ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| Global Warming
Read More

ภาระตกที่คนจน.. พบคนรวย 1% สร้างก๊าซคาร์บอนเท่ากับคนจน 5,000 ล้านคน

เรื่องมลภาวะทางธรรมชาติ โดยเฉพาะการสร้างก๊าซคาร์บอนนั้นเป็นประเด็นที่มีการพูดคุยกันมานาน แต่ตัวเลขน่าจะสนใจล่าสุดพบว่ากลุ่มคนรวย 1% ของโลก สร้างก๊าซคาร์บอนเท่ากับคนจน 66% ของประชากรทั้งหมด หรือเทียบเท่า 5,000 ล้านคนเลยทีเดียว
12/03/2024

‘ตดวัว’ ทำโลกร้อน? แล้วจะแก้ได้ไง

การผายลมของวัว ที่เลี้ยงในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ นอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นแล้ว ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นด้วย
08/03/2024

รายงานเผย AI จะยิ่งทำร้ายโลกและเป็นช่องทางปล่อยข้อมูลเท็จมากขึ้น

กลุ่มองค์กรพันธมิตรด้านสิ่งแวลดล้อม Climate Action against Disinformation ออกรายงานที่ชี้ว่า AI จะยิ่งเพิ่มการใช้พลังงาน และทำให้การปล่อยข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสภาวะภูมิอากาศเลวร้ายลง
16/01/2024

นักวิจัยชี้ YouTube สร้างรายได้จากเนื้อหาเท็จเกี่ยวกับโลกร้อนเกือบ 500 ล้านบาท

YouTube สร้างรายได้หลายล้านเหรียญจากการโฆษณาในช่องที่ปล่อยข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน เพราะผู้สร้างเนื้อหาใช้วิธีใหม่หลบมาตรการของแพลตฟอร์ม
09/03/2022

สงครามโลก กับนโยบายขจัดขยะพลาสติกโดยประเทศเล็ก ๆ

ในสัปดาห์เดียวกันตอนรัสเซียบุกเข้ายูเครน 2 ประเทศเล็ก ๆ คือ เปรู และ รวันดา ได้ผลักดันข้อเสนอร่างสนธิสัญญาที่มีข้อผูกมัดระหว่างประเทศในการขจัดและลดขยะผลิตภัณฑ์พลาสติกทั่วโลกให้ลดน้อยลง มิฉะนั้นขยะพลาสติกที่ไม่ได้ย่อยสลายมากถึง 70 ล้านตันจะกลายเป็นอาวุธมหาประลัยที่จะทำลายห่วงโซ่อาหารและสภาพสิ่งแวดล้อมของคนทั้งโลก มีพลังทำลายชีวิตมากกว่าอาวุธมหาประลัยทุกชนิดเสียอีก ขยะพลาสติกจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในสิบปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลเลวร้ายต่อสภาพสิ่งแวดล้อมของคน สัตว์บก และสัตว์น้ำ ฉะนั้นที่ประชุมสมัชชาย่อยในสหประชาชาติที่กรุงไนโรบีเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติปกป้องสิ่งแวดล้อมได้ตกลงอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ภายในปีนี้จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการสากลขึ้นมาร่างสนธิสัญญาที่จะขจัดและลดจำนวนขยะผลิตภัณฑ์พลาสติกทั่วโลก ในปัจจุบันขยะพลาสติกทุกรูปแบบนั้นไม่ได้หายไปไหน เพราะมันถูกทิ้งขว้างและสุดท้ายไปตกค้างอยู่ในมหาสมุทรและตามแม่น้ำต่าง ๆ ทั่วโลก ที่น่าสนใจคือข้อเสนอญี่ปุ่นในทำนองเดียวกัน แต่ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว เพราะญี่ปุ่นมุ่งเน้นแต่กำจัดขยะในมหาสมุทรเท่านั้น ส่วนข้อเสนอเปรูกับรวันดานั้นครอบคลุมขยะพลาสติกทุกชนิดทุกรูปแบบ รวมทั้งไมโครพลาสติกด้วย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีการคาดการณ์สนธิสัญญาแบนขยะพลาสติกนี้จะร่างเสร็จภายในปี 2024 ก็จะถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอีกชิ้นหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ ในปี 2015 องค์การสหประชาชาติประสบความสำเร็จที่สมาชิกยอมเซ็นและรับรองข้อตกลงที่จะลดภาวะโลกร้อน ช่วงหลังมีปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจในเวทีองค์การสหประชาชาติคือ สมาชิกประเทศเล็ก ๆ ในเวทีสากลได้นำเสนอความคิดใหม่ ๆ ที่จะทำให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้น ไม่เหมือนกับสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติห้ายักษ์ใหญ่คือ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ และจีน มักจะเถียงกันและวีโต้ซึ่งกันและกัน ในประเด็นสำคัญ ๆ เช่น กรณีรัสเซียบุกยูเครนก็ตกลงกันไม่ได้ เป็นต้น…
01/02/2021

โลกร้อนทำพิษ! เปิดภาพเปรียบเทียบธารน้ำแข็งที่หายไปของไอซ์แลนด์

Skaftafellsjokull ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Vatnajokull พื้นที่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหนากว่า 440 เมตร กำลังละลายหายไปจากภาวะโลกร้อน ในปี 1989 ช่างภาพ Colin Baxter ได้ถ่ายภาพธารน้ำแข็งดังกล่าวเอาไว้ในช่วงที่เขาใช้เวลาท่องเที่ยวกับครอบครัว และในอีก 30 ปีต่อมา Dr.Kieran Baxter ลูกชายของเขา เดินทางกลับมายังสถานที่แห่งนี้อีกครั้งพร้อมพบกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คุ้นตา นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าพื้นที่น้ำแข็งหายไปกว่า 400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเกาะ Isle of Wight (เกาะในช่องแคบของอังกฤษ) โดยทั่วไปเรามักจะไม่เห็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนบนพื้นผิวโลกชัดขนาดนี้ แต่สำหรับพื้นที่แห่งนี้เราสามารถเห็นผลกระทบของมันได้อย่างชัดเจน ธารน้ำแข็งถือเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมันสามารถระบุสภาพอากาศในอดีตได้จากการวิเคราะห์ส่วนประกอบของน้ำแข็ง จากข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐ ฯ ระบุว่าตั้งแต่ปี 1980 ธารน้ำแข็งละลายหายไป 24 เมตรต่อปีโดยเฉลี่ย อย่างไรก็ตามการวัดความแม่นยำของน้ำแข็งที่ละลายเพราะสภาวะโลกร้อนเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่นอัตราการละลาย การตกตะกอน ลม และแสงแดด เป็นต้น การละลายของธารน้ำแข็งจึงไม่ได้ส่งผลกระทบกับพื้นที่การเกษตร และแหล่งน้ำที่สำคัญเท่านั้น แต่โลกกำลังสูญเสียประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์อันมีค่าของสภาพอากาศโลกอีกด้วย อ้างอิง BBC News พิสูจน์อักษร…
Natnaree TK | 1812 days ago
Read More
21/08/2020

ภาวะเรือนกระจกอาจแย่กว่าที่เคยคาด งานวิจัยชี้พืชอาจดูดซับ CO2 ได้น้อยลงมาก

อาจใกล้ตัวจนไม่ทันรู้สึกว่าสำคัญ พบปัจจัยใหม่ที่ทำให้โลกอาจพังเร็วขึ้นจากภาวะโลกร้อน เมื่อนักวิจัยพบต้นไม้ในบางภูมิภาคดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยลงมากเมื่ออุณหภูมิอากาศสูงขึ้น ตอกย้ำปัญหาภาวะเรือนกระจกอาจถึงจุดวิกฤตเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ เมื่อไม่นานนี้ ศาสตราจารย์ฮาร์มิช แมกโกแวน (Hamish McGowan) และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ได้ตีพิมพ์การวิจัยที่เก็บข้อมูลมากว่า 3 ปี ชื่อเรื่อง อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการสังเคราะห์แสงในระบบนิเวศชายฝั่งกึ่งเขตร้อน - ผลกระทบต่อการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาวะโลกร้อน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า พืชในพื้นที่ชายฝั่งกึ่งเขตร้อนของออสเตรเลียที่พวกเขาเก็บข้อมูลมีอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เปลี่ยนไปอย่างไรเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น "ปกติพืชในบริเวณนี้จะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการสังเคราะห์แสงอยู่ที่ 24.1 ถึง 27.4 องศาเซลเซียส แต่เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ส่งผลให้บางช่วงเดือนที่อากาศอุ่นขึ้น อุณหภูมิจะสูงกว่าช่วงที่เหมาะสมสำหรับการสังเคราะห์แสงของพืชราว 14 ถึง 59.2 เปอร์เซ็นต์ ทำให้พืชไม่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างที่เคยทำ" ศาสตราจารย์แมกโกแวนอธิบายการค้นพบ และทิ้งท้ายว่านั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเกินช่วงที่เหมาะสม ความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพืชก็ลดลงแบบดิ่งเหวศาสตราจารย์แมกโกแวน เป็นที่ทราบกันดีว่าพืชเป็นปัจจัยเชิงบวกในการชะลอภาวะโลกร้อน เนื่องจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชสามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศได้ แต่ที่ผ่านมาในขณะที่พื้นที่ป่าของโลกลดลง กิจกรรมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของมนุษย์กลับสูงขึ้นจึงทำให้สมดุลทางธรรมชาติเปลี่ยนไป จริง ๆ แล้วเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก และใกล้ตัวเสียจนเราไม่ทันรู้สึกว่าสำคัญ เพราะแค่ความรู้เรื่องการสังเคราะห์แสงในของพืชที่เราเคยเรียนมาก็พอทราบอยู่แล้วว่าปัจจัยในการสังเคราะห์แสงของพืชนั้นสัมพันธ์กับอุณหภูมิ โดยปกติเมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียสไปอัตราการสังเคราะห์แสงจะลดลง นอกจากนี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นก็ส่งผลกับการปิดของปากใบพืชที่เป็นช่องทางรับและส่งออกก๊าซต่าง ๆ ด้วย โดยปกติเมื่อเกิน 30 องศาเซลเซียสปากใบก็จะปิดลง…
US allows killing of hundreds of sea lions to save struggling salmon
US allows killing of hundreds of sea lions to save struggling salmon
17/08/2020

ทางการสหรัฐฯ เตรียมฆ่าสิงโตทะเล 600 ตัวเพื่อรักษาพันธุ์ปลาแซลมอนที่กำลังจะสูญพันธุ์

ทางการสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งอนุมัติฆ่าสิงโตทะเลกว่า 600 ตัวเพื่อรักษาชีวิตของปลาแซลมอนที่เสี่ยงสูญพันธุ์ในแหล่งน้ำอาหารสำคัญ รายงานที่แสนสะเทือนใจนี้ได้ถูกเปิดเผยโดยหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ได้รับอนุญาตให้จัดการปัญหาด้านสัตว์ป่าใน 3 รัฐได้แก่ Washington,  Oregon และ Idaho โดยให้เริ่มฆ่าสิงโตทะเลในลุ่มแม่น้ำ Columbia เพราะเลือกจะช่วยเหลือปลาแซลมอนและปลาเทราต์จำนวนมากที่เสี่ยงสูญพันธุ์เพราะตกเป็นอาหารของเจ้าสิงโตทะเล นอกจากนี้ ปลาแซลมอนในแม่น้ำ Columbia นั้นเป็นอาหารหลักของวาฬ Orca ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ระบุว่า เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อยู่ด้วยเช่นกันถ้าไม่ได้กินปลาแซลมอนมากพอ ปลาเหล่านี้จะว่ายมาติดที่คอขวดของเขื่อนหรือในบริเวณที่พวกมันกำลังจะไปวางไข่ ซึ่งสิงโตทะเลก็อาศัยกินปลาที่กำลังทวนนั้นขึ้นไปเพื่อวางไข่เป็นเวลาหลายปี คำสั่งที่อนุญาตให้กระทำการกำจัดสิงโตทะเลถูกประกาศใช้ให้มีผล 5 ปี ตั้งแต่ วันที่ 14 สิงหาคม 2020 ถึง 14 สิงหาคม 2025 โดยให้ทางการและชนพื้นเมืองอเมริกันสามารถฆ่าสิงโตทะเลสายพันธุ์ California Sea Lions จำนวน 540 ตัว และสิงโตทะเลสายพันธุ์ Stellar Sea Lions จำนวน 176 ตัว ที่อาศัยอยู่ตลอดความยาวของแม่น้ำ Columbia 290 กิโลเมตรตั้งแต่เมือง Portland…
Antarctica Snow Green
Antarctica Snow Green
24/05/2020

แอนตาร์กติกา “ขั้วโลกใต้” กำลังกลายเป็นสีเขียวเพราะสาหร่าย เมื่อโลกร้อนและน้ำแข็งละลายไปเกือบหมดแล้ว

มีรายงานล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า คาบสมุทรแอนตาร์กติกที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 ที่ผ่านมา ปรากฎผลร้ายให้เห็นเด่นชัดบริเวณขั้วโลกใต้ นั่นคือ การเพิ่มจำนวนขึ้นของสาหร่ายขนาดเล็กที่กำลังเติบโต ขยายพื้นที่บนพื้นผิวของหิมะที่ละลายหายไป ทำให้พื้นที่ที่เคยปกคลุมด้วยหิมะสีขาวกลายเป็นสีเขียว และจะกลายเป็นแหล่งอาหารให้แก่สัตว์บางสายพันธุ์ต่อไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลกระทบในทางที่ไม่ดีเท่าไรนักกับระบบนิเวศของบริเวณนั้น ทีมนักวิจัยของประเทศอังกฤษที่อยู่เบื้องหลังผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้เปิดเผยผ่านวารสาร Nature Communication เล่าว่า อุณหภูมิที่สูงกว่า 0 องศาเซลเซียสซึ่งร้อนมากพอจะทำให้น้ำแข็งละลายนั้น ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเหมาะแก่การเจริญเติบโตของสาหร่าย ในบางพื้นที่สาหร่ายพวกนี้มีความหนาแน่นมากจนทำให้หิมะกลายเป็นสีเขียวสว่างและสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากการสำรวจโดยภาพถ่ายจากอวกาศราว ๆ 1,700 จุดบริเวณแอนตาร์กติก จากการสำรวจในปัจจุบันพื้นที่ของสาหร่ายสีเขียวที่สำรวจพบ กินพื้นที่ไปแล้วกว่า 1.9 ตารางกิโลเมตร โดยนักวิทยาศาสตร์ค้นพบสาหร่ายสีเขียวครั้งแรกในพื้นที่แถบนี้ตั้งแต่ยุค 1950s-1960s ตอนที่ปริมาณยังไม่เยอะมาก สาหร่ายถูกสำรวจพบเป็นพื้นที่เล็ก ๆ และพบในเกาะที่เป็นพื้นที่ราบรอบ ๆ คาบสมุทรแอนตาร์กติก โดยเกือบสองในสามของสาหร่ายเป็นสีเขียว พบได้ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากความร้อนค่อนข้างหนักหน่วง นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้สังเกตการปรากฎขึ้นของตระไคร่น้ำและมอสบ้าง แต่พวกนี้จะมีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่ามากเมื่อเทียบกับสาหร่ายสีเขียว ในอนาคตนักวิทยาศาสตร์วางแผนที่จะวัดสาหร่ายสีแดงและสีส้ม รวมถึงคาดการณ์ผลกระทบของสาหร่ายจำพวกสีสันอกเหนือจากสีเขียวที่เกิดขึ้นว่า จะสามารถสะท้อนความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้หรือไม่ ในรายงานข่าวยังบอกอีกว่า Matt Davey นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย Cambridge ได้ใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี ในการรวบรวมข้อมูล ลงพื้นที่สำรวจและวัดพื้นที่ของสาหร่ายหิมะสีเขียว โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและการสังเกตการณ์จากภาคพื้นดิน เขาพบว่า อีกไม่นานทวีปแอนตาร์กติกาจะปลกคลุมด้วยสีเขียวมากขึ้นไปอีก…
Global Warming Climate Change
Global Warming Climate Change
16/05/2020

อีก 50 ปีประชากรโลก 3,000 ล้านคนจะอยู่อาศัยในแหล่งที่อยู่เดิมไม่ได้ เพราะโลกร้อนทะลุปรอท

ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน หากมนุษย์อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ มั่นใจว่า แหล่งที่อยู่อาศัยในปัจจุบันจะสามารถอยู่อาศัยได้ไปอีกหลายพันปีหรือหลายชั่วอายุคนกว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอพยพย้ายถิ่นฐานเช่นบรรพบุรุษของเราในอดีตก็อาจกลายเป็นความคิดที่ผิดไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเราอย่างรวดเร็วกว่าที่คาด หลังจาก Beartai ได้เคยนำเสนอเรื่องราวที่องค์กร NOAA ออกมาเปิดเผยว่า ปี 2020 กำลังจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่เคยบันทึกกันมา 140 ปี แม้เพิ่งจะผ่านไปแค่เดือน พฤษภาคม เท่านั้น วันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้เปิดเผยข้อมูลร้อนแรงชิ้นใหม่ออกมาอีกแล้ว จากรายงานล่าสุดของ National Academy of Sciences of the United States of America (PNAS) ได้ออกมาเปิดเผยว่า หากมลพิษจากก๊าซเรือนกระจกยังคงถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์จนถึงปี 2070 มนุษยชาติจำนวนกว่า 3,000 ล้านคนบนโลกใบนี้จะต้องอยู่ในพื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัยที่ "ร้อนเกินกว่าระดับที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้" จากค่าสถิติแล้ว ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 1 องศาเซลเซียส คนจำนวน 1 พันล้านคนจะต้องอพยพไปยังพื้นที่ที่มีอากาศเย็นขึ้นกว่าเดิม (ออกห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากขึ้น หรือขึ้นไปอาศัยอยู่บนที่สูงที่เป็นภูเขามากขึ้น) เพื่อเลี่ยงต่อการต้องปรับตัวเข้ากับอากาศที่ร้อนจนแทบจะทนไม่ไหว Tim Kohler…
Heat Globe 2020
Heat Globe 2020
09/05/2020

นักวิทย์เผย ปี 2020 กำลังจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกอุณหภูมิกันมาตลอด 140 ปี

องค์กร NOAA (The National Oceanic and Atmospheric Administration) เปิดเผยว่า ในปี 2020 ปีนี้อาจกลายเป็นปีที่ร้อนสุดในประวัติศาสตร์โลกนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติกันมา ในรายงานที่เปิดเผยยังมีการคาดการณ์ว่าปีนี้มีโอกาสถึง 75% ที่จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลกตั้งแต่มีการเริ่มบันทึกมาในปี 1880 ทำลายสถิติของเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดย 3 เดือนแรกของปี 2020 ก็สร้างสถิติเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 แล้ว โดยอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นในปีนี้เป็นเรื่องที่ผิดปกติ เพราะยังไม่เกิดปรากฎการณ์เอลนีโญ (รูปแบบสภาพอากาศที่เกิดขึ้นตลอดมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนโดยเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 5 ปี โดยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก) ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่จะที่ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นตลอดมา ผลของการคาดการณ์ของ NOAA ถึงอุณหภูมิประจำปี เผยว่าจนถึงตอนนี้ ปี 2020 ก็เป็นปีที่สถิติ "ร้อนที่สุด" เท่าที่เคยบันทึกกันมา ติดอันดับ 1 ใน 10 ของอันดับปีที่ร้อนที่สุดในโลกไปแล้ว (มีโอกาสจะเป็นปีที่ร้อนที่สุด 74.67% มีโอกาสเป็น 1 ใน 5 ของอันดับปีที่ร้อนที่สุด 99.94%…
Global Warming Gas Carbon Dioxide Emission
Global Warming Gas Carbon Dioxide Emission
06/04/2020

ขอบคุณ Covid-19 ที่คืนสมดุลให้กับดาวโลก? เมื่อก๊าซคาร์บอนฯ บนชั้นบรรยากาศกำลังลดลงสูงสุดในรอบ 70 ปี

หากใครเชื่อในทฤษฎีที่ว่า เมื่อธรรมชาติถูกทำลายจนไม่อาจรับไหว ธรรมชาติก็จะหาวิถีทางในการคืนสมดุลให้ตัวเองและให้โลกใบนี้ แม้ว่านั่นอาจหมายถึงการทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกทำลาย แต่นั้นก็เป็นวิถีที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ถ้าเราไม่หลงลืมว่า มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่มีอายุขัยน้อยนักหากเทียบกับโลกใบนี้ที่อยู่มานับล้านปี (พูด ๆ ไปก็จะคิดว่าตัวเองเป็นธานอสในหนังเรื่อง Avengers ที่อยากดีดนิ้วให้ประชากรของจักรวาลหายไปครึ่งหนึ่งเพื่อสร้างสมดุล) วันนี้รายงานทางวิทยาศาสตร์อีกชิ้นหนึ่งนอกจากรูโหว่ของโอโซนที่ลดขนาดลงในรอบ 30 ปีที่ Beartai เคยนำเสนอไปแล้ว ก็ได้เปิดเผยหลักฐานของการคืนกลับสู่สมดุลของธรรมชาติ ในภาวะที่มนุษย์กำลังเผชิญหน้ากับโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงชีวิตของเรา นักวิทยาศาสตร์เผยว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ทำให้มนุษย์ต้องหยุดเกือบทุกกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ได้ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกลดมากที่สุดในรอบ 70 ปี หรือนับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว ศาสตราจารย์ Rob Jackson ประธานโครงการ Global Carbon Project ที่เป็นโครงการทำหน้าที่วัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยในทุกปี กล่าวว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อสิ้นสุดในปี 2020 นี้ อาจลดลงมากกว่า 5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สถิติการปล่อยก๊าซลดลงต่อปีมากขนาดนี้ นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008 ซึ่งในปีนั้นมีการปล่อยก๊าซลดลง 1.4% ศาสตราจารย์ Jackson จากมหาวิทยาลัย Stanford…
Marine Life Under the Sea Global Warming
Marine Life Under the Sea Global Warming
05/04/2020

ทำ-ทัน-ที 30 ปียังมีโอกาส! นักวิทย์เผย “โลกใต้น้ำ” กลับมาสมบูรณ์ได้ หากมนุษย์ช่วยกันตั้งแต่วันนี้

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า มหาสมุทรสามารถฟื้นฟูกลับคืนสภาพสมบูรณ์ได้ภายใน 30 ปี หากมีการเร่งแก้ไข หรือ ททท. ทำ-ทัน-ที ตั้งแต่วันนี้ หลังจากตลอดอายุการปรากฏขึ้นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่ได้ชื่อว่าเป็น "สัตว์ประเสริฐที่สุด" เหนือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นบนโลกได้สร้างหายนะให้แก่มหาสมุทรและสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลมายาวนานหลายศตวรรษ จากการทำประมงอย่างหนัก มลพิษต่าง ๆ ที่ปล่อยจากโรงงานอุตสหากรรมและจากครัวเรือนลงสู่ท้องทะเล รวมไปถึงการทิ้งขยะตามชายฝั่งทะลทั่วโลก และการออกล่าสิ่งมีชีวิตจากท้องทะเลเพื่อสำเร็จความใคร่ทางวัฒนธรรม ไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและภาวะโลกร้อน ส่งผลให้เกิดปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาว และทำให้น้ำทะเลในมหาสมุทรมีค่าความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Hawaii Manoa ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโดยเฉลี่ย มลพิษทางทะเล และความเป็นกรดของน้ำ ล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล แนวปะการังกว่า 70-90% ที่มีอยู่จะหายไปในอีก 20 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน การศึกษาจากแหล่งอื่น ๆ ยังแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่งผลให้จำนวนปลาในทะเลทั่วโลกลดลง จากรายงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ผ่านนิตยสาร Nature เปิดเผยข้อมูลว่า สิ่งมีชีวิตในทะเลนั้นมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวเพื่อดำรงชีวิตอย่างน่าเหลือเชื่อ ถึงแม้ว่าตลอดมาจะได้รับความเสียหายจากมนุษย์มานับไม่ถ้วน นักวิจัยกล่าวว่า ประชากรสิ่งมีชีวิตในทะเลสามารถฟื้นฟูได้เร็วอย่างเร็วสุดในปี 2050 ถ้าหากประชากรโลกใส่ใจและให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้เกิดขึ้นกับทะเลทั่วโลก ความหลากหลายในทะเลได้หายไปในช่วงศตวรรษที่ 20 แต่ในช่วงศตวรรษที่ 21 พบการกลับมาฟื้นตัวในบางกรณี สัดส่วนของสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ภายใต้…
09/02/2020

นักวิทยาศาสตร์ชี้! ตอนนี้แอนตาร์กติการ้อนสุดตั้งแต่ที่เคยบันทึกมา

สถานีวิจัยอาร์เจนตินารายงานอุณหภูมิในแอนตาร์กติกาที่วัดค่าได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ซึ่งวัดได้สูงถึง 18.3 องศาเซลเซียสหรือ 64.9 องศาฟาเรนไฮต์ ทำลายสถิติที่เคยทำไว้เมื่อเดือนมีนาคมปี 2015 ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเดือนมกราคมที่ผ่านมาก็เป็นเดือนที่ร้อนที่สุด และทีมวิจัยยังเผยบันทึกปี 2019 เป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับ 2 ตั้งแต่ที่เคยมีการบันทึกมา ตามที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกกล่าว คาบสมุทรแอนตาร์กติก (ปลายตะวันตกเฉียงเหนือใกล้กับอเมริกาใต้) เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดในโลก ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิในพื้นที่นี้เพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส (37.4 องศาฟาเรนไฮต์) อัตราการละลายของพื้นที่น้ำแข็งก็เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่านับตั้งแต่ปี 1979 - 2017 การวัดค่าอุณหภูมิต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ นักวิจัยกล่าวว่าตอนนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับภาวะที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ และอุณหภูมิทั่วโลก ที่สำคัญโลกของเรากำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และนั่นอาจส่งผลต่อปรากฏการขาดออกซิเจนในมหาสมุทรด้วย อ้างอิง Engadget   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2170 days ago
Read More
Greta Thunberg
05/11/2019

Leonardo DiCaprio ชื่นชม Greta Thunberg พร้อมบอกว่า’เธอคือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์มนุษย์!’

เมื่อไม่นานมานี้การเดินขบวนและกล่าวสุนทรพจน์ในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักกิจกรรมวัย 16 ปี Greta Thunberg ทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น การกระทำที่เด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นของเธอ ทำให้หลายภาคส่วนหันกลับมามองความสำคัญของธรรมชาติ และร่วมเป็นหนึ่งในการอนุรักษ์ไม่เว้นแม้แต่นักแสดงชื่อดัง Leonardo DiCaprio หลายคนอาจไม่ทราบว่า Leonardo DiCaprio เป็นนักแสดงที่มีความสนใจ และเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ทำให้หลายคนหันมาตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน เขาใช้เวลาหลายปีในการผลักดัน และทำงานเพื่อการอนุรักษ์ภายใต้กองทุน Leonardo DiCaprio Foundation เมื่อไม่นานมานี้ Leonardo DiCaprio ได้โพสต์รูปภาพที่ถ่ายรูปคู่กับ Greta Thunberg บน Instagram พร้อมบรรยายว่า 'ฉันเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตาม ชื่นชมการกระทำของเธอเป็นอย่างมากคนหนึ่ง นี่เป็นเพียงปรากฏการณ์ไม่กี่ครั้งในประวัติศาตร์มนุษย์ที่เสียงเล็ก ๆ ได้ขยายอิทธิพล และส่งต่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และในตอนนี้ @GretaThunberg ได้กลายเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงนั้นในยุคของเรา อย่างน้อยมันก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าคนรุ่นหลังจะได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่น่าอยู่เช่นเดียวกับเรา ฉันหวังว่าเสียงเล็ก ๆ จากเธอจะสามารถทำให้ผู้นำหลาย ๆ ประเทศตื่นตัวกับปัญหาโลกร้อนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะเธอ และเยาวชนอีกหลายคนที่หวังจะรักษาโลกของเราให้น่าอยู่ นับเป็นเกียรติมากที่ได้ใช้เวลาพูดคุยกับเธอ เราได้ให้คำมั่นที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความหวังว่าจะได้รับอนาคตที่สดใสสำหรับโลกของเรา' https://www.instagram.com/p/B4VL7ZnFrjf/?utm_source=ig_embed นับตั้งแต่การเคลื่อนไหวของเธอในเดือนสิงหาคม 2018 ตอนนี้มันสร้างความเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก เด็กหลายคนกลายเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม และเข้าจัดการกับปัญหาโลกร้อน…
Natnaree TK | 2266 days ago
Read More
25/09/2019

นักวิทยาศาสตร์เผย! สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปกำลังส่งผลร้ายแรงต่อมหาสมุทร

การประชุมของเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ Monaco ได้ทำการหารือข้อสรุปของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ มหาสมุทร และพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งบนโลกของเรา พวกเขาพบว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนนั้นทำให้มหาสมุทรกลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่ส่งผลต่อมนุษย์ เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 และรัฐบาลโมนาโก ได้สนับสนุนนักวิจัยจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ให้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่น้ำแข็ง และมหาสมุทร เพื่อเตรียมรายงานถึงผลกระทบต่างๆ จากทะเลที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์หลายร้อยล้านคนก่อนสิ้นศตวรรษนี้ รวมทั้งยังรายงานสภาพความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อแนวประการัง และการทำประมง แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ เมื่อพื้นน้ำแข็งละลาย จะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณมาก ทำให้อุณหภูมิโลกทวีความร้อนมากขึ้นไปอีก แล้วคำถามคือทะเลกับสภาพอากาศเกี่ยวข้องกันอย่างไรละ? สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ทะเลช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และความร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ถึง 1 ใน 4 ของทั้งหมด ตั้งแต่ปี 1970 มหาสมุทรช่วยดูดซับความร้อนไว้มากถึง 90% นั่นทำให้มหาสมุทรมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความเค็มลดลง รวมถึงมีความเป็นกรดมากขึ้นอีกด้วย ไม่เพียงระดับน้ำทะเลเท่านั้นที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจ (อย่างที่เรารู้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เมืองชายฝั่งและหมู่เกาะต่าง ๆ โดนผลกระทบนี้เต็มๆแน่) แต่อีกหนึ่งเรื่องที่น่าจับตามองก็คือพายุที่จะเกิดได้มากขึ้นก่อนสิ้นศตวรรษนี้ ด้วยอัตราการละลายของน้ำแข็งที่สูงขึ้นทำให้วิกฤตินี้เป็นที่น่าจับตามอง และควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด อ้างอิง BBC NEWS…
Natnaree TK | 2307 days ago
Read More
24/08/2019

กว่า 3 สัปดาห์กับวิกฤติไฟป่าอเมซอนที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ แต่ทำไมในไทยเงียบจัง?

ไม่กี่วันที่ผ่านมาหลายคนคงได้ยินข่าวเรื่องไฟไหม้ครั้งใหญ่ในรอบหลายปีที่เกิดขึ้นที่ 'อเมซอน' กันมาบ้าง แต่น้อยคนนักที่จะให้ความสนใจกับข่าวนี้ วันนี้เราจะพาชาวแบไต๋ทุกท่านไปเกาะติดสถานการณ์และความรุนแรงที่เกิดขึ้นในป่าอเมซอนกันว่ามันมีความสำคัญอย่างไร ทำไมคนทั้งโลกจึงให้ความสนใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ อเมซอน (Amazon) เป็นป่าดิบชื้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกกินพื้นที่ทั้งหมด 9 ประเทศ แต่พื้นที่กว่า 60% ตั้งอยู่ในเขตประเทศบราซิล ทวีปอเมริกาใต้ ภายในป่ามีพรรณไม้หลายชนิด และ กว่า 75% ของพืชพันธุ์ในป่า สามารถพบได้ที่อเมซอนเท่านั้น ยังไม่พอป่าผืนนี้ยังถือเป็นบ้านหลังใหญ่ของสัตว์จำนวนมากอีกด้วย ด้วยความที่อเมซอนเป็นป่าขนาดใหญ่มันจึงถูกขนานนามว่าเป็นปอดของโลก ที่ผลิตออกซิเจนขึ้นสู่บรรยากาศถึง 20% วิกฤติการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะปล่อยผ่านไปได้เพราะนั่นหมายความว่าพื้นที่ที่ผลิตอากาศให้เราหายใจกำลังลดลงไปเช่นกัน โดยปกติแล้วป่าอเมซอนจะมีการเกิดไฟป่าขึ้นเป็นประจำอยู่แล้วทุกปี แต่ในครั้งนี้มันกลับต่างออกไปเพราะ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 BBC รายงานว่า สถาบันวิจัยอวกาศแห่งชาติ หรือ The National Institute for Space Research (INPE) กล่าวว่า จากรายงานภาพจากดาวเทียมพวกเขาพบว่าในปีนี้ไฟป่าในพื้นที่อเมซอนเพิ่มสูงขึ้นกว่า 83% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อปีที่แล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีไฟป่าเกิดขึ้นแล้วกว่า 72,000 ครั้ง และ แค่ในช่วง 15-21 สิงหาคมก็เกิดไฟป่าขึ้นอีกกว่า…
Natnaree TK | 2339 days ago
Read More
04/07/2019

หรือการดูดจะเปลี่ยนไป!? ไต้หวันสั่งเก็บหลอดชานมไข่มุก รับกระแสลดพลาสติกในสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว!

ไปไต้หวันทีไรก็ต้องคิดถึงวัดศักสิทธิ์และชานมไข่มุกต้นตำรับที่เป็นที่นิยมและถือเป็นบ้านเกิดของชานมไข่มุกเลยก็ว่าได้ถึงแม้ชานมไข่มุกจะต้องดื่มคู่กับหลอดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งก็ตามแต่นั่นไม่สามารถฉุดให้ไต้หวันไม่เข้าร่วมโครงการลดพลาสติกใช้แล้วทิ้งได้ นโยบายนี้ถูกประกาศเตรียมพร้อมมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแต่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 มิถุนายนโดยขั้นต้นจะเริ่มบังคับใช้ในสำนักงานรัฐบาล ห้างสรรพสินค้า และเครือข่ายร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด หากใครฝ่าฝืนจะถูกปรับ 6,000 เหรียญ (190 ดอลลาร์) รัฐบาลไต้หวันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยนโยบายนี้จะสามารถยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกทั้งหมดได้ภายในปี 2030 คณะผู้บริหารด้านสิ่งแวดล้อมไต้หวันกล่าวว่า ประชากรไต้หวันทิ้งหลอดพลาสติกคนละ 3 พันล้านตันต่อปี การค่อยๆสั่งปรับไปทีละอย่างจะสามารถช่วยลดการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืนในประเทศของพวกเขาได้  และดูเหมือนว่านโยบายนี้จะได้ผลดีกับ McDonald’s ในไต้หวันเพราะในเดือนเมษายนที่ผ่านมา McDonald’s ได้ทำการลดการใช้หลอดลงทำให้บริษัทลดขยะลงไปได้ถึง 16% อย่างไรก็ตามทางร้านเสนอว่าหากลูกค้ายังต้องการใช้หลอดพวกเขาจะหาหลอดกระดาษมาแทนที่ให้หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบฝาเครื่องดื่มให้สะดวกต่อการดื่มแบบไม่มีหลอดส่วน KFC ก็เสนอการใช้หลอดโลหะให้กับลูกค้าของเขาเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้นนโยบายนี้ดูจะส่งผลต่อเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์อย่างชาไข่มุกเป็นอย่างมากแต่ถึงอย่างนั้นบริษัทหนึ่งในไต้หวันได้ออกไอเดียแก้วรีไซเคิลที่ถูกออกแบบมาเพื่อชานมไข่มุกโดยเฉพาะเรียบร้อยแล้วแต่ลักษณะหน้าตาของมันจะเป็นอย่างไรคงต้องรอติดตามดูช่วงปลายปีนี้ อ้างอิง
Natnaree TK | 2390 days ago
Read More
04/07/2019

อเมริกาติดหนึ่งในประเทศที่ทิ้งขยะมากที่สุดของโลก!

ปัจจุบันได้มีการรณรงค์ลดการทิ้งขยะและการใช้ถุงพลาสติกเป็นจำนวนมากแต่คุณรู้หรือไม่ว่าในทุกๆวันนี้เราก็ยังผลิตขยะมากกว่า 2 พันล้านตันภายใน 1 ปีและนั่นเป็นปริมาณมากพอที่จะเติมสระว่ายน้ำโอลิมปิกให้เต็มได้ถึง 800,000 สระเลยทีเดียว และหนึ่งในประเทศที่มีขยะเฉลี่ยต่อประชากรมากที่สุดคืออเมริกาเนื่องจากชาวอเมริกันผลิตขยะเฉลี่ยมากกว่าประชากรทั่วโลกถึง 3 เท่า (ขยะในที่นี้นับรวมพลาสติกและเศษอาหารด้วย) แต่เมื่อพูดถึงการรีไซเคิลอเมริกากลับเป็นประเทศที่มีการรีไซเคิลน้อยกว่าประเทศอื่นๆโดยคิดเป็นขยะเพียง 35% เท่านั้นในขณะที่เยอรมนีเป็นประเทศที่มีการรีไซเคิลขยะถึง 68% ของปริมาณขยะทั้งหมด งานวิจัยได้ทำการศึกษาถึงการดำเนินการและการจัดการต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศต่อวิกฤติขยะที่โลกกำลังเผชิญที่ส่วนมากเป็นปัญหาของการใช้พลาสติกเป็นส่วนใหญ่ในขณะที่มนุษย์ผลิตขยะเหล่านี้ออกมามากกว่า 2.1 พันล้านตันทุกปีแต่มีเพียง 16% เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิล 46% ที่มีการจัดการไม่ดีพอส่วนที่เหลือ... ไม่ได้ถูกจัดการอะไรเลย กระโดดข้ามจากอเมริกามาดูแถบบ้านเรากันบ้างทางด้านประชากรของจีนและอินเดียที่คิดเป็น 36% ของประชากรโลกผลิตขยะได้ 27% ของขยะทั้งหมด ภายหลังจากที่จีนปฏิเสธการนำเข้าขยะจากอเมริกา (ก่อนหน้านี้อเมริกาจะทำการส่งขยะมารีไซเคิลที่จีน) ส่งผลกระทบขนาดใหญ่ต่อวงการการจัดการสิ่งแวดล้อมในอเมริกาและนั่นทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกมากเท่าไหร่ในการจัดการขยะเหล่านั้นและทำให้ในบางครั้งอเมริกาจำเป็นต้องเผาขยะเพื่อจัดการกับขยะ อย่างไรก็ตามปัญหาขยะพลาสติกและการรีไซเคิลยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่จะส่งผลในระยะยาวการจัดการที่ดีของประเทศก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยลดการทิ้งขยะได้แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือประชากรทุกคนที่จะช่วยกันลดการทิ้งขยะและใช้ถุงพลาสติกให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้รักโลกร่วมกันลดใช้ถุงพลาสติกกันนะคะ อ้างอิง
Natnaree TK | 2390 days ago
Read More
23/06/2019

ทั่วโลกวิตก! หากเราไม่ลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมน้ำแข็งกรีนแลนด์จะละลายจนไม่เหลือ

ค่าก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันมีปริมาณสูงมากจนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสภาพแวดล้อม และชั้นบรรยากาศของโลกมาเป็นเวลานาน และในวันนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเตือนถึงภาวะวิกฤติที่หากเราไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่บรรยากาศอย่างจริงจัง ในอีก 1,000 ปีข้างหน้า น้ำแข็งที่กรีนแลนด์ได้ละลายหายไปหมดแน่ๆ! แรกเริ่มเดิมทีแผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์มีขนาดใหญ่พอๆ กับอลาสกา แต่หลังจากที่อุณหภูมิกระแสน้ำของมหาสมุทรสูงขึ้น 1.5 C (ตามอากาศที่ร้อนขึ้น) ในช่วงปี 1996-1998 ทำให้แผ่นน้ำแข็งเริ่มละลายและบางลง ส่งผลให้น้ำท่วมในหลายเมืองใหญ่ของสหรัฐ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) จึงทำการจำลองสภาพอากาศและความเป็นไปได้ที่จะส่งผลต่อแผ่นน้ำแข็งในอนาคต พวกเขาพบว่า หากมนุษย์ยังคงปล่อยก๊าซในลักษณะเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 2.6-4.8 C แต่หากมนุษย์สามารถลดการปล่อยก๊าซลงได้อุณหภูมิโลกจะลดลง 0.3-1.7 C แต่ถ้ามีการปล่อยก๊าซในปริมาณสูงในช่วง 50 ปีแรกและลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยอุณหภูมิโลกก็จะเพิ่มสูงขึ้น 1.1-2.6 C เช่นกัน ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Alaska Fairbanks ได้ทำการจำลองการละลายของน้ำแข็งในกรีนแลนด์ พวกเขาพบว่าหากเรายังคงปล่อยก๊าซขึ้นสู่บรรยากาศแบบปัจจุบันนี้ในปี 3000 น้ำแข็งที่กรีนแลนด์จะละลายหายไปแบบ 100% แน่ๆ และที่มากกว่านั้นคือน้ำแข็งเหล่านี้จะไหลลงสู่มหาสมุทรทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่า 7 เมตรอีกด้วย! อ้างอิง
Natnaree TK | 2401 days ago
Read More

PR Partners

See All
Read More

มุมมองผู้นำยุคใหม่ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” เมื่อการเติบโตของธุรกิจ ต้องตอบโจทย์ระดับประเทศ

ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันขยายสู่ระดับโลก บทบาทของผู้นำองค์กรในวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ หากแต่เชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาประเทศในระยะยาว หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะผู้นำภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทต่อโจทย์ระดับประเทศ คือ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ซึ่งมองบทบาทขององค์กรธุรกิจไกลกว่าการสร้างผลประกอบการ แต่คือการเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในระยะยาว จากโจทย์ยากของประเทศ สู่การลงมือทำของภาคเอกชน แนวคิดสำคัญที่สะท้อนผ่านการขับเคลื่อนของคุณศุภชัย คือ หากประเทศไทยต้องการเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต้องแข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ กลุ่มทรู ซึ่งอยู่ภายใต้เครือซีพี จึงไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เพียงผู้ให้บริการเครือข่าย แต่ขยายสู่การวาง Telecom Infrastructure แบบครบวงจร ตั้งแต่การปูพรม 5G ไปจนถึงการยกระดับ True
15/01/2026

ศุภชัย เจียรวนนท์ วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน

ในยุคที่โลกเผชิญความผันผวนจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม “ภาวะผู้นำ” ถูกนิยามใหม่ว่าไม่ได้วัดเพียงความสำเร็จขององค์กร แต่สะท้อนจากความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ส่งผลต่อประเทศและผู้คนในวงกว้าง นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้รับการยอมรับในฐานะ ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leader) ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต ผ่านการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายโอกาสด้านการเงินดิจิทัล การสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ตลอดจนการลงทุนด้านการศึกษาและความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม วางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ตั้งแต่ยุค 3G หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โดยเฉพาะการบุกเบิก เทคโนโลยี 3G ซึ่งมีบทบาทมากกว่าการเพิ่มความเร็วสัญญาณมือถือ แต่เป็นการสร้าง “ฐานเศรษฐกิจใหม่” ที่ทำให้บริการออนไลน์ การเรียนรู้ และการทำธุรกิจดิจิทัลเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง เชื่อมโยงผู้คนและผู้ประกอบการไทยสู่โอกาสใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก ขยายโอกาสการเงินดิจิทัล ตั้งแต่ Wallet รายแรกของประเทศ สู่ก้าวใหม่ระบบการเงินยุคดิจิทัล ในโลกยุคใหม่ การเข้าถึงบริการทางการเงินกลายเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย โดยนายศุภชัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wallet รายแรกของประเทศไทย ผ่าน TrueMoney ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเงินดิจิทัลที่ทำให้การเข้าถึงบริการทางการเงินสะดวกและครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกันนี้ การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบการเงินยุคใหม่ผ่าน Virtual Bank ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับนวัตกรรม เพิ่มการแข่งขัน และทำให้ระบบการเงินไทยตอบโจทย์อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ…
15/01/2026

ซีพี ปั้นนวัตกรใหม่ เปิดเวที “CP Exponential Surge ปี 2” ดันไอเดียพนักงานสู่ธุรกิจจริง ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ไทยผสู่เวทีโลก

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าโครงการ CP Exponential Surge ปีที่ 2 เวทีประลองไอเดียสุดเข้มข้นที่เปิดโอกาสให้พนักงานซีพีทั่วโลกได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เฟ้นหาโซลูชันธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ภายใต้แนวคิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential Growth) โดยนำค่านิยมองค์กร ทั้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ปีนี้มีพนักงานให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู และกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ฯลฯ ผ่านการคัดเลือกอย่างดุเดือดจนเหลือ 8 ทีมสุดท้าย เข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา โดยมี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส, ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมรับฟังและให้คำแนะนำเพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจจริง นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ…
13/01/2026

ปักธง The Gateway to Isan บุกโคราช ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit”

Techsauce ผู้นำการสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ระดับแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ประกาศเดินหน้าขยายอาณาจักรความรู้และเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ประเดิมที่จังหวัดนครราชสีมากับงาน “Techsauce Next Entrepreneur’s Summit” ภายใต้คอนเซปต์ “The Gateway to Isan” มหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังและเสริมอาวุธให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบุกโคราชในครั้งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้เป็นเพียงประตูทางภูมิศาสตร์สู่ภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘Silicon Valley แห่งใหม่’ และ ‘เมืองแห่ง AI’ ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ "The Gateway to Isan" และการยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค งานในครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ในการ "ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจอีสานด้วยเทคโนโลยี" โดยมุ่งหวังให้โคราชเป็นโมเดลต้นแบบของเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) มุ่งเน้นการยกระดับ "ระบบนิเวศผู้ประกอบการ" (Entrepreneurial Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตสู่การเป็น "Silicon Valley แห่งใหม่" และ "AI City" ของประเทศไทย คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ…