Connect with us

อื่นๆ

เมื่อแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก “ลดลงเป็นประวัติการณ์” จะส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร

ศูนย์ข้อมูลน้ำแข็งและหิมะนานาชาติของ Nasa ได้พบว่า แผ่นน้ำแข็งใน Arctic มีขนาดอยู่ที่ 14.52 ล้านตารางกิโลเมตรในปี 2016 นี้ ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี 1979

ศูนย์ข้อมูลน้ำแข็งและหิมะนานาชาติของ Nasa ได้พบว่า แผ่นน้ำแข็งใน Arctic มีขนาดอยู่ที่ 14.52 ล้านตารางกิโลเมตรในปี 2016 นี้ ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปี 1979

นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้วแที่พื้นที่แผ่นน้ำแข็งได้ลดลงอย่างน่าใจหาย หลังจากที่ปี 2015 มีพื้นที่แผ่นน้ำแข็งลดลงเหลือเพียง 14.54 ล้านตารางกิโลเมตร

พื้นที่เกือบ 1 ล้านตารางกิโลเมตรของแผ่นน้ำแข็งได้หายไป

Walt Meier นักวิทยาศาสตร์น้ำแข็งทะเล ผู้ซึ่งทำการวิจัยด้านนี้อยู่ได้กล่าวว่า “สภาวะโลกร้อน” เป็นตัวแปรสำคัญ เช่นเดียวกับน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น นั่นหมายความว่ารูปแบบเหล่านี้จะยังคงดำเนินต่อเนื่องไปในอนาคต

น้ำแข็งใน Arctic ช่วยรักษาอุณหภูิมของโลกให้คงที่โดยการสะท้อนพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่ให้สะสมในน้ำทะเล

“ถ้าปราศจากน้ำแข็งแทะเล น้ำจะเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้น ความร้อนจากน้ำทะเลจะลอยขึ้นสู่ชั่นบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำกว่า ส่งผลให้ภูมิอากาศโลกร้อนขึ้น” Jennifer Francis นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศกล่าว “อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นใน Arctic จะแพร่กระจายไปทั่ว ทำให้น้ำเกิดการระเหยเป็นไอมากขึ้น ส่งผลให้ความหนาแน่นของเมฆสูงขึ้น ทำให้อุณหภูมิที่พื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น เพราะความร้อนไม่สามารถกระจายตัวสู่ชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นได้”

ARCTIC_0 (1)

ข้อมูลดังกล่าวค่อนข้างใกล้เคียงกับที่ Earth Sciences Research Laboratory (ESRL) ได้ออกมายืนยันในเดือนมีนาคม 2016 ว่า “ระดับก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี”

ก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ มีคุณสมบัติพิเศษในการเก็บความร้อนไว้ในตัวได้เป็นปริมาณมาก ส่งผลให้อุณหภูิมสูงขึ้น และในปี 2015 อุณกูมิที่ Arctic ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งอาจเป็นผลกระทบมาจากปรากฏการณ์ El Niño 

_65858785_icescape

หากอุณภุมิที่ Arctic สูงขึ้น ย่อมเร่งการละลายของแผ่นน้ำแข็งให้เร็วขึ้น ถ้าจะเปรียบเทียบให้ชัดเจนก็เหมือนกับ

“แก้วที่มีน้ำอยู่เต็มแล้วใส่น้ำแข็งก้อนหนึ่งลงไป ปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้นจนล้นออกจากแก้ว”

ในกรณีนี้คือปริมาณน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น ย่อมทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล อันนำมาซึ่งภัยพิบัติต่างๆ นั่นเอง

ที่มา : wired.co.uk

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement