Connect with us

What The Fact

9 บทเพลงสร้างพลังใจจากชายที่ชื่อ “ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย”

Published

on

ในวันที่ 25 ธันวาคมที่จะถึงนี้ พี่ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ที่เรารู้จักกันในนาม ตูน Bodyslam ก็จะวิ่งถึงเส้นชัยสุดท้ายในโครงการ “ก้าวคนละก้าว : เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” ซึ่งเป็นการวิ่งระดมทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยวิ่งจาก เบตง ถึง แม่สายรวมระยะทางทั้งสิ้น 2191 กม. โดยพี่ตูนเริ่มวิ่งจากวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยตั้งเป้าไว้ที่ 700 ล้านบาทแต่ยอดนี้ยอดเงินบริจาคทะลุ 900 ล้านไปแล้ว น่าซาบซึ้งในน้ำใจของพี่ตูน และน้ำใจของคนไทยทั้งประเทศจริงๆ

การทำเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ย่อมต้องใช้พลังใจที่ยิ่งใหญ่ และในวันนี้พี่ตูนไม่ได้เป็นแค่ศิลปินร็อคที่มาร้องเพลง เล่นดนตรีเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้ใช้แรงกายแรงใจสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้แก่สังคมอีกด้วย แต่ในวันที่พี่ตูนรับบทบาทของการเป็นศิลปินนั้น บทเพลงของพี่ตูนและวง Bodyslam ไม่ได้ขับขานออกมาเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่มันยังแฝงไว้ด้วยพลังใจที่สำคัญ หลายบทเพลงทำให้ใครหลายคนมีพลังและลุกขึ้นสู้ต่อ ดังนั้นในวันนี้ผมจึงอยากย้อนกลับไปดู สิ่งที่พี่ตูนได้สื่อสารผ่านงานเพลงของเขาและวง Bodyslam ว่าที่ผ่านมาพี่ตูนได้พูด ได้ถ่ายทอดสิ่งใดออกมาบ้าง อันสะท้อนให้เห็นถึงแง่คิดมุมมอง อันงดงามและเป็นพลังใจสำหรับเราในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เรามาเริ่มกันที่เพลงแรกอันเป็นชื่อเดียวกับชื่อวงกันเลยดีกว่าครับ


Bodyslam


ก่อนนี้หลายคนคงเคยรู้จักคำว่า “Bodyslam” จากชื่อท่าหนึ่งในกีฬามวยปล้ำ แต่หลังจากที่เพลง “งมงาย” ได้ออกเผยแพร่ทางหน้าปัดวิทยุทั่วประเทศ คำว่า “Bodyslam” ก็มีความหมายมากกว่านั้น ซึ่งพี่ตูนเคยให้สัมภาษณ์ว่า ที่เลือกคำนี้มาใช้ตั้งชื่อวง เพราะชอบในความหมายของมันคำว่า Bodyslam นั้นแปลว่า “ทุ่มสุดตัว” ผมไม่แปลกใจ ว่าทำไมพี่ตูนถึงเลือกคำนี้มาใช้ตั้งชื่อวง เพราะสิ่งที่พี่ตูนทำตลอดมาจนถึงวันนี้นั้นไม่ห่างไกลจากคำว่า “ทุ่มสุดตัว” เลย

ซึ่งเพลง “Bodyslam” นี้เป็นเพลงจากอัลบั้มที่สองของวงชื่อว่า “Drive” โดยออกกับทางค่าย มิวสิค บั๊กส์ ในปี 2546 เพลงนี้มาพร้อมท่วงทำนองเร้าใจ เปี่ยมไปด้วยพลังอันพูดถึงการทุ่มเททำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรารักโดยไม่ย่อท้อ เพราะนี่แหละคือชีวิตที่เราต้องการ

“นี่แหละคือชีวิตที่ต้องการ

  แค่ได้ทำสิ่งนั้นที่ใจฝัน

  ต่อให้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน

เราจะสร้างความฝันด้วยตัวเราเอง”


หลังฝน


หลายครั้งที่ชีวิตเราต้องเจอกับปัญหา ที่ถาโถมเข้ามาเหมือนฝนฟ้ากระหน่ำ หลายครั้งต่อให้มีพลังแค่ไหนก็รู้สึกท้อใจ

“หลังฝน” บทเพลงที่ทำให้เรามองเห็นแง่งามของชีวิต ว่าหลังจากฝนซา ฟ้าเปลี่ยนสี อะไรที่ดีๆมักบังเกิด มันทำให้เรามีพลังพอที่จะอดทนรอวันนั้น วันที่ฟ้าสดใส

เพลงนี้มาจากอัลบั้ม “Drive” เช่นเดียวกันครับ เนื้อเพลงของเพลงนี้งดงามมาก อีกทั้งท่วงทำนองที่มาพร้อมลีลาร็อคแบบเรียบง่าย งดงามยิ่งทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่อยู่ในใจใครหลายคน

พายุที่มันพัดผ่าน หอบฝนมา

ฟ้ามืดมนสักเท่าไร

เราอาจจะต้องหนาว ต้องทรมาน

แต่ไม่นานก็คงจางหาย

มันเป็นเหมือนกำลังใจจากฟ้า

ส่งมาให้คนรู้ว่าชีวิตมีค่า แค่อย่าเพิ่งถอดใจ

เริ่มใหม่อีกที ชีวิตไม่มีคำว่าสาย

เมื่อพายุฝนผ่านพ้น ฟ้าจะสดใส และเธอจะได้สุขใจ”


ชีวิตเป็นของเรา


“คนเราจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน เวลามีเหลือกันเท่าไหร่

คนเราจะมีลมหายใจอีกกี่ครั้ง ใครจะรู้”

“ชีวิตเป็นของเรา​“ ขึ้นต้นบทเพลงมาด้วยถ้อยคำตอกย้ำความจริงของชีวิตว่าไม่มีอะไรแน่นอน เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเวาชีวิตเราเหลืออยู่อีกเท่าไหร่ อยากทำอะไรให้รีบทำ

เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Believe เป็นอัลบั้มแรกที่ออกกับทาง Genie Records ทางวงปรับเปลี่ยนแนวดนตรีจากป้อปร็อคมาสู่ร้อคที่หนักแน่นขึ้น รวมไปถึงมีการปรับเปลี่ยนสมาชิกวงอีกด้วย ทำให้ทางวงพัฒนาไปสู่อีกทิศทางหนึ่ง

เพลงนี้เป็นเพลงแรกเปิดอัลบั้มนี้เลย เหมือนจะเป็นการบอกว่า การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ของพี่ตูนและ Bodyslam นั้นคือการเลือกทำในสิ่งที่ “เชื่อ” ในสิ่งที่เป็นตัวเรา นั่นเอง

“ชีวิตจะเป็นแบบไหน คงต้องเลือกเอา

ก็ตัวของเราก็ใจของใครของมัน

ชีวิตที่เป็นแบบนี้ คงไม่ว่ากัน

ก็ชีวิตมันเป็นของเรา”

มีเวอร์ชั่นเรียบเรียงใหม่ เพื่อเล่นในคอนเสิร์ต “Bodyslam นั่งเล่น” เพะราไปอีกแบบ ดนตรีออเครสตรามาเสริมทัพ ทำให้รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาเลยจริงๆ ยิ่งใหญ่และงดงามมากครับ


ความเชื่อ


เพลงนี้ได้กลายเป็น signature ของวงไปแล้ว ในตอนนี้คำว่า Bodyslam แทบจะแทนที่ได้ด้วยคำว่า “ความเชื่อ” เลยทีเดียว

เพลงนี้เป็นเพลงจากอัลบั้ม Believe และคำว่า “ความเชื่อ” ก็คือคำแปลภาษาไทยจากคำว่า Believe นั่นเอง เพลงนี้จึงเหมือนกับเป็นเพลงที่สรุปเอาใจความของอัลบั้มนี้ รวมถึงแก่นของสิ่งที่พี่ตูนและ Bodyslam พยายามจะบอกกับเรา นั่นก็คือ พลังนั้นเกิดจากการทำในสิ่งที่เรา​“เชื่อ” นั่นเอง

นอกจากนี้ที่พิเศษสุดเลยก็คือ เพลงนี้ได้ น๊าแอ๊ด คาราบาว ซึ่งมีศักดิ์เป็น อาของพี่ตูนมาร่วมร้องฟีเจอริ่งด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นฟีเจอริ่งแรกของวงด้วย ก่อนที่จะมีฟีเจอริ่งอื่นๆในอัลบั้มต่อมา

ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่

มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง

ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป

แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป”


คนมีตังค์


เรื่องเงินอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่มันเป็นเรื่องแรกในเกือบทุกๆเรื่องของชีวิต หลายครั้งเราคิดว่าหากมีเงินมากพอแล้วเราคงจะมีความสุข แต่พี่ตูนและ วงBodyslam บอกกับเราว่า จะมี มีตังค์มาก หรือมีตังค์น้อย ก็ไม่เป็นไรความสุขมันอยู่ที่ใจลองค้นลงไปเดี๋ยวก็เจอ

“คนมีตังค์” เป็นเพลงในอัลบั้ม Save My Life ซึ่งเป็นอัลบั้มที่งานเพลงของ Bodyslam มีความสดใหม่ หากลองกลับไปฟังจะพบว่าอัลบั้มนี้มีเสน่ห์มาก ทั้งเนื้อหา เมโลดี้และท่วงทำนองของแต่ละเพลงล้วนกลั่นกรองมาเป็นอย่างดี เป็นความตั้งใจอันเกิดจากการอยากลองทำอะไรใหม่ๆของ Bodyslam ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการที่ได้ พี่โอม เปล่งขำ มือคีย์บอร์ดของวงซึ่งในตอนนั้นยังอยู่ในฐานะแบ็คอัพของวง มาช่วยเติมสีสันให้กับบทเพลงนั่นเอง

เพลงนี้เป็นเพลงที่มีกลิ่นอายและเนื้อหาแตกต่างจากเพลงอื่นๆของ Bodyslam ไม่ได้มีความหนักแน่น หนักหน่วง แต่เป็นเพลงที่มาพร้อมท่วงทำนองสนุกๆ แต่แฝงไว้ด้วยปรัชญาการดำเนินชีวิตที่คมคาย เป็นการบอกให้เรารู้สึก “พอใจ”ในสิ่งที่เรามี “แต่ฉันไม่เดือดร้อน แม้ไม่มีมากมายอย่างใครสักที แม้มีเท่านี้ แต่หัวใจมันก็ยินดี ทุกวัน”

“ชีวิตนี้บางทีก็น้อย คิดไปทำไม

ชีวิตนี้บางวันก็เยอะ ถือเป็นกำไร

ชีวิตเราก็เท่านี้ ความสุขที่หัวใจต้องการ

สุดท้ายมันอยู่ไม่ไกล

ค้นลงไปข้างในจิตใจ ใครๆก็พบมัน”

เพลงนี้เป็นเพลงที่พอเราฟังแล้วทำให้รู้สึกดีขึ้นมาถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินในกระเป๋าเลยก็ตาม เพราะอย่างน้อยเราก็ยังมีชีวิตที่ได้ฟังเพลงดีๆเพลงนี้ เพลงที่มาพร้อมท่วงทำนองสดใสและกำลังใจเปี่ยมล้น


ขอบคุณน้ำตา


“ขอบคุณน้ำตา” เป็นเพลงจากอัลบั้ม Save My Life เช่นกัน เป็นเพลงส่งท้ายอัลบั้ม เหมือนเป็นการสรุปจบเรื่องราวที่ผ่านมาว่า จะสุขบ้าง ทุกข์บ้างก็ไม่เป็นไร มันเป็นธรรมดาของชีวิต จะเสียใจบ้าง ร้องไห้บ้างก็ไม่เป็นไร แทนที่จะจมอยู่กับความเสียใจ เรามาขอบคุณความเสียใจนี้ดีกว่าที่สอนให้เราได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิต

อย่ากลัวที่จะเสียใจ เพราะความเสียใจและหยดน้ำตานี่แหละที่เป็นครูคอยสอนให้เราเรียนรู้ความเจ็บปวดของชีวิต เพื่อที่ในวันพรุ่งนี้เราจะเข้มแข็งและมีพลังใจในการต่อสู้กับชีวิตต่อไป

“ต้องขอบคุณน้ำตาที่สอนให้จำในบทเรียน

น้ำตาที่ไหลรินในวันที่หัวใจอ่อนล้า

วันนี้เพิ่งรู้คุณค่าในช่วงเวลาได้เคยเจ็บ

เคยหวังและไม่เป็นดั่งใจ เรียนรู้และก้าวไป”

พี่ตูนเคยบอกไว้ในคอนเสิร์ต live in ครามว่า เพลงนี้คือเพลงโปรดที่สุดของพี่ตูน ผมเองไม่แปลกใจเลย เพราะเพลงนี้ก็เป็นเพลงโปรดที่สุดของผมเช่นกัน และก็เชื่อว่าคงเป็นเพลงโปรด เพลงในดวงใจของใครอีกหลายๆคน

มันงดงามที่สุดแล้วที่วันหนึ่งเราได้เข้าใจว่า หยดน้ำตาจากความเสียใจเหล่านั้นมีค่ากับชีวิตเรามากแค่ไหน


แสงสุดท้าย


เปิดด้วยเสียงกลองอันหนักหน่วง ตามมาด้วยท่วงทำนองอันหนักแน่น “แสงสุดท้าย” เป็นหนึ่งในเพลงฮิตที่เป็นลายเซ็นของวง ด้วยเนื้อหาที่พูดในสิ่งที่วงพยายามจะพูดมาโดยตลอด นั่นก็คือ การยืนหยัดทำในสิ่งที่เชื่อ ที่รัก ที่ฝัน อดทนสู้ต่อไปจนกระทั่งถึง “แสงสุดท้าย” ที่ใจปรารถนา นั่นเอง

“ในค่ำคืนที่ ฟ้า..นั้นไม่มีดาว

อยู่ตรงนี้ ฉันยังคงก้าวไป

ยังคงมีรักแท้ เป็นแสงนำไป

ในคืนที่หลง..ทาง

กับที่ที่ความฝัน

นั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย เส้นทางนี้

ฉันยังมีจุดหมาย

ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำไร

จะไปจนถึงแสงสุดท้าย”

เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม “คราม” อัลบั้มที่สามที่ออกกับทาง Genie Records อัลบั้มนี้ Bodyslam ยังคงพยายามฉีกตัวเองออกไปจากสิ่งเดิมๆที่เคยทำมา อันจะเห็นได้จากการที่ได้เอาเพลงร็อค มาผสมผสานกับหมอลำในเพลง “คิดฮอด” ที่ได้นักร้องลูกทุ่ง หมอลำชื่อดัง ศิริพร อำไพพงษ์ มาฟีเจอริ่งด้วยนั่นเอง

เพลงนี้มีในเวอร์ชั่นของคอนเสิร์ต Bodyslam นั่งเล่นด้วยครับ เวอร์ชั่นนี้มีกลุ่มเครื่องเป่าและเครื่องสายมาช่วยสร้างสีสันให้กับบทเพลง ดูเปล่งปลั่งมีพลังมากเลยครับ


เรือเล็กควรออกจากฝั่ง


ตอนที่เพลงนี้ออกมา เหมือนเป็นเอะไรที่เซอร์ไพรซ์สำหรับแฟนๆ และคุ้มค่ากับการรอคอย ท่อนอินโทรจากคีย์บอร์ดของพี่โอม ที่อัลบั้มนี้ได้เป็นสมาชิกเต็มตัวของวงแล้ว ช่างแปลกใหม่ และเป็นอะไรที่น่าจดจำ ทางวงมาพร้อมลุคแบบดิบๆ พี่ตูนในเพลงนี้ก็เป็นอะไรที่ฉีกไปจากเดิมแบบสุดๆ เหมือนพี่ตูนจะได้เรียนรู้สิ่งที่มีค่าบางอย่างมาจากการอุปสมบทในช่วงรอยต่อหลังจากจบทัวร์อัลบั้มคราม จนถึงช่วงทำอัลบั้มใหม่ ที่ชื่อสื่อถึงธรรมะมากๆว่า dharmajāti (ดัมมะชาติ)

“เรือเล็กควรออกจากฝั่ง”  มาพร้อมลุคแบบดิบๆ ท่วงทำนองและเนื้อหาที่พูดถึงการกล้าที่จะออกจากฝั่ง หรือ เขตปลอดภัยของชีวิตให้เข้าสู่แดนฝนฟ้าพายุ อันเราจะต้องผ่านไปให้ได้ เพื่อไปสู่ฝั่งแห่งฝัน และไว้ว่าเรือเราจะเล็กเพียงใด มีพลังน้อยนิดแค่ไหน เราก็ต้องฟันฝ่าไป

“จะออกไปแตะขอบฟ้า สุดท้ายแม้โชคชะตาไม่เข้าใจ

(ภายในใจยังคงเรียกร้อง)

มองไปไม่มีหนทาง แต่รู้ว่าฉันต้องไปต่อไป

ตรงเส้นขอบฟ้าสีคราม ความหวังยังนำทางฉันใช่หรือไม่

(ให้อุปสรรคเปลี่ยนผันเป็นพลัง)

คำตอบอยู่กลางคลื่นลม ชีวิตแม้ต้องล่มลงตรงไหน

แต่ฉันก็ยังยืนยันที่จะไป”

อัลบั้มใหม่นี้ได้ทีม บริษัท ป่าดงดิบ จำกัด มาทำมิวสิควีดิโอให้ ทำให้งานเอ็มวีของวงมีความแตกต่างจากที่เคยเป็นมา อย่างเพลงนี้ก็เป็นเรื่องราวของเด็กนักมวยที่เป็น loser มาโดยตลอดแต่ก็ไม่ย่อท้อ พร้อมที่ยืนหยัดและสู้ต่อไป ตัวเอ็มวีดูเรียลดูจริงมาก เสริมส่งเพลงสุดๆ

หลายคนที่ได้ฟังเพลงนี้ในช่วงจุดเปลี่ยนของชีวิต จุดที่เรากล้าที่จะก้าวไปทำสิ่งใหม่ๆ ที่เราเองอาจยังไม่แน่ใจว่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่งรึเปล่า แต่เราก็เลือกที่จะเสี่ยงและทำมันอย่างตั้งใจ ทุกครั้งที่เสียงอินโทรเพลงนี้ดังขึ้นมา เหมือนบรรยากาศของช่วงเวลานั้นมันจะย้อนกลับมาหาเราทันทีเลย


ชีวิตยังคงสวยงาม


ปิดท้ายกันด้วยเพลงนี้ อีกหนึ่งงานเพลงจากอัลบั้มล่าสุด dharmajāti (ดัมมะชาติ) ที่เหมือนเป็นบทสรุปของเรื่องราวการสู้ชีวิตตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มันเป็นถ้อยคำของคนที่ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านสุข ผ่านทุกข์ และพยายามทำความเข้าใจในชีวิต ว่าแท้จริงแล้วชีวิตนี้คืออะไร จนตกตะกอนในความรู้สึก และสามารถอยู่กับชีวิตนี้ได้อย่างมีพลัง ด้วยเหตุที่ได้มองเห็นแล้วว่า ชีวิตนั้นไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็ดี ไม่ว่าจะเจอเรื่องร้ายหรือดี ชีวิตนี้ก็ยังคงสวยงามอยู่เสมอ

จะยิ้มรับมันวันที่ใจอ่อนแอ แม้ทุกเรื่องราวมันยังคงโหดร้าย

สุขทุกข์ที่เราพบพาน มันคือชีวิตของเรา

แม้ทั้งหัวใจมันยังคงทรมานแม้ว่าน้ำตายังไม่แห้งเหือดไป

กอดไว้ทุกความหมองหม่น ไม่ว่าจะร้ายดี ชีวิตยังคงสวยงาม”


มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับพี่ตูนและร่วมบริจาคให้กับโครงการ “ก้าวคนละก้าว : เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” ได้ตามช่องทางนี้เลยครับ

https://www.kaokonlakao.com/howto

 

“เราอยากที่จะ ก้าว ไปให้ถึงที่สุด

เท่าที่พลังของเราและทุกๆ คนจะมี

เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่า

แค่ก้าวเล็กๆ จากทุกคน เมื่อรวมกันแล้ว

มันจะสามารถกลายเป็นก้าวยาวๆ

ขึ้นมาได้จริงๆ”

                                                                           ตูน บอดี้แสลม

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I: ภาคต่อสุดกระแทกใจ

Published

on

By

หนังพัฒนาโตขึ้นจากภาคเก่ามากกก จนเกือบตั้งตัวไม่ทัน มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นไม่ประสาโลกอีกแล้ว แต่เป็นหนังคนที่เผชิญความทุกข์หนัก ๆ ด้วยรอยยิ้มด้วยเสียงหัวเราะแทน ใครอกหักหรือสูญเสียสิ่งที่รักควรดูมาก ๆ

ไทบ้านเดอะซีรีส์ คือหนังอีสานอินดี้ (ในแง่เงินทุน แต่เนื้อหาตลาดตลกมาก) เมื่อต้อนปีก่อน หนังคือเซอร์ไพร้สฮิตแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากตีหัวเมืองฝั่งอีสานก่อกระแสปากต่อปากจนในที่สุด โรงหนังต้องเอาเข้ามาฉายให้คนกรุงได้ดูกันจนได้ และหลังจากหลายคนที่พลาดดูในโรงไป เมื่อหนังลงแผ่นก็กลายเป็นกระแสความสนใจ และเสียงบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงตั้งแต่แรกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ทีมงานชุดเดิมได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่ต่อจากภาคที่แล้วเลยใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 ซึ่งจะออกฉายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I และกลางปีนี้ในชื่อ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ย้อนความจากภาคที่แล้วเล็กน้อย เพราะหนังแทบไม่เกริ่นเนื้อหาเดิมให้เลย จาลอด พระเอกคนซื่อที่ฝึกวิชาเจ้าชู้จากเพื่อนอย่าง เซี่ยง แบดบอยประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังจะมีแฟนกับเขาสักคน จนมีสาวมาติดมากหน้าหลายตา เช่น แนน ลูกสาวเศรษฐี และ หมอปลาวาฬ อนามัยสาวประจำตำบล แต่แล้วที่สุดเขาก็เลือกตกลงปลงใจกับครูฝึกสอนอย่าง ครูแก้ว ในภาค 2 นี้ จาลอดก็เริ่มแอบใช้ชีวิตตู่ร่วมกับครูแก้วโดยที่พ่อฝั่งสาวเจ้ายังไม่รู้เรื่อง และหนังเริ่มแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวละครอื่น ๆ ได้อย่างสนุกและแปลกใหม่ขึ้น

ทั้ง เซี่ยง ที่ภาคนี้เขาแทบจะเป็นตัวเอกแทนเลย จากแบดบอยประจำหมู่บ้าน เขาพบความอกหักจากใบข้าวแฟนสาวที่แอบไปแต่งงานกับชายอื่น จนเขารับไม่ได้ต้องหนีไปบวชเพื่อรักษาหัวใจ หลวงพี่เซี่ยงยังต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนมากฝันอย่าง ป่อง ที่ล้มเลิกความคิดทำร้านเซเว่นและหนีออกจากบ้านมาพึ่งกำลังตนเองพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ก็นั่นล่ะธุรกิจสโตร์ผักที่เขาตั้งใจไว้ก็ดูฝันเฟื่องเหลือเกิน ในขณะที่ จาลอด ภาคนี้อาจไม่มีบทบาทสำคัญแต่เราก็จะได้เห็นชีวิตหลังจากคบกับ ครูแก้ว แล้ว เขาต้องหางานรายได้พอมาจุนเจือครอบครัว อีกทั้ง มืด น้องชายก็เริ่มริจีบสาวและเรียกร้องเงินจากพี่ชายมากขึ้นด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งหนังก้พาเราไปแวะเวียนเยี่ยมชีวิตของ เฮิร์ป ฝรั่งหนุ่มที่มาติดพัน เจ๊สวย จนมีลูกด้วยกันและไม่ยอมกลับประเทศ ส่วนน้องสาวของเจ๊สวยก็เริ่มมีหนุ่มมาติดพันให้เจ๊สวยเหนื่อยใจ ไหนจะ โรเบิร์ด ที่เจอวิบากกรรมในชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องจนกลายเป็นคนบ้าที่ทั้งป่วนทั้งน่าสงสารจับใจ

ความตลกอาจลดลงนิดหน่อย เพราะหนังดูให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีเลยล่ะ เพราะมันอิ่มขึ้นดูจับหัวใจเราได้มากกว่าเดิมด้วย จุดแข็งของหนังยังคงเป็นความเด็ดดวงในการกำกับตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างมีสีสันและน่าเชื่อว่ามีอยุ่จริง ความธรรมชาติแบบชีวิตจริงมาก ๆ ทั้งวิธีการแสดงและบริบทการดำเนินชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างหนังอีสานเรื่องนี้โดดเด้งเหนือหนังตลกดาด ๆ ตีหัวเข้าบ้านทั่วไป ต้องยอมใจทั้งผู้กำกับและมือเขียนบท ตลอดจนทีมนักแสดงว่าทำได้ไงขนาดนี้ มันถ่ายทอดอารมณ์ได้พุ่งตรงใส่คนดูมาก ๆ ยิ่งการแสดงของพระเซี่ยง กับโรเบิร์ด นี่คือการแสดงที่เหนือไปอีกชั้นแล้ว คือจะเอาชื่อเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยมนี่ก็สมศักดิ์ศรีเลยล่ะ

อีกอย่างที่อยากพูดถึงในส่วนโปรดักชั่นคือการเคลื่อนกล้องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉากลองเทคที่โชว์ฝีมือแบบเหนือ ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันสร้างสรรค์นะ ไม่ได้แค่ถ่าย ๆ ไป ส่วนข้อด้อยงานภาพคงเป็นเรื่องของการจัดแสงที่ใช้ไฟอัดทั้งฉากแบบละครช่อง 7 มากไปจนดูไม่ธรรมชาตินัก

ส่วนเรื่องเพลงที่เป็นไม้ตายประจำของหนังชุดนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมายและแทบจะปล่อยหมัดมาเกือบหนังจะจบ แต่ต้องบอกว่าเป็นหมัดน๊อกกันเลยทีเดียวล่ะ เพราะวิธีการใช้เพลงก็ไม่ธรรมดา แถมเนื้อหาเพลงยังพอดีกับจังหวะหนัง คือโดนไปเต็ม ๆ ส่วนที่ยกให้เป็นท่าใหม่ของหนัง แถมเป็นท่าที่ยกระดับหนังไปสู่หนังรางวัลคือ ความเซอร์ไพร้สเรื่องความทุกข์ยาก วิบากกรรมของชีวิตที่แต่ละตัวละครต้องเจอไม่ต่างจากชีวิตคนจริงๆ ที่เราเจอจับต้องได้ มันคือรสชาติที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าแค่ฉากเปิดเรื่องก็ทำเอาเหวอแล้วจริง ๆ

จุดด้อยหลักคงเป็นความล้นบ้างหลายฉากที่ไม่จำเป็นของหนัง ที่ทำให้หนังลากยาวไปถึงสองชั่วโมง แม้เราจะดูเพลินมาก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังนานไปนิด อีกอย่างคือคนดูควรมีพื้นจากภาคแรกมาด้วยถึงจะเข้าใจเนื้อหาเพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยเกริ่นความเดิมนัก ส่วนความตลกยังมีมุกขำ ๆ และรอยยิ้มเรี่ยราดกระจัดกระจายทั้งเรื่องเช่นเดิม ยิ่งถ้าฟังสำเนียงอีสานสด ๆ ได้รุ้เรื่องจะสนุกกว่าอ่านซับไทยอีก 1.5 เท่าเลยทีเดียว

และสุดท้ายที่เสียดายคือหนังถูกแบ่งเป็นสองภาค ต้องรอดูภาค 2.2 ต่ออีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เพราะตอนจบภาค 2.1 นี้มันทิ้งได้แบบพายุก่อตัวก่อนจะไคลแม็กซ์มาก อยากรู้ตอนต่อสุด ๆ จริง ๆ คือไม่อยากสปอยล์ แต่บอกเลยว่าตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง กับฉากจบหนังเล่นหนักมือมากครับ สุด ๆ อ่ะ พูดไม่ออกเลย จุกใจ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] All The Money In The World ฆ่า ไถ่ อำมหิต – การลงทุนมีความเสี่ยงโปรดศึกษาสันดานก่อนตัดสินใจ

Published

on

สิ่งที่ดูจะเป็นจุดขายแบบไม่ตั้งใจจนเกินหน้าเกินตาตัวหนังเห็นจะเป็นการแก้ปัญหาแบบสุดโต่งของผู้สร้าง All The Money In The World ที่ตัดสินใจควักเงินถึง 10 ล้านเหรียญถ่ายซ่อมทุกฉากของ เควิน สเปซีย์ ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้ หลังเกิดข่าวล่วงละเมิดทางเพศอันฉาวโฉ่ โดยเลือก คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ มาแสดงแทนทั้งที่มีเวลาถ่ายทำเพียง 8 วันจนได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงแทบทุกสถาบัน เหลืออย่างเดียวที่หนังต้องพิสูจน์นั่นคือการหยิบเรื่องราวการลักพาตัวหลานของมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าแต่ตีราคากับของทุกสิ่งจนแม่แท้ๆต้องพยายามอ้อนวอนขอเงินปู่มาไถ่ชีวิตลูกตัวเองจะทำออกมาอีท่าไหนกันแน่


ภาพเทียบ เควิน สเปซีย์ (ซ้าย) กับ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (ขวา) ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้


โดยเรื่องราวที่ว่าเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อ จอห์น พอล เก็ตตี้ที่สาม (ชาร์ลี พลัมเมอร์) ถูกจับไปเรียกค่าไถ่กลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี และด้วยเป็นหน่อเนื้อสกุลเก็ตตี้ทำให้ เกล (มิเชลล์ วิลเลียมส์) แม่ของพอลพยายามทำทุกทางเพื่อหวังให้ จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) คุณปู่มหาเศรษฐีสุดเย็นชา ยอมเจียดเงินมาจ่ายค่าไถ่ให้โจรแต่การจะเปลี่ยนใจคนใจหินที่เห็นเงินดีกว่าหลานนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายโดยงานนี้เกลหวังพี่งพาได้เพียงเฟลตเชอร์ เชส (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) อดีตซีไอเอผู้ช่วยที่เก็ตตี้คนปู่หวังให้ไปเจรจาลดค่าไถ่จากโจร



แน่นอนล่ะว่าการได้เรื่องราวเรียกค่าไถ่สะเทือนประวัติศาสตร์มาทำเป็นหนังย่อมมีความน่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผู้กำกับอย่างริดลีย์ สก็อตต์ ปรุงแต่งให้เรื่องราวมีความแตกต่างจากหนังเรียกค่าไถ่อื่นๆก็ตรงที่การใส่รายละเอียดและสร้างมิติให้ตัวละครทุกตัวด้วยภาษาภาพยนตร์จนเรื่องราวดูสมจริงและแทบไม่มีใครเป็นฮีโร่หรือผู้ร้ายที่แท้จริงในเหตุการณ์นี้ได้เลยสักคนโดยเฉพาะออกแบบสภาวะแวดล้อมตัวละครตัวละครอย่าง จอห์น พอล เกตตี้ ซีเนียร์ ที่มีทั้งความเย็นชาและว้าเหว่ ภายใต้บ้านหลังใหญ่โตเต็มไปด้วยสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลแต่กลับมีแสงเพียงเล็กน้อยพอสาดส่องให้เขาเห็นเพียงมูลค่าน้ำมันบนกระดาษเพื่อสะท้อนความเป็นเศรษฐีที่หมดความเชื่อใจและไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์ ทำให้ทั้งเรื่องนอกจากจะต้องมานั่งลุ้นว่าเกลและเฟลตเชอร์จะช่วยพอลได้ไหม เรายังต้องมาลุ้นให้คุณปู่ขี้ตืดยอมใจอ่อนและมีมนุษยธรรมซักทีซึ่งนับว่าเป็นการสร้างตัวละครที่ชาญฉลาดมาก ไม่เพียงเท่านั้นตัวละครฝั่งโจรอย่างซินควอนต้า (โรแมง ดูริส) ที่แม้ใบหน้าจะดูโหดเหี้ยมแต่กลับเปี่ยมน้ำใจจนเป็นเพียงทางรอดเดียวของพอลท่ามกลางคนโฉดที่ลักพาตัวเขามาก็ยังสร้างทั้งความขบขันและไม่น่าไว้วางใจให้กับเรื่องราวได้ลุ้นระทึกกันไปอีกขั้นอีกด้วย



ไม่เพียงเท่านั้น ริดลีย์ สก็อตต์ ยังสามารถควบคุมจังหวะจะโคนในแต่ละฉากให้คนดูได้ลุ้นระทึกกันตลอดแถมยังล่อหลอกคนดูกันไม่เว้นแต่ละซีน ทั้งการใช้โมทีฟหรือวัตถุกระตุ้นเรื่องอย่างรูปสลักที่ถูกวางให้กลายเป็นของมีค่าในต้นเรื่องก่อนความจริงจะเปิดเผยซึ่งนอกจากจะช่วยก่อร่างสร้างความระทึกให้กับเรื่องราวแล้วมันยังส่งเสริมกับธีมหลักของเรื่องอันว่าด้วยคุณค่าที่มนุษย์ปั้นแต่งให้สิ่งต่างๆและช่วยเปิดปมตัวละครในตระกูลเก็ตตี้ที่แทบไม่ได้ผูกพันธ์กันด้วยสิ่งใดนอกจากทรัพย์สินเงินทองเพียงเท่านั้น แถมหนังยังมีจุดชวนหัวอย่างความโง่เขลาเบาปัญญาของโจรหรือแม้กระทั่งจุดที่ล่อหลอกคนดูให้เชื่อว่า พอล ปลอดภัยแล้ว ก่อนจะตลบหลังคนดูจนเราไม่อาจคาดเดาทิศทางของเรื่องราวได้อีก ซึ่งส่วนนี้คงต้องชื่นชม เดวิด สการ์ปา มือเขียนบท The Last Castle (2001) ที่สามารถสรุปเรื่องราวจากหนังสือบันทึกความทรงจำสู่บทหนังระทึกขวัญครบรสทั้งความบันเทิงและไม่ด้อยด่าในแง่การส่งเสริมให้คนเกิดพุทธิปัญญา



ท้ายสุด แน่นอนล่ะว่าใครก็คงต้องชื่นชม คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ที่สามารถสวม จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ ได้อย่างลุ่มลึกและสามารถขโมยซีนได้ทุกฉากที่ปรากฎตัว โดยแทบจะกลืนกินและกลายเป็นตัวละครมหาเศรษฐีใจหินได้อย่างแทบไม่ต้องพยายาม แต่กระนั้นเราก็ยังไม่อาจมองข้าม มิเชลล์ วิลเลียมส์ ในบท เกล แม่ผู้พยายามทำทุกทางให้ได้ลูกกลับมา ทั้งสีหน้าแววตาและการแสดงที่นำพาอารมณ์ตัวละครให้คนดูได้รู้สึกพังทลายตามเธอทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ได้จริงๆ จนบางทีสาเหตุที่มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ยอมบริจาคส่วนต่างจากการถ่ายซ่อมถึงหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญเข้ากองทุนต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศในนามมิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ น่าจะเพื่อชดเชยกับความอยุติธรรมของค่าจ้างที่เขาได้มากกว่ามิเชลล์เป็นร้อยเท่านั่นเอง

สรุปแล้ว All The Money In The World นับเป็นหนังระทึกขวัญที่มีการแสดงระดับเข้าชิงรางวัลออสการ์ของคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ เป็นไฮไลต์สำคัญในหนังที่ล่อหลอกคนดูจนเดาทางไม่ถูก และยังสอนสัจธรรมเรื่องทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของนอกกายตายไปก็เอาไปไม่ได้อย่างเห็นภาพที่สุด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!