Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

สรุปเสวนา จับตาประมูลคลื่นความถี่ไทย จะเป็นอย่างไร?… ในปีหน้า

Published

on

ใกล้เข้ามาทุกขณะกับการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz และ 1800 MHz ที่ทาง กสทช. กำลังจะจัดเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2561 นี้ ซึ่งความถี่ 900 MHz เปิดประมูล 1 ชุดราคาประมูลเริ่มต้น 37,988 ล้านบาทและความถี่ 1800 MHz เปิดประมูล 3 ชุด ราคาเริ่มต้นประมูล 37,457 ล้านบาท ทำให้เกิดประเด็นคำถามข้อสงสัยต่าง ๆ มากมายจากราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 6 เท่า ทาง Nation TV ช่อง 22 จึงได้เปิดเวทีเสวนาในเรื่อง “จับตาประมูลคลื่นความถี่ไทย จะเป็นอย่างไร?… ในปีหน้า” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเสวนาในงานนี้ 4 ท่านคือ

  • นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม
  • อาจารย์สืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้านโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
  • คุณพิสุทธิ์ งานวิจิตวงศ์ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด
  • ดร. นิตยา สุนทรสิริพงศ์ นักวิชาการด้านโทรคมนาคม

ร่วมพูดคุยถกประเด็นที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการเติบโตทางด้านการใช้โทรศัพท์มือถือมีแนวโน้มที่สูงขึ้น และมีการใช้อินเทอร์เน็ต 4G ที่มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ข้อจำกัดด้านปริมาณคลื่นความถี่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการใช้งานของผู้ใช้บริการโดยตรง และยังไม่รวมถึงคลื่นความถี่ที่สัมปทานกำลังจะหมดลงอีก 2 คลื่นคือ คลื่น 1800 MHz ของ บมจ.กสท โทรคมนาคม และ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ของ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือนกันยายนปี 2561 นี้ จึงทำให้เกิดประเด็นข้อสงสัยให้ทั้ง 4 ท่านเข้ามาพูดคุยถกประเด็นกันอย่างเต็มที่ โดยสรุปได้ดังนี้

ผลกระทบหากราคาค่าประมูลคลื่นความถี่สูงมาก ๆ

  • อนาคตอาจเกิดเหตการณ์ถอนตัวของ 1 ใน 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมถ้ายังมีราคาค่าประมูลที่สูง และอีก 2 บริษัทที่มีคลื่นความถี่เพียงพอแล้วตั้งใจที่จะ “เตะตัดขา” โดยการผลักดันราคาประมูลให้สูงกว่าที่ควรจะเป็น
  • การพัฒนาด้านเทคโนโลยีจะช้ากว่าที่ควรเป็นเพราะต้องเอาเงินลงทุนด้านนี้ไปจ่ายค่าสัมปทานคลื่นความถี่ที่สูงกว่าประเทศอื่นในโลกถึง 8 เท่า
  • สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในปี 2015 ที่ผ่านมาคือ ผู้ลงทุนต่างประเทศถอนตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้หุ้นฝั่งสารสนเทศตกลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และส่งผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน
  • มูลค่าที่สูงจะทำให้การแข่งขันถูกปิดเพราะคู่แข่งรายอื่น ๆ ไม่สามารถเข้ามาลงทุนได้เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน ทำให้ตลาดถูกผูกขาดไปตลอด และการประมูลราคาที่สูงคือการทำให้ต้นทุนจม ทำให้ผู้บริการรอวันเจ๊ง
  • อาจทำให้การประมูลคลื่นไม่ครบ ส่งผลให้ประเทศไม่ถูกนำคลื่นไปใช้งานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ประชาชนเสียผลประโยชน์มหาศาลและประเทศจะเดินหน้าได้ช้าลงกว่าเดิมที่ช้าอยู่แล้ว
  • มีการถอนตัวเกิดขึ้นหากประมูลไปแล้วไม่สามารถทำการกู้แบงค์ได้ และทำให้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  • ปัจจุบัน ITU เผยว่าประเทศไทยอยู่ในภาวะที่ขาดแคลนคลื่นความถี่จากความล่าช้าในการประมูลคลื่น ส่งผลกระทบต่อความเร็วที่ควรจะเป็นของเน็ต 3G และ 4G ในปัจจุบัน

ข้อคิดเห็นในการเสวนาครั้งนี้

  • อยากให้ทาง กสทช. พิจารณาเรื่องเงินต้นของการประมูลใหม่ เพื่อให้เหมาะสมและเป็นไปตามข้อสรุป ไม่ควรใช้ระบบ N-1 หรือ กรณีที่มีผู้เข้าร่วมประมูลน้อยราย จะไม่นำคลื่นความถี่บางคลื่นเข้ามาประมูล รวมไปถึงการตั้งราคาที่สูงจนเกินไป
  • ควรมีการพิจารณามอบคลื่นความถี่ 2300 MHz ให้กับทาง dtac เพื่อทำให้บริษัททั้ง 3 มีขนาดคลื่นที่ใกล้เคียงกัน สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มที่
  • คลื่นความถี่ 1800MHz นั้นเป็นคลื่นที่สำคัญ จึงต้องมีการวางแผนการประมูลให้ดี อาจจะจัดการแบ่งเป็น 3 ส่วนไม่เท่ากันเช่น 5 MHz, 15 MHz , 20 MHz เพื่อให้ผู้ที่ต้องการคลื่นมากก็เล็งประมูลตัวสูง และผู้ที่ต้องการคลื่นน้อยไม่ต้องเสียเงินลงทุนจำนวนมากเกินไป
  • หลายประเทศมีการร่างแผน Spectrum Roadmap หรือแผนแม่บทเพื่อให้สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ว่าจะต้องมีการจัดประมูลเมื่อไหร่ ประมูลคลื่นใด เพื่อให้สามารถคำนวณตัวเลขออกมาได้
  • ควรมีการปรับเปลี่ยนวิธีการประมูลในอนาคตหลังจากปี 2561 นี้ เพื่อให้ทั้ง 2 ค่ายที่ประมูลไปแล้วก่อนหน้านี้ไม่รู้สึกเสียผลประโยชน์มากเกินไป รวมไปถึงควรทำ Spectrum Roadmap ออกมาเพื่อให้ทุกฝ่ายทราบถึงอนาคต ไม่ใช่ต้องหวังเอาน้ำบ่อหน้าเพียงอย่างเดียว

พูดเรื่องคลื่น 5G ในอนาคต

  • ในอนาคตคลื่นความถี่ 5G คือคลื่นความถี่ที่จะต้องใช้ถนนที่กว้างมาก ๆ เพื่อให้ได้ Bandwidth ที่สูง หากเกิดการประมูลโดยยังคงใช้การแบ่งแบบเดิม ก็จะส่งผลกระทบต่อความเร็ว รวมไปถึงความเสถียรของเครือข่ายได้ จึงอยากให้มีการแชร์คลื่นความถี่ผ่านเทคโนโลยีพิเศษแทน และไม่ต้องใช้การประมูลเพื่อให้การใช้งานเป็นไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด
  • ในปี 2020 ประเทศญี่ปุ่นตั้งใจจะเป็นประเทศแรกที่ใช้อินเทอร์เน็ต 5G ในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคซึ่งจะจัดขึ้นที่โตเกียว ถือว่าเป็น 1 ในประเทศที่พัฒนาด้านโครงสร้างเครือข่ายที่เร็วมาก

 

มุมมองผู้บริโภคหลังประมูลปี 2561

  • ตลาดในปัจจุบันเริ่มมีความอิ่มตัวด้านจำนวนผู้บริโภคที่มีจำนวนไม่เพิ่มขึ้นมากเท่าสมัยก่อน ถึงแม้จะมีการบริโภคข้อมูลที่สูงขึ้นก็ตาม
  • การประมูลจะไม่มีเจ้าใหม่เข้ามาลงทุนเพิ่มในปี 2561 นี้
  • และถึงแม้จะมีผู้ที่สามารถประมูลเข้ามาใหม่ได้ แต่ถ้ามีการให้บริการที่ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ ก็เสมือนกับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ คนก็จะเลือกเจ้าที่พร้อมให้บริการแทนอยู่ดี

 

อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นเพียงความเห็นของผู้เข้าร่วมเสวนาในงานนี้ ซึ่งหวังว่าทาง กสทช. จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณาเพื่อหาช่องทางที่ทุกฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์สูงสุดต่อไป

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

บราเดอร์เผยโฉมสแกนเนอร์ 2 รุ่นล่าสุด เสริมความเหนือชั้นกลุ่มธุรกิจโซลูชั่น

Published

on

บราเดอร์ เดินเกมรุกกลุ่มธุรกิจโซลูชั่นอีกครั้ง หลังตัดสินใจส่ง สแกนเนอร์ อัจฉริยะ 2 รุ่นล่าสุด ADS-2200 และ ADS-2700W เป็นหัวหอกหลักในการขยายส่วนแบ่งการตลาดในปี 61  เสริมแกร่งด้วยนวัตกรรม Network และ WIFI ความใหม่ของธุรกิจสแกนเนอร์เมืองไทยที่พร้อมจะเติมเต็มความต้องการของตลาดยุค Digital Transformation 4.0 อย่างลงตัว

นายกฤษฏภพ ศรีขาว ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์-เครื่องสแกนเนอร์ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บราเดอร์ ได้สร้างการเติบโตอย่างมากแก่ กลุ่มธุรกิจสแกนเนอร์ในไทย โดยปัจจุบันสามารถสร้างอัตราการเติบโตได้สูงถึง 10% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของตลาดรวมที่มีค่าเฉลี่ยประมาณ 5% ของกลุ่มตลาดเครื่องสแกนเนอร์แบบ Feed กระดาษขนาด A4 อย่างรวดเร็ว ทำให้สแกนเนอร์ของบราเดอร์ก้าวสู่การเป็น 1 ใน 2 แบรนด์ผู้นำตลาดอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ตลาดสแกนเนอร์ยังมีศักยภาพและโอกาสในการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะการขยับขึ้นไปขยายส่วนแบ่งในกลุ่มลูกค้าองค์กรด้วยการนำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานและเติมเต็มความต้องการในยุคเครือข่ายดังเช่นปัจจุบัน ด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริงดังกล่าวนี้ ทำให้บราเดอร์ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาคุณภาพสินค้า และล่าสุดสามารถพัฒนาสแกนเนอร์ที่โดดเด่นและแตกต่างด้าน Network และ ระบบ WIFI เพิ่มความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อผลลัพธ์ในการทำงานที่ดียิ่งกว่า”

“จากการวิเคราะห์ความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ บราเดอร์ สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สแกนเนอร์รุ่นล่าสุดให้เหมาะต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าองค์กรอย่างลงตัว โดยเริ่มแนะนำสแกนเนอร์ 2 รุ่นใหม่เข้ามาแทนที่โมเดลเดิม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าที่มีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ โดยบราเดอร์พร้อมจะนำผลิตภัณฑ์สแกนเนอร์เข้าไปเสริมความแข็งแกร่งให้แก่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ในแบบโซลูชั่น ต่อยอดการทำงานที่มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ สแกนเนอร์ของบราเดอร์ 2 รุ่นใหม่ ประกอบด้วย

  • รุ่น ADS-2200
    • สแกนเนอร์ความเร็วสูง
    • โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการสแกน Dual CIS
    • รองรับการสแกนเอกสารตั้งแต่ขนาดนามบัตรไปจนถึงกระดาษจดหมายขนาดยาว
    • สามารถสแกนแบบ 2 หน้าได้จากการฟีดกระดาษเพียงครั้งเดียว
    • ความเร็วในการสแกนสูงสุด 35 แผ่นต่อนาที (Simplex) และ 70 หน้าต่อนาที (Duplex)
    • ความละเอียดสูงสุดในการสแกนเท่ากับ 1200×1200 dpi
    • สามารถเลือกเก็บเอกสารที่สแกนไว้ใน USB แฟลชไดรฟ์ โดยไม่จำเป็นต้องต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์
    • จำหน่ายในราคา 18,900 บาท

  • และ ADS-2700W
    • สแกนเนอร์ความเร็วสูง ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับรุ่น ADS-2200
    • แต่เพิ่ม การรองรับการเชื่อมต่อผ่านเน็ตเวิร์ค
    • และระบบเครือข่ายไร้สาย เพื่อตอบโจทย์การทำงานในรูปแบบองค์กรได้มากยิ่งขึ้น
    • จำหน่ายในราคา 22,900 บาท

บราเดอร์ เชื่อมั่นว่าตลาดสแกนเนอร์ยังเติบโตได้อีกมาก สังเกตุจากการเติบโตของ กลุ่มธุรกิจ Outsourcing ด้านการจัดการเอกสารที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลโดยตรงกับการเติบโตของกลุ่มสแกนเนอร์ และแน่นอนว่าจากนี้ไปเราจะเห็นการแข่งขันด้านนวัตกรรมเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะหัวใจสู่ความสำเร็จของธุรกิจสแกนเนอร์คือ ความแม่นยำ ความคมชัด ที่มาพร้อมกับความรวดเร็ว ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในสแกนเนอร์ของบราเดอร์ และเราพร้อมจะปูรากฐานที่มั่นคง ขยายตลาดกลุ่มนี้ในไทย เพื่อก้าวสู่ผู้นำธุรกิจในอนาคตอันใกล้”

ด้านบริการหลังการขายปัจจุบัน บราเดอร์ มีศูนย์บริการทั่วประเทศรวม 141 แห่ง โดยแบ่งเป็นศูนย์บริการที่บริหารโดยบราเดอร์ในแต่ละภูมิภาคจำนวน 5 แห่ง และศูนย์บริการแต่งตั้งซึ่งบริหารงานโดยตัวแทนแต่งตั้งจำนวน 136 แห่ง ลูกค้าจึงมั่นใจได้ด้านงานบริการ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว AsianMoneyGuide.com เว็บไซต์สาระด้านการเงินและไลฟ์สไตล์ โดยผู้หญิงเพื่อผู้หญิง

Published

on

เปิดตัวเว็บไซต์ AsianMoneyGuide.com  หรือ AMG อย่างเป็นทางการในประเทศไทย หลังจากที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจาก สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์  เป็นเว็บไซต์ที่เน้นเนื้อหาสาระด้านการบริหารจัดการด้านการเงิน โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงโดยเฉพาะเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการเรื่องเงินอย่างมีประสิทธิภาพ  ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซับซ้อน ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันและตอบโจทย์ผู้หญิงได้อย่างดี

นางสาว โรชนิ ชูกานิ (Roshni Chugani)  ผู้อำนวยการเว็บไซต์เอเชี่ยนมันนี่ไกด  (AMG) เปิดเผยถึงที่มาของโครงการนี้ว่า “จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ  ประเทศไทยมีประชากรกว่า 65 ล้านคน แบ่งเป็น ประชากรหญิงร้อยละ 51 และชายร้อยละ 49 หรือคิดเป็นอัตราส่วนเพศ ชาย 96.2 คนต่อหญิง 100 คน  โครงสร้างประชากรของสังคมไทยมีประชากรผู้หญิงเพิ่มขึ้น พลังทางสังคมของผู้หญิงมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น จากผลสำรวจจาก พบว่ามีเพียง 27% ของคนไทยที่มีความรู้พื้นฐานเรื่องการเงิน และในจำนวนผู้หญิงทั่วโลกมีถึง 70% ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการด้านการเงิน (S&P Ratings Services Global Financial Literacy Survey) โดย 38% ของผู้หญิงมีความไม่มั่นใจในการบริหารจัดการและวางแผนด้านการเงินเมื่อยามเกษียณ (HSBC Global Report on The Future of Retirement) ดังนั้นการทำการตลาดโดยคำนึงถึงกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวจึงเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ”

AsianMoneyGuide.com ที่เป็นแหล่งความรู้ทางการเงิน โดยผู้หญิงเพื่อผู้หญิง  เพื่อที่จะช่วยผู้หญิงให้มีความรู้ ความสามารถในการดูแลตัวเองได้ และมีความเป็นอิสระในด้านความคิดในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

โครงสร้างของเว็บไซต์ Asian Money Guide (AMG) ได้ถูถออกแบบมา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้ “การเงินเป็นเรื่องง่ายดาย” ด้วยการมุ่งเน้นเรื่องความจำเป็นด้านการเงินของผู้หญิง  เราแตกต่างจากหนังสือ หรือเวปไซต์ที่มีแต่คำศัพท์วิชาการ ซึ่งล้วนเข้าใจยากและไม่เหมาะกับผู้อ่านที่ไม่พื้นฐานเรื่องการเงิน  AMG เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสำหรับผู้หญิงทุกคน แม้คุณจะอยู่ต่างสถานการณ์หรือมีภูมิหลังที่แตกต่างกัน แต่เราจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้คุณในการตัดสินใจและสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างชาญฉลาด

เว็บไซต์ AMG ได้ถูกก่อตั้งขึ้นใน 4 ประเทศ คือ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย และ ฟิลิปปินส์ โดย บริษัท ทิคเคิลด์ มีเดีย จำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ให้ผู้หญิงแข็งแกร่งขึ้นด้วยคำแนะนำทางด้านการเงินและการทำงาน โดยข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองมาอย่างเหมาะสมแล้วจะถูกนำเสนออย่างถูกที่ถูกเวลา AsianMoneyGuide.com เรามีคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคุณ AMG อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาจำนวนหลายร้อยบทความ เรื่องจริงจากประสบการณ์ วิดีโอ รายการ และเนื้อหาในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งถูกแบ่งตามหมวดหมู่ ดังนี้ การออม, บัตรเครดิต/บัตรเดบิต, การลงทุน, การเกษียณอายุ, คริปโตเคอเรนซี่และฟินเทค, เรื่องของภาษี, ประกันชีวิตและประกันภัย, อสังหาริมทรัพย์, ผู้ประกอบการ/นักธุรกิจ, กิจกรรมทางสังคมและอีเว้นท์, หางาน, ท่องเที่ยว, บ้านและที่อยู่อาศัยรอบรู้เรื่องสุขภาพ และสมดุลในชีวิตการทำงาน เป็นต้น

นอกเหนือจากนี้ยังมี แอพพลิชั่น นำเสนอเครื่องมือทางด้านการเงิน ที่เหมาะกับความต้องการที่หลากหลายของ ผู้หญิงในวัยต่าง ๆ อาทิ

  • การบริหารการเงินในวัยเกษียณ (retirement)
  • การบริหารเงินในการกู้ยืม (Loan and Morgate)
  • หรือการออม  (Saving) เป็นต้น

เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการวิเคราะห์คำนวนได้ด้วยตนเองก่อนการตัดสินใจด้านการเงิน

ปัจจุบันสถาบันการเงินได้ปรับการให้บริการมาในแนวการให้คำปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน  เป็นประโยชน์มากสำหรับผู้หญิงที่ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่ง ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้จัดทำ SCB Investment Center หรือศูนย์บริหารความมั่งคั่ง เพื่อตอบโจทย์สมาชิกในเรื่องของการเงินและการลงทุนไว้ อย่างครบวงจร

คุณศลิษา หาญพานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสาย First และ ผู้บริหารสาย Segment  Management ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม “การลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคุณผู้หญิงที่สามารถสร้าง ความมั่งคั่งและมั่นคงให้กับชีวิตได้ด้วยเช่นกัน คุณณัฐธนธร ฟอร์ด กรรมการผู้จัดการ Dot Property Portals กล่าวเพิ่มเติม”

จุดแข็งของเราคือ “การที่เรามีนักเขียนผู้หญิงและ Influencer ที่มาจากหลากหลายวงการใน ภูมิภาคนี้ เพราะเราเข้าใจผู้หญิง   ที่สำคัญคือเราทำโดยผู้หญิงเพื่อผู้หญิง AsianMoneyGuide.com.

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

LINE TV แพลตฟอร์มดูทีวีย้อนหลังอันดับ 1 ตั้งเป้าเบอร์ 1 แพลตฟอร์มออนไลน์วีดีโอในไทย

Published

on

LINE TV แพลตฟอร์มออนไลน์วีดีโอ เผยความสำเร็จในปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัวไลน์อัพ LINE TV Original Content ร่วมมือกับพันธมิตรรายสำคัญในงานประจำปี “LINE TV NEXPLOSION 2018”

LINE TV มอบประสบการณ์การรับชมที่แตกต่าง กับการรับชมทีวีย้อนหลังแห่งแรกก่อนใคร รวมถึงการนำเสนอออริจินัลคอนเทนต์ที่ออกอากาศบน LINE TV ที่เดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังร่วมสร้างประสบการณ์ในการฟังเพลงด้วยไฟล์วีดีโอคุณภาพสูงที่ให้ผู้ชมสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นายกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย เปิดเผยถึงภาพรวมของธุรกิจ LINE TV  ในปีที่ผ่านมาว่า “ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาดูวิดีโอบนโทรศัพท์มือถือมากถึง 90% (ข้อมูลจาก TNS, The Connected Life 2017) ซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจของ LINE TV ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องสู่การเป็นผู้นำแพลตฟอร์มออนไลน์วีดีโอในประเทศไทย ในช่วงเวลาเพียง 3 ปี LINE TV มียอดดาวน์โหลดจากผู้ใช้งานไปแล้วกว่า 20 ล้านครั้ง

โดยผู้ชม LINE TV ยังใช้เวลาเฉลี่ย 176 นาทีต่อวัน ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ส่วนของการรับชมทีวีทั่วไป (ข้อมูลจาก Nielsen) นอกจากนี้แล้ว LINE TV ยังได้ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรรวมทั้งสิ้นกว่า 161 ราย เพิ่มขึ้น 90% จากปี 2016 โดยในจำนวนนี้มีทั้งช่องทีวี ผู้ผลิตรายการ ค่ายเพลง หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร ซึ่งทำให้เม็ดเงินโฆษณาบน LINE TV เติบโตขึ้นกว่า 100% ทั้งนี้ ด้วยความแข็งแกร่งทางด้านพันธมิตรกับช่องทีวีต่างๆ LINE TV จึงได้รับการโหวตให้เป็นแพลตฟอร์มดูทีวีย้อนหลังอันดับ 1 ในประเทศไทย (ข้อมูลจาก Nielsen) ที่ได้รับสิทธิ์ในการฉายละครไพรม์ไทม์ รายการทีวีชั้นนำ และรายการบันเทิงย้อนหลังแบบเอ็กซ์คลูซีพ

“สำหรับก้าวต่อไปของ LINE TV เราตั้งเป้าในการเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์วีดีโอ อันดับหนึ่งของประเทศไทย โดย LINE TV เน้นกลยุทธ์การสร้างคอนเทนต์ที่แข็งแรงและร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความชำนาญในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาบริการให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดย LINE TV และพันธมิตรจะมุ่งมั่นในการนำเสนอและสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพเพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น

  • การรับชมรายการหรือละครย้อนหลังก่อนใคร
  • และคอนเทนต์ที่มีบน LINE TV ที่เดียวเท่านั้น

โดยล่าสุด LINE TV ได้จับมือกับ ช่องทีวีอย่างช่อง 3 , เวิร์คพอยท์ และ ช่อง 8 เพื่อนำเสนอละครย้อนหลัง นอกจากนี้ยังมีพันธมิตร อย่างช่อง one31 และ GMM TV สำหรับการรับชมคอนเทนต์ย้อนหลังก่อนแพลตฟอร์มอื่นๆ

นอกจากนี้ ในปีนี้เรายังได้จับมือกับหลากหลายพันธมิตรเพื่อสร้างสรรค์ออริจินัลคอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรายการที่ร่วมมือกับ บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด, Bear Cave  บริษัท โนแมดิค โปรดักชั่น จำกัด , บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด และ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างสรรค์ซี่รี่ส์อย่าง

  • Together With Me : The Next Chapter,
  • GGEZ,
  • It’s Complicated,
  • Hipster or Loser,
  • The Deadline
  • Dance Dance Dance,
  • The Hidden Songs,
  • Food Tribe,
  • ก็กูทำไม่เป็น
  • Drag Race Thailand”

LINE TV สนับสนุนการขยายฐานผู้ชมจากการรับชมทีวีแบบทั่วไปสู่การรับชมแบบออนไลน์ โดยวัดได้จากเรตติ้งทีวี และจำนวนยอดวิวที่เติบโตสูงขึ้น ดังจะเห็นได้ว่า LINE TV ไม่ได้จะมาแทนที่สื่อทีวีเดิม แต่จะมาร่วมมือเพื่อสร้างการเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งพันธมิตรของเราก็เข้าใจในข้อนี้ดี

จุดแข็งของ LINE TV คือ การมีเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ที่ออกอากาศบน LINE TV ที่เดียวเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยการสอดแทรกเนื้อหาโฆษณาที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ LINE TV สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำเรื่องออนไลน์วีดีโอคอนเทนต์ในประเทศไทยไว้ได้อย่างดีเยี่ยม และมั่นใจว่าคอนเทนต์
บน LINE TV ที่เราเตรียมไว้จะช่วยสร้างความสุขให้กับผู้ชมทุกคน รวมถึงช่วยสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจให้กับพันธมิตร และผลักดันให้LINE TV ขึ้นเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์วีดีโออันดับหนึ่งในประเทศไทย”

รับชม LINE TV ได้ฟรี ทั้งบนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และดูผ่านเว็บไซต์ในคอมพิวเตอร์ (http://tv.line.me)

ดาวน์โหลด LINE TV ฟรี!! ทั้ง

  • iOS และ Android 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!