อย่าประเมินความรักที่ทาสแมวมีต่อแมวที่รักต่ำไป แต่ถึงอย่างไรการมีจิตใจเมตตารักสัตว์ไม่ว่าสัตว์อะไรก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ควรอยู่ในความพอดี ถูกต้องทำนองคลองธรรม ถ้าเป็นอย่างชายในเหตุการณ์นี้ก็ไม่ไหวนะ เดือดร้อนชาวบ้านเขา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันวันจันทร์ที่ 11 มกราคม ที่เพิ่งผ่านมานี่เอง ในกรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นายโทนี วิตต์แมน วัย 44 ปี อดีตทหารผ่านศึก ผู้ถูกปลดประจำการเหตุเพราะไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเขาเป็นคุณพ่อของลูกทั้งสาม อยู่บ้านเลี้ยงแมว

แล้วแมวสุดรักก็หายออกจากบ้านไป โทนี่คาดเดาว่าเจ้าเหมียวของเขาอาจจะถูกเทศบาลจับมาไว้ที่สถานสงคราะห์สัตว์ในกรุงเมลเบิร์น โทนี่ก็เลยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ หลังจากการไต่ถามรูปพรรณสัณฐานของเจ้าเหมียวแล้ว โทนี่ก็ได้รับคำยืนยันว่าเจ้าเหมียวสุดรักของเขาอยู่ที่นี่ละ แต่เผอิญว่าขณะนั้นเป็นเวลา 17:50 น. แล้ว ซึ่งสถานสงเคราะห์จะปิดทำการในอีก 10 นาที การทำเอกสารต่าง ๆ นานากว่าจะแล้วเสร็จก็ไม่ทันการ เจ้าหน้าที่จึงขอร้องให้โทนี่กลับมารับตัวเหมียวในเช้าวันรุ่งขึ้นแทน

โทนี่ วิตต์แมน ตอนที่รับราชการทหาร

ก็เหมือนว่าโทนี่จะเข้าใจระเบียบการดี แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น 20:30 น. ขับรถกลับมาด้อม ๆ มอง ๆ ที่หน้าสถานสงเคราะห์อีกครั้งเพื่อดูลาดเลา แล้วก็ขับกลับบ้านไปเตรียมแผนการที่จะชิงเหมียวสุดรักคืน ทั้งที่อีกแค่ 10 ชั่วโมงจากนั้นเขาก็สามารถไปรับแมวคืนได้อย่างถูกต้องแล้ว แต่โทนี่ก็ตัดสินใจแต่งตัวในชุดพร้อมรบเต็มกำลัง ใส่เสื้อเกราะ มีหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้าและหมวกกันน็อคทหาร และปืนไรเฟิลยิงกระสุนเจล (คล้าย ๆ ปืนบีบีกัน) แล้วก็กลับมาที่สถานสงเคราะห์อีกครั้งเมื่อเวลา 22:20 น. แล้วก็บุกเข้ามาในสถานสงเคราะห์ โทนี่เล็งปืนไปที่เจ้าหน้าที่หญิงวัย 23 ปีรายหนึ่ง เขาบอกกับเธอว่า
“ทำตามที่ฉันสั่ง แล้วฉันจะไม่ทำร้ายเธอ”
จากนั้นเขาก็ถามเธอว่า
“เก็บแมวทุกตัวไว้ที่ไหน”
ในขณะที่สอบถามนั้น โทนี่ก็ยังคงเล็งปืนไปที่เจ้าหน้าที่หญิงผู้นั้น นิ้วของเขาคาอยู่ที่โกร่งไกในลักษณะพร้อมยิง เขายังสั่งให้เธอหันหลังแล้วคุกเข่า ให้เธอยกมือมาประสานกันด้านหลังศีรษะ แล้วโทนี่ก็ใช้เคเบิลไทมัดมือเธอในท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าขณะนั้นโทนี่คิดอะไรอยู่ เขาตัดสินใจยกเลิกแผนการ แล้วเดินออกประตูไป แต่ยังพูดทิ้งท้ายกับเจ้าหน้าที่หญิงไว้ว่า
“ถ้าฉันปิดประตูนี้แล้ว ฉันเห็นเธอตามฉันมา ฉันจะยิงเธอซะ”
พอโทนี่ออกไปได้ครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่หญิงก็หาทางปลดพันธนาการได้ด้วยตัวเธอเอง รีบโทรเล่าเหตุการณ์ให้หัวหน้าฟัง ซึ่งเขาก็โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

สถานสงเคราะห์สัตว์ที่เกิดเหตุ

เช้าวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังตรวจตราที่เกิดเหตุ ในขณะที่โทนี่ วิตต์แมน มาที่สถานสงเคราะห์ตามนัดหมายเพื่อมารับน้องเหมียวกลับบ้าน เขายื่นบัตรประจำตัวประชาชนแล้วแจ้งความประสงค์ที่จะรับน้องเหมียวกลับ ซึ่งเขาตกอยู่ในสถานะผู้ต้องสงสัยหลักอยู่แล้ว ตำรวจจึงเข้ารวบตัวทันที ตำรวจเข้าตรวจสอบรถของโทนี่ และบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งโทนี่ให้การแก้ต่างในที่เกิดเหตุว่า เขาจำเป็นต้องมีแมวอยู่ด้วยตลอดเวลาเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาสภาพจิตที่เขาเผชิญอยู่

โทนี่ถูกส่งตัวเข้ารับฟังการพิจารณาคดีทันทีในเช้าวันถัดมา โทนี่ร้องขอความเห็นใจกับผู้พิพากษาว่าเขาเป็นโรคเครียดหลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรงกระทบจิตใจ (post-traumatic stress disorder)
“บางครั้งผมก็ทำอะไรลงไปโดยไม่ได้คำนึงผลที่ตามมาครับ”

โทนี่ วิตต์แมน กับแมวสุดรัก

ผู้พิพากษาพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า โทนี่ วิตต์แมน มีพฤติกรรมรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อผู้คนในชุมชน จึงมีความเห็นว่าเขาไม่สมควรได้รับการประกันตัว ซึ่งโทนี่ก็พยายามอ้างเหตุผลถึงอาการป่วยและร้องขอความเห็นใจจากผู้พิพากษา
“ผมรักแมวของผมมากและจำเป็นต้องมีมันไว้ช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพจิต”
“ผมต้องการความช่วยเหลือนะครับ”

สิ่งที่โทนี่คาดหวังคือ เขาน่าจะได้รับการพิจารณาให้ถูกส่งตัวไปสถานบำบัดจิตแทนที่จะต้องไปอยู่ในเรือนจำ

คริสเทิล โกเมซ-วาสเควซ ทนายของโทนี่ วิตต์แมน ก็ร่วมร้องขอความเห็นใจต่อศาลว่าลูกความของเธอนั้นกังวลว่าสื่อต่าง ๆ ลงเรื่องราวเกี่ยวกับคดีนี้เกินจริงไป และอาจจะส่งผลต่อสวัสดิภาพของตัวโทนี่เองในภายหลัง แล้วนี่ยังเป็นการกระทำผิดครั้งแรก รวมถึงโทนี่ยังต้องทนทุกข์กับโรคเครียดหลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรงกระทบจิตใจอยู่แล้วด้วย นอกจากนั้นเขายังมีอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังและหัวเข่าอีกด้วย

สุดท้ายศาลรับเรื่องไว้พิจารณา และจะตัดสินอีกครั้งในเดือนเมษายน
อ่านจบจบ แปลจนจบ ตั้งหลายสื่อไม่เห็นสรุปเลยว่า “แล้วตอนนี้แมวอยู่กับใคร”
คนเขียนเป็นห่วงแมวครับ