Connect with us

ข่าววงการไอที

อ้าว !? โปรเจ็ค Kodak ทำ Cryptocurrency แท้จริงคือเรื่องหลอกลวงซะงั้น !?

ถ้าใครจำได้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาในงาน CES 2018 ที่ Las Vegas ได้เกิดกระแสฮือฮาอย่างมาก เพราะทาง Kodak แบรนด์ผู้ผลิตฟิล์มชื่อดังในอดีตก็ได้มีการเปิดเผยถึงความเป็นไปได้ที่จะทำเหรียญ Cryptocurrency ของตัวเองในชื่อ Kodakcoin พร้อมเผยเครื่องขุด Kodak Kashminer ขึ้นมาภายในงานนี้ โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนจำนวนมากจนทำให้หุ้นของเขาพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์คือ จาก 3.10$ ต่อหุ้น จนไปแตะ 11.55$ ต่อหุ้นภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน แต่เพียงแค่ครึ่งปีหลังจากนั้น ก็ได้มีข่าวออกมาอย่างเป็นทางการจาก BBC แล้วว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

ราคาหุ้น Kodak ที่ทะยาน To the Moon แบบสุด ๆ ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา (และร่วงแบบสุด ๆ ในเวลาต่อมาเช่นกัน)

ความจริงคืออะไร?

เรื่องที่เกิดขึ้นคือ แผนการที่ทาง Kodak ตั้งใจสร้าง Kodakcoin เพื่อเพิ่มมูลค่าของรูปภาพโดยใช้ Blockchain ในการควบคุมนั้น ไม่ผ่านความเห็นชอบจาก SEC หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐฯ จึงได้มีการสั่งระงับแผนการทำ Kodakcoin ที่วางไว้จึงต้องหยุดลงไปทั้งหมด

แล้วเครื่องขุด Kodak Kashminer ล่ะ?

ส่วนเครื่อง Kodak Kashminer จริง ๆ แล้วทางบริษัท Spotlite USA ซึ่งเป็น 1 ในบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้นำเอา Label ของ Kodak ไปใช้นั้น เอาไปติดด้วยตัวเองเพื่อวางแผนให้คนอยากเช่าเครื่องขุดของเขานั่นเอง รวมไปถึงข่าวที่ว่ามีเครื่องขุดตัวนี้มากกว่า 100 เครื่องติดตั้งอยู่ที่บริษัท Kodak ทางผู้ให้สัมภาษณ์ของ Kodak ก็ได้กล่าวว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดเช่นกัน

 

แถมปัจจุบันหน้าเว็บ https://www.kodakhashpower.com/ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดให้เช่าเครื่องก็ไม่สามารถเข้ารับชมได้แล้ว ส่วนเรื่องเครื่องขุดที่เป็นข่าวนั้น ทางผู้ให้สัมภาษณ์ Spotlite USA ก็ได้เผยข้อมูลว่า เขาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจากการเปิดให้เช่าตามที่เคยพูดถึงกลายเป็นขุดด้วยตัวเองแทน โดยปัจจุบันเหมืองจะอยู่ที่ประเทศไอซ์แลนด์

อ้างอิง: BBC

ความเห็นจากแบไต๋

เรื่องนี้ก็ถือเป็นอีก 1 เรื่อง Scam (หลอกลวง) ระดับโลกที่ทางบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Kodak ไม่สามารถทำในสิ่งที่หลาย ๆ คนรอคอยได้ และปล่อยให้ข่าวออกมาโดยไม่แก้ข่าวตั้งแต่ต้น คาดว่าน่าจะเกิดจากกระแสด้านบวกต่อแบรนด์จึงไม่ได้ทำ จนกลายเป็นว่าพอเรื่องจริงแดงออกมา คราวนี้น่าจะเกิดผลกระทบกับแบรนด์ไม่มากก็น้อย นี่เป็นอีก 1 Case study ที่หลาย ๆ แบรนด์ต้องระวังเอาไว้เพราะถ้าเกิดขึ้นมาแล้ว อาจจะทำให้ภาพลักษณ์เสียหายได้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!