ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในออสเตรเลียเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดข้อถกเถียงว่าควรเปิดพรมแดนหรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม ออสเตรเลียพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศรายใหม่ 1,323 เคส ทำให้เกิดการโต้ถกเถียงในวงกว้างว่า ประชาชนควรใช้ชีวิตโดยให้มีเชื้อโควิด-19 โดยการเปิดพรมแดนหรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด

ที่ออสเตรเลีย รัฐนิวเซาท์เวลส์เป็นศูนย์กลางการระบาดของสายพันธุ์เดลตา โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อจำนวน 1,218 ราย ทั้ง ๆ ที่มีการล็ิอกดาวน์มายาวนานถึง 9 สัปดาห์ ซึ่งจะจบลงในช่วงสิ้นเดือนกันยายน โดยรัฐบาลประกาศจะยุติการล็อกดาวน์หลังจากที่กลุ่มผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไปได้รับวัคซีนมากกว่า 70%

หากเปรียบเทียบออสเตรเลียกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศพัฒนาจะพบว่า ยอดผู้ติดเชื้อของออสเตรเลียนั้นค่อนข้างต่ำ โดยมีผู้ติดเชื้อสะสม 50,100 ราย และมีผู้เสียชีวิต 999 ราย ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลประกาศปิดพรมแดนระหว่างประเทศในช่วงต้นของการระบาด รัฐทั้ง 6 และ 2 ดินแดนก็ได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปิดพรมแดน การล็อกดาวน์ และมาตรการรักษาระยะห่างอย่างเข้มงวดเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ซึ่งทุกอย่างก็เหมือนจะไปได้ดี จนกระทั่งสายพันธุ์เดลตาได้เข้ามาและทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น

แม้สกอตต์ มอร์ริสัน (Scott Morrison) นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียได้เรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ เปิดพรมแดนเมื่อประชาชนได้รับวัคซีนเกิน 70% แต่รัฐปลอดไวรัสอย่างควีนส์แลนด์และเวสเทิร์นออสเตรเลียก็ดูเหมือนจะไม่ต้องการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว

จนถึงตอนนี้ชาวออสเตรเลียประมาณ 33.7% ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน และรัฐบาลก็มีความพยายามที่จะเร่งการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน โดยคาดการณ์ว่า ภายในกลางเดือนพฤศจิกายนจะสามารถฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้ 80% ของประชากรทั้งประเทศ

อ้างอิง: Reuters

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส