ลือล่าสุด! No Time to Die อาจจะลงสตรีมมิง Netflix กำลังแย่งชิงสิทธิ์กับ Apple TV+

หลายเรื่องแล้วที่มาแนวนี้ จากที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกหลายรอบ ท้ายสุดทางค่ายก็ตัดสินใจเอาลงช่องทางสตรีมมิงเสียเลย แล้วก็มาถึงคิวของ No Time to Die ปฏิบัติการตอนที่ 25 ของ เจมส์ บอนด์ จากแรกเริ่มวางกำหนดฉายไว้ในเดือนเมษายน ย้ายหนีโควิด-19 มาเป็นพฤศจิกายน แล้วก็เลื่อนอีกครั้งไปปี 2021 เลย แล้วช่วงนี้ล่ะที่มีข่าวลือเล็ดลอดออกมาว่า MGM สตูดิโอเจ้าของหนังกำลังลังเลใจว่าจะออกฉายตามโรงภาพยนตร์อยู่หรือไม่ ในขณะที่ 2 ยักษ์ใหญ่ในวงการสตรีมมิงก็เข้าเสนอตัวเลขก้อนใหญ่เพื่อแย่งชิงสิทธิ์กันอยู่ขณะนี้ระหว่าง Netflix กับ Apple TV+

แดเนียล เครก กับ แครี โจจิ ฟูคุนางะ ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ไม่รู้กำหนดเลยว่าเมื่อไหร่ผลงานของตัวเองจะได้ฤกษ์ฉาย

ย้ำว่าข่าวนี้ยังไม่มีการยืนยันเป็นทางการทั้งจาก MGM หรือสตรีมมิงทั้ง 2 เจ้า ข่าวที่ลือกันอยู่ในขณะนี้คือทั้ง 2 เจ้าต่างเสนอตัวเลขก้อนโตให้กับ MGM ซึ่งกำลังใคร่ครวญอย่างหนักว่าจะเอาไงดี เพราะว่ากันตามตรงแล้ว การเลื่อนกำหนดฉายครั้งที่ 3 ไปปี 2021 นั้น MGM เองก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าถึงตอนนั้นแล้วโรงหนังจะกลับเปิดฉายได้ปกติเต็มอัตราแล้วหรือยัง เพราะล่าสุดก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วกับ Tenet หนังฟอร์มใหญ่ที่ลองลิ้มชิมลางลงโรงฉายไปแล้ว ก็ไม่ได้ผลตอบรับกลับมาเป็นที่น่าพอใจนักสำหรับ วอร์เนอร์ สตูดิโอเจ้าของหนัง

การที่จะพิจารณารับเงินก้อนโตจาก Netflix หรือ Apple TV+ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะอย่างน้อย MGM ก็สามารถเรียกตัวเลขในระดับที่ได้ทุนสร้างคืนมาอย่างแน่นอน แล้วยังเป็นไปได้อีกว่าข้อตกลงนี้น่าจะจำกัดแค่เฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น MGM ยังมีสิทธิ์ที่จะเอาหนังออกฉายตามโรงนอกสหรัฐฯ อยู่ ซึ่งรายได้ส่วนนี้ก็ถือเป็นกำไรล้วน ๆ ตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ เลยก็คือ Skyfall หนังเจมส์ บอนด์ ภาคที่แล้วซึ่งเป็นภาคที่ประสบความสำเร็จที่สุดในแฟรนไชส์ นั้นกวาดรายได้รวมไปที่ 1,1xx ล้านเหรียญ แบ่งเป็นรายได้เฉพาะในสหรัฐฯ อยู่ที่ 304 ล้านเหรียญ เห็นได้ชัดว่ารายรับจากนอกสหรัฐฯ นั้นมากกว่าในสหรัฐฯ เกินเท่าตัว สมมติว่า MGM ตกลงขายสิทธิ์ให้กับเจ้าใดเจ้าหนึ่งไปที่ 200 ล้านเหรียญ แล้วนอนรอรับกำไรจากรายได้นอกสหรัฐฯ แค่นี้ก็สบายแล้ว

แดเนียล เครก กลับมาร่วมงานกับ เลอา เซย์ดูซ์ นางเอกคนเดิมจากภาคที่แล้ว

มองสถานการณ์ฮอลลีวูดในภาครวมขณะนี้ หนังฟอร์มใหญ่หลาย ๆ เรื่องยังต้องหวังรายได้จากค่าตั๋วหนังเป็นหลักอยู่ แล้วก็คาดหวังกันว่าเลื่อนฉายไปปี 2021 น่าจะเป็นทางออกที่ดี แผนการนี้ก็เหมือนงูกินหาง เจ้าของหนังไม่กล้าเสี่ยงปล่อยหนังออกมาตอนนี้ ในขณะที่เจ้าของโรงหนังก็อยากได้หนังฟอร์มใหญ่มาดึงดูดผู้ชมและเป็นรายได้ต่อชีวิตให้กับธุรกิจโรงภาพยนตร์ พอค่ายหนังตัดสินใจเลื่อนหนังฟอร์มใหญ่ไปฉายปีหน้ากันหมด โรงหนังก็ไม่มีหนังมาเรียกความสนใจคนดู ต่างก็ตกอยู่ในสภาพปางตายกันหมด ค่ายโรงหนังใหญ่อย่าง AMC ก็ออกมาโอดครวญแล้วว่ากำลังจะเข้าสู่ สภาวะล้มละลาย แล้วนะ ค่าย Cineworld ที่มีโรงหนังส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ ก็จำต้องปิดบริการไปอีกรอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวได้ว่าธูรกิจโรงหนังในสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาวะเลวร้าย แม้กระทั่งยักษ์ใหญ่ในธุรกิจบันเทิงอย่างดิสนีย์ ก็ต้องปรับแผนโครงสร้างธุรกิจกันยกใหญ่ ตั้งเป้าหนังใหม่หนังเก่าให้มุ่งหน้าลงสตรีมมิง Disney+ ของตัวเองเป็นหลัก

แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นข่าวลือ แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์แวดล้อมในขณะนี้ ก็มีโอกาสเป็นข่าวจริงได้สูงเลยล่ะ

อ้างอิง