สาวน้อยมหัศจรรย์ แชมป์เหรียญทองโอลิมปิก ฟื้นจากความตายแล้วกลับมาคว้าเหรียญทองอีกครั้ง

ในอดีตกาลมา โลกเรามีมนุษย์มหัศจรรย์อยู่เยอะมาก โดยเฉพาะในแวดวงกีฬา ที่สมควรหยิบมาเล่าต่อ โดยเฉพาะเธอคนนี้ ผู้มีนามว่า เบ็ตตี้ โรบินสัน (Betty Robinson) นอกจากพรสวรรค์ในการวิ่งของเธอแล้ว โชคชะตาของเธอก็ช่างหฤหรรษ์เสียจริง ถ้าไม่รู้มาก่อนว่านี่คือเรื่องจริง ก็ต้องคิดว่านี่มันคงจะเป็นเนื้อหาของหนังสักเรื่องเป็นแน่ มาติดตามเรื่องราวของเธอกันครับ

ค้นพบช้างเผือกแห่งชิคาโก้

เบ็ตตี้ โรบินสัน เกิดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1911 ในเมืองริเวอร์เดล ทางตอนใต้ของชิคาโก้ โรบินสันเป็นเด็กสาวที่สดใสร่าเริง เธอชอบทำกิจกรรมหลากหลายรูปแบบทั้งการเล่นกีตาร์ ร้องเพลง และแสดงละครเวทีของโรงเรียน โรบินสันรู้ตัวว่าเธอมีฝีเท้าที่รวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้คิดเอาดีทางนี้อย่างจริงจัง อย่างมากก็ลงแข่งขันวิ่งเป็นครั้งคราว ที่ทางโรงเรียนหรือทางโบสถ์จัด แต่ด้วยพรสวรรค์ทางด้านฝีเท้าก็พาเธอมาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตจนได้

ในบ่ายวันหนึ่งของปี 1928 เป็นช่วงฤดูหนาว เบ็ตตี้ โรบินสัน ในวัย 16 ปี เพิ่งเลิกเรียนที่โรงเรียนมัธยม ธอร์นทัน ทาวน์ชิป แต่ก็เมาท์มอยกับเพื่อนสาวจนทำให้เธอออกจากโรงเรียนช้ากว่าปกติ ทุกวันหลังเลิกเรียนเธอจะต้องนั่งรถไฟกลับบ้านที่อยู่ห่างออกไปอีก 2 สถานี โดยขึ้นรถไฟจากสถานีใกล้โรงเรียน แต่พอออกจากโรงเรียนมาได้เธอก็สำนึกแล้วว่าเพราะความโอ้เอ้ของเธอนั่นเอง จึงมองเห็นรถไฟก็กำลังจะออกจากสถานี บนรถไฟขบวนนั้นมี ชาร์ล ไพรซ์ (Charle Price) นั่งอยู่ ไพรซ์เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์แต่เคยเป็นนักวิ่งเก่า เขาเลยพ่วงตำแหน่งโค้ชทีมวิ่งของโรงเรียนด้วย ไพรซ์มองออกมานอกหน้าต่างก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งกระหืดกระหอบไล่ตามรถไฟ ไพรซ์ยิ้มมุมปากให้กับภาพที่เห็น แล้วก็คิดในใจว่าวิ่งอย่างไรก็ไม่ทันหรอก เธอต้องรอรถไฟขบวนต่อไปแล้วล่ะ แล้วไพรซ์ก็หันกลับมาอ่านหนังสือพิมพ์ แต่ไม่กี่วินาทีจากนั้น ไพรซ์ก็ตกใจที่เห็นนักเรียนหญิงคนที่วิ่งไล่ตามรถไฟอยู่ก้าวขึ้นรถไฟมาได้ แล้วยังพุ่งตรงมานั่งข้างเขาอีกด้วย ไพรซ์รู้ทันทีว่าเขาได้เจอเพชรเม็ดงามในวงการวิ่งเข้าแล้ว ไม่รอช้ารีบชักชวนโรบินสันให้เข้าทดสอบการวิ่ง ซึ่งโรบินสันซึ่งสนใจในทุกกิจกรรมอยู่แล้ว ก็ตอบตกลงทันที

วันรุ่งขึ้น ไพรซ์ก็ให้โรบินสันทดสอบวิ่งระยะ 50 หลา แล้วก็ทึ่งกับความเร็วของเธอ แต่เพราะว่าโรงเรียนธอร์นทัน ทาวน์ชิป ในขณะนั้นยังไม่มีทีมนักวิ่งหญิง ไพรซ์จึงต้องขอให้โรบินสันเข้าร่วมฝึกกับทีมนักวิ่งชายไปก่อน หลังเข้าร่วมทีมวิ่งได้ไม่กี่สัปดาห์ ไพรซ์ก็เริ่มมั่นใจแล้วว่าสัญชาตญาณของเขาไม่ผิดพลาด เขาพาโรบินสันลงแข่งในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรระดับท้องถิ่น เป็นการแข่งขันครั้งแรกของโรบินสัน ซึ่งเธอก็เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 2 รองจาก เฮเลน ฟิลคีย์ (Helen Filkey) วัย 20 ปี ผู้ครองสถิติความเร็วที่สุดในสหรัฐฯ ขณะนั้น หลังผ่านพ้นการแข่งขันนี้ โรบินสันก็ได้รับเชิญเข้าร่วมแข่งขันวิ่งที่จัดโดย สมาคมนักวิ่งหญิง อิลลินอยส์

การแข่งขันมีขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน เป็นครั้งที่ 2 ที่เธอต้องเจอกับคู่แข่งคนเดิม เฮเลน ฟิลคีย์ แต่รอบนี้ โรบินสันก็เอาชนะได้อย่างขาดลอย ด้วยสถิติ 12 วินาทีถ้วน แถมยังเป็นการทำลายสถิติโลกที่บันทึกไว้ที่ 12.2 วินาที เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ 12 วินาทีที่โรบินสันทำได้นั้น ยังไม่ถูกบันทึกเป็นสถิติโลกอย่างเป็นทางการ เพราะกรรมการเชื่อว่าความเร็วของเธอนั้นได้แรงลมช่วยพยุง แต่โรบินสันก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าพิสูจน์ความเร็วของเธอต่อไป เดือนต่อมาโรบินสันบินไป นวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ เพื่อคัดตัวเป็นนักกีฬาโอลิมปิก ในการทดสอบนี้ โรบินสันต้องลงแข่งทดสอบวิ่งถึง 3 ครั้ง ภายในเวลา 1 ชั่วโมง และการแข่งรอบสุดท้ายเธอก็เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 2 แต่สุดท้ายเธอก็ได้เป็น 1 ในทีมนักกีฬาตัวจริงที่จะเป็นตัวแทนสหรัฐอเมริกาไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปี 1928 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม และช่างบังเอิญที่เป็นปีแรกเลยที่โอลิมปิก เปิดให้มีการแข่งขันกรีฑาหญิง ทั้งในแบบลู่และลาน

มีนักกีฬาหญิงที่เป็นตัวแทนสหรัฐฯ ลงชิงชัยในการวิ่งระยะ 100 เมตรถึง 4 คน แต่มีเพียง เบ็ตตี้ โรบินสัน คนเดียวเท่านั้น ที่ผ่านมาได้ถึงรอบชิงชนะเลิศ ทำให้เธอต้องเจอกับคู่แข่งชาวแคนาเดียน 3 คน และเยอรมันอีก 2 คน ในสายตาของโรบินสันมีเพียง แฟนนี่ โรเซนเฟลด์ (Fanny Rosenfeld) นักวิ่งสาวแคนาเดียนวัย 24 ปีคนเดียวเท่านั้น ที่ดูจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับเธอ เพราะที่ผ่านมาโรเซนเฟลด์สร้างสถิติใหม่ในการแข่งลู่และลานมาโดยตลอด และในรอบรองชนะเลิศ ก็มีโรเซนเฟลด์นี่ละ ที่ทำสถิติไว้ที่ 12.4 วินาทีเท่ากับเธอ

ในจุดสตาร์ตนั้น โรบินสันดูสงบเยือกเย็นจนผิดปกติ ทั้งที่เธอควรจะตื่นเต้นอย่างมาก สำหรับเด็กสาววัย 16 ปี (อีก 23 วันจะถึงวันเกิดครบ 17 ปีของเธอ) ที่เพิ่งลงแข่งการแข่งขันกีฬาระดับโลกอย่างโอลิมปิกเป็นครั้งแรก แล้วยังมาถึงรอบชิงได้อีกด้วย แต่เหตุที่เธอดูนิ่งผิดปกติเช่นนั้น ก็เพราะว่าความตื่นเต้นของเธอหายไปหมดแล้ว หลังจากเธอพบความตื่นเต้นยิ่งกว่า เมื่อเพิ่งรู้ว่า เธอหยิบรองเท้ามาผิด เป็นรองเท้าข้างซ้ายมาทั้งสองข้าง จึงต้องรีบส่งทีมงานกลับไปเอารองเท้าข้างขวามาอย่างเร่งด่วน และอาจจะกลับมาไม่ทันเวลาออกสตาร์ตด้วยซ้ำ ซึ่งโรบินสันทำใจแล้วว่า ถ้ามาไม่ทันจริง ๆ เธอก็จะวิ่งทั้งเท้าเปล่านี่ละ แต่เดชะบุญที่รองเท้ามาถึงทันการณ์

ชมคลิปการวิ่งของเธอได้ทางลิงก์นี้

แต่พอถึงเวลาออกสตาร์ต นักกีฬาทุกคนอยู่ในท่านั่งคุกเข่า (บล็อกสำหรับออกตัวเริ่มใช้ในปี 1948) มีการออกสตาร์ตผิดพลาดถึง 2 ครั้ง ทำให้นักกีฬาแคนาเดียนและเยอรมันโดนตัดสิทธิ์ในการแข่งขันไปประเทศละ 1 คน เหลือผู้เข้าแข่งขันเพียง 4 คน โรบินสันได้อยู่ในเลนที่ 2 ด้านขวาถัดจากโรเซนเฟลด์ เป็นตำแหน่งที่เธอพึงพอใจอย่างมาก เพราะเธออยากจะเห็นคู่แข่งคนสำคัญอยู่ในระยะสายตาที่เธอพอชำเลืองเห็น พอเสียงปืนสตาร์ตดังขึ้น เออร์นา สไตน์เบิร์ก จากเยอรมันออกตัวได้เป็นคนแรก ถัดมาคือโรบินสัน หลังผ่านไปได้ครึ่งทาง โรบินสันก็อยู่ในตำแหน่งผู้นำ มีโรเซนเฟลด์ไล่ตามมาติด ๆ เพราะเธอออกสตาร์ตได้ไมค่อยดีนัก โรบินสันก็เร่งฝีเท้าจนสุดชีวิตสายตาจับจ้องไปที่แนวเส้นชัยเบื้องหน้า พอเข้าเส้นชัยทั้งโรบินสันและโรเซนเฟลด์ ต่างชูมือขึ้นในฐานะผู้ชนะด้วยกันทั้งคู่ ทำเอาโรเซนเฟลด์เหลือบตามองโรบินสันด้วยความเคลือบแคลงใจ ว่าแท้จริงแล้วใครคือผู้ชนะกันแน่ แต่แล้วกรรมการก็ประกาศชัยชนะให้เป็นของ เบ็ตตี้ โรบินสัน ผู้คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในชีวิต ด้วยความเร็ว 12.2 วินาที เทียบเท่ากับสถิติโลกในขณะนั้น แต่ที่น่าทึ่งอย่างมากก็เพราะเธอเพิ่งหัดวิ่งจริงจังเมื่อ 5 เดือนก่อนหน้านี้เอง

วินาทีที่เข้าเส้นชัย

ทีมแคนาดากังขากับผลการตัดสิน และยื่นเรื่องร้องเรียนว่าแท้จริงแล้วโรเซนเฟลด์ควรจะเป็นผู้ชนะต่างหาก แต่คณะกรรมการก็ยืนกรานผลการตัดสินเดิมให้ เบ็ตตี้ โรบินสัน เป็นแชมป์เหรียญทองโอลิมปิก เธอกลายเป็นคนดังภายในระยะเวลาเพียงข้ามคืน หนังสือพิมพ์ Chicago Tribune ลงประกาศข่าวในวันรุ่งขึ้นว่า
“สาวน้อยนิรนาม ผู้มีใบหน้าสะสวย ดวงตาสีฟ้า และผมบลอนด์ จากชิคาโก้กลายเป็นขวัญใจผู้ชมไปแล้ว หลังจากเธอวิ่งผ่านเส้นชัย คว้าเหรียญทองมาได้”

รองเท้าคู่ที่เธอวิ่งเข้าเส้นชัยในการแข่งขันโอลิมปิก 1928

60 ปีต่อมา เบ็ตตี้ โรบินสัน ได้เล่าถึงช่วงเวลาที่เธอได้เหรียญทองว่า
“ฉันจำอารมณ์ความรู้สึกขณะที่ฉันวิ่งผ่านเทปแนวเส้นชัยได้เลย แต่ตอนนั้นฉันก็ยังไม่รู้หรอกว่าฉันเป็นผู้ชนะ แต่ก็คิดว่าน่าจะชนะแหละ แล้วตอนนั้นเพื่อน ๆ ฉันที่อัฒจันทร์ต่างก็กระโดดโลดเต้นกันหมดแล้วก็วิ่งกรูเข้ามาหาฉัน มากอดฉัน ตอนนั้นล่ะ ที่ฉันรู้ว่าฉันเป็นผู้ชนะแล้ว แต่ตอนที่ธงชาติอเมริกาได้ถูกชักขึ้น ตอนนั้นทำเอาฉันน้ำตาไหลเลย”

(อ่านต่อหน้า 2)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save