐานสูง ทั้งภาพและมุมกล้อง ฉากการออกแบบศิลป์ถ่ายทอดบรรยากาศฤดูฝนนั้นก็อบอุ่นตราตรึงใจมาก สมกับโปรดักชั่นแบบเกาหลี ที่เทียบกับฉบับญี่ปุ่นนั้นของเดิมจะให้ความรู้สึกสดใสซึ้งแบบไม่หม่นเศร้าเท่า นอกจากนั้นฉบับใหม่ยังคิดกิมมิกใหม่ ๆ มาทดแทนของเดิมที่เป็นตุ๊กตาไล่ฝนด้วย ก็ทำให้มีรายละเอียดที่แตกต่างพอให้น่าสนใจเพิ่มจากของเดิมได้ด้วย อีกอย่างที่เป็นข้อดีมากคือหนังดูง่ายมาก มีใส่มุกตลกผ่านตัวละครเพื่อนพระเอกที่สร้างใหม่ได้ลื่นไหลดี และวิธีการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนก็ถูกเรียบเรียงใหม่ตามลำดับเวลา และใช้การอธิบายแบบชัดเจนแบบไม่ต้องงงคิดเองกันเลย ใครที่ดูฉบับนี้เป็นฉบับแรกน่าจะชื่นชอบอย่างมาก โดยเฉพาะสาวกคอหนังคอซีรีส์เกาหลีน่าจะถูกใจกับแขกรับเชิญคุ้นหน้าคุ้นตาหลากหลายคนด้วย

ข้อเสียก็เป็นส่วนของข้อดีนั่นเอง เพราะหนังเปลี่ยนเสน่ห์แบบญี่ปุ่นที่ต้องคิดตามความรู้สึกตัวละครที่แสดงออกมาไม่ผ่านคำพูด ตามแบบพูดน้อยแต่ได้มากไปจนหมด เพราะหนังเลือกจะพูดทุกอย่างอธิบายทุกอย่างจนหมดเปลือก นอกจากนั้นการที่หนังไม่ได้หนีจากฉบับเดิมมากนัก คนที่เคยดูฉบับเดิมมาก่อนประทับใจมาก่อนก็ย่อมจะฝังใจกับฉบับเก่าในฐานะความทรงจำแรกมากกว่านั่นเอง ส่วนข้อติงอีกเล็กน้อยก็คงเป็นความชอบส่วนตัวที่ชอบการแสดงตัวลูกชายในฉบับเดิมมากกว่า ซึ่งจะดูเก็บความรู้สึกแล้วพอปล่อยความในใจออกมามันมีอิมแพกกับคนดูมากกว่า ฉบับนี้ดูน่าหงุดหงิดกับนิสัยโวยวาย และเปิดเผยมากไป ทำให้ไม่ค่อยสงสารเท่าไหร่

สรุปเป็นหนังเกาหลีที่น่าจะถูกใจใครหลายคน รวมถึงคนที่เคยชื่นชอบฉบับเดิมเมื่อ 14 ปีก่อนด้วย แนะนำเลยครับ  

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!