Connect with us

News

Cloud Storage แบบไหนที่ใช่คุณ?

Published

on

ในยุคที่ “อะไร อะไรก็ Cloud” แบบที่ Bill Gates เคยกล่าวไว้ตอนเปิดตัว Satya Nadella CEO คนล่าสุดของ Microsoft นั้น แม้แต่ user ทั่ว ๆ ไป อย่างเรา ๆ เองก็มีการใช้งาน “Cloud Storage” กันอย่างแพร่หลาย จะตั้งใจใช้เอง, จะได้ใช้เพราะ package bundle มา หรือ app บางตัวพลักดันให้ใช้ก็ตามที หลาย ๆ คนเลือกใข้แบบ Free บางคนยอมจ่ายเงินเดือนนึงหลายตังค์เพื่อใช้งานด้วยซ้ำ  แต่รู้ไหมครับว่า? แต่ละตัวนั้นมีข้อดีข้อด้อยต่างกันอย่างไร?

  1. Dropbox
    dropbox

ตัวนี้เป็น Cloud ที่น่าจะได้รับความนิยมที่สุดแล้ว คนรู้จักมากที่สุด แล้วก็ให้พื้นที่ Free มากที่สุดด้วย เพราะว่า มีการทำ Package Bundle แถมมากับมือถือยี่ห้อต่าง ๆ ให้ใช้ฟรี ๆ หลายสิบ GB

ตัว Dropbox นั้น เป็น Cloud Storage ที่แทบจะสมบูรณ์เลยก็ว่าได้ เพราะ ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ในการใช้งานเลย จะ up files ขนาดใหญ่แค่ไหนก็? หรือ จะส่ง link ให้ download แบบ Direct ก็ได้ แม้ว่าคนที่เราจะส่ง files ให้นั้นไม่ได้ใช้ Dropbox ก็ตาม  ที่สำคัญคือ Dropbox มี application support กับทุก OS ตั้งแต่ Windows PC, Windows Metro, Mac, Android, iOS จะขาดก็แค่ windows phone เท่านั้นแหละ

ข้อด้อยของ Dropbox นั้นคงจะมีแค่ข้อเดียวคือ storage เริ่มต้นให้มาค่อนข้างน้อยมาก เมื่อเทียบกับเจ้าอื่นคือ 2 GB แต่ทว่า สามารถทำโน่นทำนี่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ Free ได้อีก เช่นการ invite เพื่อนมาใช้เพิ่ม  วิธีนี้จะเพิ่มได้อีก 16 GB. หรือ ซื้อมือถือที่แถม พื้นที่ให้ อันนี้ก็จะได้อีกราว ๆ 50 GB  ต่อเครื่องต่อสองปี

ฟันธง : เหมาะกับคนทำงานทุกประเภท ยกเว้น File Collaboration หรือ ต้องทำงานร่วมกัน บน File เดียวกันแบบ Real Time

  1. OneDrive

OneDrive-Logo

Cloud Drive ของ Microsoft ที่ Rebrand มาจาก SkyDrive  พัฒนามากันก็หลายปี สาวกก็ใช้บ้าง แต่ยังไม่ค่อยจะดังสักที เพราะข้อจำกัดบางอย่าง ที่ ไม่พัฒนา

ตัว Skydrive นั้นเริ่มต้นให้พื้นที่มาไม่มากไม่น้อย คือ 7 GB สามารถชวนเพื่อน เพื่อเพิ่มพื้นที่ได้ แต่ก็ได้แค่ 5 GB หรือจะจ่ายเงินซื้อเลยก็ได้ รองรับทั้ง windows pc, windows metro, iOS, Mac จุดแข็งอีกอย่างคือ files office ต่าง ๆ ที่ทำไว้บน windows phone, windows RT, office 365 จะเก็บร่วมกันใน Skydrive ได้เลย

แต่ข้อเสียสำคัญนั้้น เหมือน Microsoft Geek เกิน เลยทำให้ดีสุดไม่ได้ ทำมาขาด ๆ เกิน ๆ เนื่องจาก Mobile Device ทุกตัวของของ Microsoft นั้น เหมือนไม่เชื่อมกับ OneDrive แค่ใช้พื้นที่ร่วมกันเท่านั้น  สมมติว่า ทำ Power Point ไว้ใน Office 365 ผ่าน Windows Desktop  พอเอา windows phone มา จะเปิดดู power point ตัวนั้น ต้องทำการ Download ลงมาใน phone ก่อน ถึงจะดูได้  และถ้าแก้ไขอะไรไป ก็ต้อง Upload กลับ ไม่ได้มีการ Auto update แต่อย่างใด

ขนาดทุกอย่าง เป็นของ Microsoft ยังงี่เง่าขนาดนี้ จะน่าใช้ไหมเนี่ย?

ฟันธง : เหมาะกับคนที่ใช้ Microsoft office เป็นหลัก และชีวิตนี้อยู่กับ Windows Device เกือบทุกอย่าง

  1. Google Drive

google_drive

เมื่อพูดถึง OneDrive ไปแล้ว จะไม่พูดถึง Google Drive ก็กระไรอยู่ เพราะ รุ่น Free นั้นให้พื้นที่มาเยอะที่สุดคือ 10 GB ก็เลยทีเดียว แบบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม แต่ข้อจำกัดคือ ไม่มี Campange ทำพื้นที่ Free เหมือนสองตัวก่อนหน้านี้ ต้องซื้อเพิ่มเท่านั้น

ข้อจำกัดของ Google Drive มีอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนจะไม่มี เพราะข้อจำกัดที่ว่าคือ การส่ง File ใหญ่ที่สุดนั้ จำกัดที่ 10 GB เท่านั้น ใหญ่กว่านี้ส่งไม่ได้

นอกจากนี้ Google Drive ยังเหมาะสมกับคนที่ใช้ Gmail  ที่ต้องการส่ง Files ใหญ๋ ๆ อีกด้วย เพราะความสามารถ Attach files ขนาดใหญ่ลง Google Drive แทน ที่จะ Attach ลง mail ธรรมดา  ที่สำคัญคือ Google Docs ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Google Drive ยังสามารถทำงานแบบ Collaboration ได้อีกตัวย

แต่ข้อด้อยที่สำคัญของ Google Drive คือ ตัว Desktop app ขาดความเก่ง และจุดสนใจให้ควรใช้ ระดับที่ว่า เปิดหน้า web เอาน่าจะดีกว่า สามารถทำอะไรได้มากกว่า ครบกว่านั่นเอง

ฟันธง : เหมาะกับคนที่ต้องใช้งาน เอกสารเป็นหลัก เพราะใช้พื้นที่ไม่เยอะ และ สามารถทำงานแบ Collaboration ได้

  1. iCloud

d68d6__icloud-screen

เป็น Cloud ที่ข้อจำกัดเยอะที่สุดแล้วก็ว่าได้ เพราะคนจะใช้ Cloud ตัวนี้นั้น ต้องใช้ Mac OS หรือ iOS เท่านั้น เนื่องจากเป็น Cloud ส่วนบุคคลที่ apple ทำมาเพื่อให้กับแฟน ๆ ของตัวเองที่ซื้อ apple device ทุกคน โดยให้เริ่มต้นที่ 5GB เท่ากันหมด  อยากได้ต้องซื้อเพิ่มเท่านั้น

จุดแข็งของ iCloud คือใช้งานง่ายเข้าใจง่าย ไม่ต้องทำอะไรก็ใช้ได้เลย ทำงานบน iworks ก็จะ sync ลง icloud ทันทีแบบ realtime ทำบน iMac เสร็จ  หยิบ iPad เดินเข้าห้องประชุมไป present งานต่อได้เลย ไม่ต้องเสียเวลา แถมถ้า update บน iPad ก็ sync ให้เลย ไม่ต้องกด upload ให้วุ่นวาย  ที่สำคัญต้อง iWork เพิ่มความสามารถ collaboration ให้แล้วด้วย สามารถใช้ทำงานร่วมกันกับเพื่อนก็ได้

ข้อเสียหลัก ๆ ของ iwork คือให้พื้นที่มาน้อยไปหน่อย และใช้งานได้ดีสุด ๆ บน Mac, iOS เท่านั้น  ถ้าใช้ windows หรือ os อื่น ต้องเข้าผ่าน browser ซึ่งพอใช้งาน upload file, download files ได้บ้าง   นอกจากนี้ iCloud ยังรองรับแค่ Files รูป ผ่าน photo stream หรือ iworks เท่านั้น  ไม่รองรับ files ประเภทอื่น

ฟันธง : เหมาะกับคนใช้ Apple เพื่อทำงานเอกสาร iWorks เท่านั้น  เวลาจะใช้งานอย่างอื่น เช่น share folder, send files ต้องใช้ cloud อื่นใช้ร่วมประกอบอยู่ดี

สรุป ใครชอบอะไรก็ใช้อย่างนั้น หรือจะใช้ร่วมกันหมดก็ยังได้…

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการมือถือ

เผยเครื่อง Galaxy S10 ที่ไร้รอยบากและไร้ขอบยิ่งขึ้นกว่าเดิม!!

Published

on

จากกระแสของ Vivo NEX และล่าสุดกับ Oppo Find X ที่นำเทรนด์ของสมาร์ทโฟนใหม่แทนที่จะยังใช้รอยบากเหมือนกับ iPhone X ครับ

ล่าสุดมีภาพหลุดตัวเครื่องต้นแบบของ Galaxy S10 จะมาพร้อมกับหน้าจอที่ไร้ขอบมากกว่าเดิม (ขอบด้านบนและด้านล่างหายไป) และไม่มีรอยบาก คาดว่า Galaxy S10 นั้นจะใช้โมดูลแบบเดียวกับ Vivo NEX และ Oppo Find X คือใช้กล้องแบบป็อปอัปเช่นเดียวกันครับ

คาดว่า Galaxy S10 จะเปิดตัวในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือประมาณต้นปี 2019

อ้างอิง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการไอที

Xiaomi เตรียมเปิดตัว Mi Pad 4 ภายในสัปดาห์หน้า!

Published

on

Xiaomi ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับวันเปิดตัว Mi Pad 4 หรือแท็ปเล็ต Android ที่จะเปิดตัววันที่ 25 มิถุนายนนี้ครับ

ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ Mi Pad 4 ยกเว้นโปสเตอร์ที่ Xiaomi เผยแพร่ออกมา ตามข่าวลือก่อนหน้านี้ Mi Pad 4 จะมาพร้อมชิปประมวลผล Snapdragon 660, กล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ความจุ 6,000 mAh ส่วนราคานั้นยังไม่มีหลุดออกมาครับ

อ้างอิง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการมือถือ

ภาพล่าสุด Nokia 5.1 Plus : ผ่านการรับรองจาก TENAA แล้ว

HMD Global ได้เปิดตัว Nokia X6 สำหรับจำหน่ายในประเทศจีน และ Nokia 5.1 สำหรับจำหน่ายทั่วโลกไปแล้ว 

Published

on

ล่าสุด สมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่มีสเปคระหว่าง Nokia X6 และ Nokia 5.1 (รหัสรุ่น TA-1099) ซึ่งอาจมีชื่อรุ่นว่า Nokia 5.1 Plus หรือ Nokia X5 ได้รับการรับรองจาก TENAA (หน่วยงานที่ดูแลด้านสมาร์ทโฟนของประเทศจีน)

ก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดเผยสเปคของ Nokia 5.1 Plus หรือ Nokia X5 ดังนี้

  • ชิปเซ็ต Helio P60 หรือ Snapdragon ซีรีส์ 600
  • แรม 3/4/6 GB
  • หน้าจอความละเอียด 1520 x 720 พิกเซล (HD+) อัตราส่วน 19:9 (มีส่วนเว้าบนหน้าจอด้วย)
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh
  • ระบบปฏิบัติการ Android Oreo (จะได้รับการอัปเกรดระบบ Android P)

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!