ดูกันครบหรือยัง 12 หนังทุนสร้างกระจิริดแต่พิชิตรายได้มหาศาล

7.Lock, Stock and Two Smoking Barrels (1998)

Lock, Stock and Two Smoking Barrels (1998)

ทุนสร้าง : 1,350,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 28,100,000 เหรียญ

ผลงานกำกับเรื่องแรกของ กาย ริตชี่ ที่กลายเป็นผู้กำกับมากฝีมือและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเด่นชัดในฮอลลีวูด Lock, Stock and Two Smoking Barrels เป็นหนังสัญชาตอังกฤษ ผู้กำกับอังกฤษ นักแสดงอังกฤษ และที่น่าจดจำก็คือนี่คือผลงานแสดงเรื่องแรกของ เจสัน สตาแธม พระเอกนักบู๊เบอร์ต้น ๆ ของฮอลลีวูด ก่อนหน้าที่จะมาแสดงในเรื่องนี้ เจสันเป็นแค่พ่อค้าขายของแผงลอยข้างถนน และยังเป็นผลงานแสดงเรื่องแรกของ วินนี่ โจนส์ อดีตนักฟุตบอลชื่อดัง ที่หันมาลองลิ้มชิมงานในวงการแสดง ก่อนหน้าที่จะมาเข้ากล้องเรื่องนี้เขาเพิ่งมีคดีต่อยตีกับเพื่อนบ้านจนโดนจับเข้าคุก หลังจากเรื่องนี้ วินนี่ ก็มีงานแสดงอีกหลายเรื่องเช่น Gone in 60 Seconds (2000), X-Men: The Last Stand (2006)

แม้ว่าหนังจะได้รับเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์เป็นอย่างดี แต่เจ้าของหนังก็ยังประสบปัญหาในการหาผู้จัดจำหน่ายหนังในสหรัฐอเมริกา จน ทรูดี สไตเลอร์ หนึ่งในผู้อำนวยการสร้างบริหารของหนัง โทรหา ทอม ครุยส์ ซึ่งเป็นเพื่อนของเธอ ชักชวนให้ลองชมหนังเรื่องนี้ ทอม ครุยส์ รับคำเชิญ แล้วเมื่อได้ดูเขาก็ชอบหนังมาก และด้วยอิทธิพลของ ทอม ครุยส์ เขาสามารถดึงผู้อำนวยการสร้างหนังหลายคนให้มาดูหนังในรอบทดลองได้ และพอหนังจบ ทอมก็หันไปพูดกับทุกคนว่า
“นี่คือหนังที่ดีที่สุดที่ผมได้ดูมาในปีนี้ พวกคุณโง่มากถ้าไม่ซื้อหนังเรื่องนี้”

8.Boyhood (2014)

Boyhood (2014)

ทุนสร้าง : 4,000,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 57,300,000 เหรียญ

ผลงานจากไอเดียสุดหฤหรรษ์ของ ริชาร์ด ลิงเคเตอร์ ผู้กำกับสุดเซอร์จาก Dazed and Confused (1993) และไตรภาค Before Sunrise, Before Sunset, Before Midnight เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวชีวิตของเด็กชายคนหนึ่งในช่วงเวลา 12 ปี ที่ใช้เวลาถ่ายทำ 12 ปีตามนั้นจริง เอลลา คอลเทรน มีอายุแค่ 7 ขวบ ตอนเริ่มแสดงเรื่องนี้ เขาอายุ 19 ปีตอนที่หนังเรื่องนี้ปิดกล้อง ริชาร์ดจะรวบรวมทีมงานมาถ่ายทำหนังเรื่องนี้กันปีละ 1 – 2 ครั้ง แต่ละครั้งก็ถ่ายทำกันแค่ 3 – 4 วันเท่านั้น แล้วแต่ละปีที่ผ่านไป ริชาร์ดก็จะปรับบทไปตามบุคลิกลักษณะของเอลลาและประสบการณ์ชีวิตจริงที่เขาประสบ

Boyhood เป็น 1 ในหนัง 11 เรื่องที่ได้คะแนน Metascore เต็ม 100 และหนังยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 6 สาขา ซึ่งรวมไปถึง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับการแสดงยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สุดท้ายหนังก็คว้ามาได้ 1 รางวัล จากสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ตกเป็นของ แพททริเซีย อาร์เคว็ต และด้วยไอเดียแปลกใหม่ของหนัง บวกกับการได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาใหญ่ ทำให้หนังได้รับความสนใจจากผู้ชมในวงกว้าง และส่งผลให้หนังทำกำไรไปมากมายขนาดนี้

9.Dirty Dancing (1987)

Dirty Dancing (1987)

ทุนสร้าง : 5,000,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 21,700,000 เหรียญ

เป็นหนังที่เจออุปสรรคในขั้นตอนการสร้างมากมาย บทหนังเขียนเสร็จแล้ว แต่ก็หาสตูดิโอที่ลงทุนกับหนังได้ยากเย็น ซึ่งสุดท้ายก็มาได้บริษัทที่สร้างหนังเกรดบีอย่าง เวสทรอน พิกเจอร์ ที่ออกทุนให้ แต่ก็ได้ทุนสร้างมาน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของที่ขอไปทีแรกเสียอีก ระหว่างถ่ายทำหนังก็ยังเจอปัญหาอีกมาก หนังได้ตัวแพททริก สเวย์ซี พระเอกชื่อดังในยุคนั้นมารับบทนำ ซึ่งแพททริกเองก็เป็นคนไปชักชวนให้ เจนนิเฟอร์ เกรย์ มารับบท “เบบี้” นางเอกของเรื่อง ซึ่งเจนนิเฟอร์ก็ไม่เต็มใจนักในทีแรก เพราะเธอไม่ค่อยชอบเขาจากตอนที่ได้ร่วมงานกันในหนัง Red Dawn (1984)

หนังยังมีช่วงเวลาการถ่ายทำที่กระชั้นมาก นักแสดงนำมีเวลาซ้อมก่อนถ่ายทำจริงแค่ 2 สัปดาห์ และถ่ายทำจนจบสิ้นในเวลาเพียงแค่ 44 วัน เพื่อให้ทันกำหนดฉายที่วางไว้ ระหว่างถ่ายทำ แพททริก สเวย์ซี พระเอกของเรื่องยังบาดเจ็บหนักอีก จากการที่เขายืนกรานจะแสดงเองในฉากที่ซ้อมเต้นรำบนขอนไม้ แล้วเขาก็พลาดตกลงมา จนหัวเข่าปวดบวม

พอเข้าฉาย ก็กลายเป็นหนังม้ามืดที่ประสบความสำเร็จอย่างเกินคาด ทำรายได้ในสหรัฐฯ ไป 64 ล้านเหรียญ และรายได้ทั่วโลกที่ 217 ล้านเหรียญ แถมยังเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำยอดขายวิดีโอได้ทะลุ 1 ล้านม้วน ด้านเวทีรางวัล หนังก็คว้าออสการ์มาได้ 1 รางวัล จากสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม “(I’ve Had) The Time of My Life” แน่นอนว่าเมื่อหนังประสบความสำเร็จไปในระดับนี้ ทางผู้สร้างต้องมีแผนการจะสร้างภาคต่อ แต่พระเอก แพททริก สเวย์ซี เป็นคนที่ไม่ชอบเล่นหนังภาคต่อ เมื่อเขาปฏิเสธก็เลยทำให้โพรเจกต์หนังล่มไป แต่กระนั้น Dirty Dancing ก็กลายเป็นหนึ่งในหนังเพลงคลาสสิกตลอดกาลที่ฮอลลีวูดนิยมสร้างกันมากในยุค 80s

10.A Nightmare on Elm Street (1984)

A Nightmare on Elm Street (1984)

ทุนสร้าง : 1,800,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 57,000,000 เหรียญ

หนึ่งในตัวละครสยองขวัญคลาสสิกที่เป็นผลผลิตของฮอลลีวูด ตามหลังมากับ เจสัน วอร์ฮีส์ จาก Friday the 13th (1980), เลเธอร์เฟซ จาก The Texas Chain Saw Massacre (1974) และ ไมค์ มายเออร์ จาก Halloween (1978)

ไอเดียในการสร้างสรรค์ตัวตนของ เฟรดดี้ ครูเกอร์ นั้นมาจากมันสมองของ เวส คราเว็น เจ้าพ่อหนังสยองขวัญแห่งยุค 80s เวสได้แรงบันดาลใจมาจากบทความข่าวที่ตีพิมพ์ใน “Los Angeles Times” เรื่องของชาวเขาเผ่า “ม้ง” หลายคนที่ตายเพราะฝันร้าย พวกเขาหลายคนอพยพหนีตายมาพักพิงในสหรัฐฯ จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของ พล พต ผู้นำเขมรแดง แม้จะมาอยู่ในสหรัฐฯ แล้ว โรคตายเพราะฝันร้ายก็ยังคุกคามชาวเขากลุ่มนี้ 3 คนตายด้วยอาการนี้ภายในระยะเวลาแค่ปีเดียว แม้แต่คนที่สุขภาพแข็งแรงดีก็ยังไม่รอดพ้น ทำให้หลายคนพยายามที่จะฝืนตัวเองไม่ให้หลับเพราะกลัวตาย แต่ในที่สุดเขาก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย เพื่อนรายหนึ่งในกลุ่มบอกว่า ชายหนุ่มตกใจตื่นขึ้นมาแล้วกรีดร้องเพราะฝันร้าย แล้วก็สิ้นใจไปในทันที แพทย์พยายามชันสูตรศพเพื่อหาสาเหตุ แล้วก็หาข้อสรุปไม่ได้ เพราะพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้เสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย ตอบได้แค่ว่าตายไปเฉย ๆ อย่างนั้น หน่วยงานทางสาธารณสุขจึงต้องบัญญัติชื่ออาการเสียชีวิตนี้ขึ้นมาใหม่ว่า “the phenomenon Asian Death Syndrome”

เวส คราเว็น เอาข่าวนี้มาขยายเป็นบทภาพยนตร์ เขาเขียนเสร็จในปี 1981 แล้วเอาไปเสนอให้กับหลาย ๆ สตูดิโอ แต่ก็โดนปฏิเสธ เวสตระเวนเสนอบทเรื่องนี้อยู่ 3 ปี กว่าจะมาลงเอยที่ นิวไลน์ ซีนีมา บริษัทที่โปรดปรานในการสร้างหนังสยองขวัญ แต่ก็เหมือนซวยซ้ำซวยซ้อน ระหว่างที่ถ่ายทำไปได้ครึ่งเรื่องแล้ว บริษัท นิว ไลน์ ก็เกิดปัญหาถังแตก ไม่มีทุนสร้างให้กับกองถ่าย ทำให้ทีมงานต้องบากหน้าสู้ชีวิตถ่ายกันเองต่อไปประมาณ 2 สัปดาห์ โดยไม่ได้รับค่าจ้าง กว่าที่ผู้บริหารจะหานายทุนรายใหม่มาช่วยเหลือไว้ได้ทัน และหนึ่งในนักแสดงก็คือ จอห์นนี่ เด็ปป์ ที่เริ่มต้นอาชีพการแสดงกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก

เมื่อหนังถ่ายทำเสร็จสิ้น เบ็ดเสร็จแล้วใช้ทุนสร้างไปที่ 1.8 ล้านเหรียญ แต่เมื่อหนังเข้าฉาย หนังก็ได้ทุนคืนมาตั้งแต่สุดสัปดาห์แรกที่ออกฉาย ความสำเร็จของ A Nightmare on Elm Street ช่วยให้ นิวไลน์ ซีนีมา หลุดพ้นปัญหาการเงินของบริษัทไปได้ในที่สุด ถึงกับมีคำล้อเลียนบริษัท นิว ไลน์ ว่านี่คือ “บริษัทที่เฟรดดี้ ครูเกอร์ สร้าง”

11.Blue Valentine (2010)

Blue Valentine (2010)

ทุนสร้าง : 1,000,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 16,600,000 เหรียญ

แม้ว่าตัวเลขรายได้ 16 ล้านเหรียญของหนังจะไม่ได้มากมายนัก แต่เมื่อเทียบกับทุนสร้างของหนังที่ 1 ล้านเหรียญ ก็กล่าวได้ว่าหนังได้กำไรไปหลายเท่าตัว เป็นจุดที่น่าพึงพอใจต่อผู้สร้าง และเพื่อให้หนังสร้างได้จนจบ ดีเร็ก เซียนฟรองซ์ ผู้กำกับและเขียนบทของเรื่อง ต้องยอมสละค่าตัวของเขาเอง แต่เมื่อหนังทำกำไรได้อย่างน่าพอใจ เขาก็ได้สวนแบ่งของเขาในท้ายที่สุด

ส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังอินดี้ทุนต่ำเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ก็มาจากเสียงฮือฮาจากผู้ชมต่อฉากเลิฟซีนที่รุนแรงของหนัง ก็ต้องยกความดีความชอบให้ทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำอย่าง ไรอัน กอสลิง และ มิเชลล์ วิลเลียมส์ ที่ทุ่มเทกับหนังอย่างมาก เพื่อให้ได้ภาพของทั้งคู่บนจอที่สนิทสนมกันอย่างสมจริง ทั้งไรอันและมิเชลล์ถึงกับต้องเช่าบ้านอยู่ด้วยกันเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ซ้ำยังเป็นบ้านที่ต้องใช้ห้องน้ำร่วมกันด้วย ยิ่งไปกว่านั้นทั้งคู่ต้องดำเนินชีวิตกินอยู่ใช้จ่ายด้วยงบประมาณสัปดาห์ละ 100 เหรียญ เท่ากับรายรับที่ตัวละครของทั้งคู่รับบทจริง ๆ

หนังถ่ายทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี 2008 และต้องหยุดพักกองถ่ายกันชั่วคราว เหตุจากการเสียชีวิตของ ฮีธ เล็ดเจอร์ สามีของ มิเชลล์ วิลเลียมส์ นางเอกของเรื่องและเป็นพ่อของ มาธิลดา ลูกสาวของทั้งคู่ เพื่อเป็นการเคารพและให้เกียรติมิเชลล์ได้ทำใจก่อนกลับมาเข้ากล้องต่อ และเมื่อเธอกลับมาเข้ากล้อง ก็ทำหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพและสมบูรณ์แบบ จนทำให้ มิเชลล์ วิลเลียมส์ เป็นเพียงตำแหน่งเดียวในเรื่องนี้ ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงในปีนั้น

12.One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975)

One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975)

ทุนสร้าง : 4,000,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 163,000,000 เหรียญ

หนึ่งในหนังคลาสสิกของฮอลลีวูด ที่ประสบความสำเร็จในทุกด้านไม่เพียงแค่ด้านรายได้ แต่รวมไปถึงความสำเร็จสูงสุดบนเวทีออสการ์ หนังเข้าชิงถึง 9 สาขา และสามารถคว้าไปได้ถึง 5 สาขา ซึ่งล้วนแต่เป็นรางวัลสาขาใหญ่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม

ลิขสิทธิ์การสร้างอยู่ในครอบครองของ เคิร์ก ดักลาส นักแสดงอาวุโส พระเอกจากหนัง Spartacus (1960) เคิร์กพยายามหานายทุนที่จะสร้าง One Flew Over the Cuckoo’s Nest เป็นหนังอยู่นานหลายปี แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จนความตั้งใจเดิมที่จะรับบทนำเองก็ไม่สามารถเป็นจริงได้ เพราะเขาแก่เกินบทนำของหนังแล้ว เคิร์กส่งต่อลิขสิทธิ์ในการสร้างให้กับ ไมเคิล ดักลาส ลูกชายของเขา ซึ่งไมเคิลก็สามารถสานฝันของพ่อให้เป็นจริงได้ เพราะเขาหานายทุนมาสร้างหนังได้สำเร็จ

หนังเข้าฉายในไทยในชื่อว่า “บ้าก็บ้าวะ” ด้วยทุนสร้างที่จำกัดมากของหนัง แต่ได้รับความสนใจจากดาราใหญ่อย่าง แจ็ก นิโคลสัน จนยอมลดค่าตัวเพื่อมารับบทนำในเรื่องนี้ แต่ก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วหนังทำรายได้ไปทะลุร้อยล้านเหรียญ ทำให้แจ็กได้ส่วนแบ่งกลับไปอย่างคุ้มค่าเหนื่อย ส่วน หลุยส์ เฟล็ตเชอร์ นักแสดงนำหญิงที่คว้าออสการ์ไปด้วยกันจากเรื่องนี้ จากบท แรตเช็ด ก็เป็นบทนางพยาบาลจอมโหดที่ได้รับการจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าเวลาผ่านมา 45 ปีแล้ว เรื่องราวของ แรตเช็ด ยังถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์ในชื่อ Ratched เพิ่งแพร่ภาพทาง Netflix ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ นอกจากนั้นบทบาท แรตเช็ด ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับ เอ็ม ไนต์.ชยามาลาน มาพัฒนาเป็นตัวละคร ดร.เอลลี สเทเปิล ใน Glass (2019) ซึ่งเธอก็ได้มารับบท แรตเช็ด ในเวอร์ชันทีวีซีรีส์ด้วย

แน่นอนว่าแต่ละเรื่อง ใช้ทุนสร้างกันน้อยนิด และไม่เพียงแค่กวาดผลกำไรไปหลายเท่าตัวจากทุนสร้างแล้ว หลาย ๆ เรื่องก็ยังขึ้นแท่นหนังคลาสสิก เป็นหนังที่สร้างชื่อให้กับนักแสดง และผู้กำกับ ที่วันนี้ต่างก็มีชื่อเสียงในระดับแนวหน้าของฮอลลีวูดแทบทั้งสิ้น ถ้าใครยังพลาดเรื่องไหน แนะนำว่าควรหามาดูกันให้ครบนะครับ

อ้างอิง

อ้างอิง

อ้างอิง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก