Connect with us

ข่าววงการไอที

พอทีของนอก? จีนพร้อมจะเลิกใช้สินค้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศภายในปี 2020

ลือกันว่ารัฐบาลจีนมีแผนจะเลิกใช้เทคโนโลยีของต่างชาติภายในปีค.ศ. 2020
1422502436214
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องน่าสนใจอยู่ในสื่อ Bloomberg เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ทางการจีนจะเลิกใช้สินค้าเทคโนโลยีของต่างชาติทุกชนิดในหน่วยงานรัฐบาลและในอุตสาหกรรมหลักของประเทศภายในปี 2020 ซึ่งเหตุผลหลักๆ มาจากเรื่องความปลอดภัย

ก่อนหน้านี้ จีนก็ได้เริ่มปฏิบัติการไปในทิศทางนี้บ้างแล้ว เช่น การแบน Windows 8 จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลจีน หรือแม้แต่ iPad ของ Apple ที่ถูกเด้งออกจากรายชื่อสินค้าจัดซื้อของรัฐบาล

เชื่อว่าจีนจะทำอย่างนั้นได้แน่นอน จีนจะเลิกใช้ทุกอย่างของต่างชาติได้แน่นอน แต่น่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเค้าพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองได้ เพราะตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ PC ส่วนใหญ่ในประเทศจีนรันอยู่บนระบบปฏิบัติการ Windows XP โดยข้อมูลจากสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ทางการจีนต้องการจะเปลี่ยนจากการใช้งาน Windows XP และมาใช้งานระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นมาเองภายในประเทศ ที่มีชื่อว่า “NeoKylin” หรือ Linux สัญชาติจีนนั่นเอง โดยที่เจ้า NeoKylin นี้ผ่านการทดสอบเรียบร้อยแล้วในเมืองซื่อผิง (Siping) จีนจึงเริ่มจะมีความหวังว่าจะนำมันมาใช้แทนที่ Windows ได้ในไม่ช้า

แต่การเปลี่ยนระบบปฏิบัติการในเมืองเล็กๆ มันคงไม่เหมือนกันการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการให้กับคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานต่างๆทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานราชการ , ธนาคาร หรือ บริษัทที่เป็นของรัฐบาล เพราะระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรที่กล่าวมาข้างต้นนั้นยังคงต้องพึ่งพาระบบปฏิบัติการ Windows อยู่ไม่น้อยเลย ดังนั้นการจะเปลี่ยนระบบปฏิบัติให้หมดทั่วประเทศนั้นน่าจะใช้เวลานานกว่า 5 ปีแน่ๆ

ประเด็นที่สำคัญกว่านั้น คือ เจ้า NeoKylin นั้น ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาในจีนตั้งแต่ต้น แต่มันพัฒนามาจากตัวระบบปฏิบัติการ Kylin ที่รัฐบาลจีนใช้งานมานานกว่า 15 ปีแล้ว ซึ่งระบบปฏิบัติการ Kylin นั้น จีนเองก็ไม่ได้เป็นผู้พัฒนาเองมาตั้งแต่ต้น แต่ตัวเวอร์ชั่นแรกๆนั้นเป็นการเลียนแบบมาจากระบบปฏิบัติการของฝั่งสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อว่า FreeBSD และหลังจากนั้น รัฐบาลจีนได้เปลี่ยนไปใช้งาน Linux เป็นระบบปฏิบัติการหลัก โดยระบบปฏิบัติการ Kylin เวอร์ชั่นล่าสุดนั้นถูกพัฒนาจากพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ อูบุนตู (Ubuntu) ซึ่งบริษัทจากอังกฤษที่มีชื่อว่า Canonical เป็นผู้พัฒนาให้สำหรับประเทศจีน ในความเป็นจริง เจ้า Ubuntu Kylin นั้นก็ยังไม่ถือว่าเป็นระบบปฏิบัติการของจีนได้ เพราะ มันยังไม่ถูกแปลภาษาไปยังภาษาจีนเลย

หน้าตาของ Ubuntu Kylin

หน้าตาของ Ubuntu Kylin

ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่า NeoKylin กับ Ubuntu Kylin นั้นเหมือนหรือต่างกันยังไง โดยเจ้า Ubuntu Kylin นั้นดูเหมือนจะเป็นซอร์ฟแวร์ตัวใหม่กว่า และชื่อของเจ้า NeoKylin ก็ใช้มาได้สักพักแล้ว ข้อมูลจากบริษัทผลิตซอร์ฟแวร์มาตฐานของจีนอ้างว่าได้เข้าร่วมกันพัฒนา NeoKylin กับทีมจากมหาวิทยาลัย National Defense Science and Technology University ของจีน แต่ไม่มีการพูดถึงบริษัท Canonical เลย

แต่ NeoKylin นั้นยังพัฒนาให้อยู่บนพื้นฐานของ Linux นั่นหมายความว่า ในที่สุดแล้ว ถึงแม้มันไม่ได้ถูกพัฒนาต่อจาก Canonical และ Ubuntu Kylin แล้วล่ะก็ … พวก coding ของระบบปฏิบัติการไม่ได้ถูกพัฒนาในประเทศจีน ซึ่งแน่นอนว่า ความเป็นไปได้การเปลี่ยนแปลงของ Kylin ในอีก 5 ปีข้างหน้านั้นจะเบี่ยงเบนไปทาง Ubuntu Kylin มากกว่า NeoKylin

ยังไงซะ จีนคงต้องการจะเปลี่ยนจากระบบปฏิบัติการของต่างชาติอย่าง Windows มาเป็นระบบปฏิบัติการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น NeoKylin , Ubuntu Kylin หรืออาจจะเป็น Linux ตัวอื่นๆ แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ Windows แน่นอน เพราะอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ข้างต้นว่า ความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงมีเหตุผลมาจากเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยแล้ว การใช้สินค้าของตัวเองล้วนๆจะยังเป็นอีกหนึ่งแรงในการช่วยผลักดันเศณษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย

chinese-linux-penguin-350x283
เรื่องการเปลี่ยนระบบการปฏิบัติการของจีนนั้นไม่ได้มีปัญหาแต่เพียงระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์เท่านั้น เพราะปัญหาเรื่องการเลิกใช้งานสินค้าเทคโนโลยีของต่างชาติก็ลามไปถึงอุปกรณ์ประเภท mobile device ด้วย เพราะ ระบบปฏิบัติการ mobile OS ในจีนส่วนใหญ่ตอนนี้ก็พัฒนาจากระบบปฏิบัติการ Android ของ Google

บางทีจีนเองก็คงยังไม่พร้อมมากนัก ที่จะหักดิบ หรือ ยกเลิกการใช้สินค้าเทคโนโลยีของต่างชาติ แต่ถ้ามองๆดูแล้ว มันก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่นักสำหรับจีนที่จะต้องรีบเปลี่ยนแปลง เพราะ ตลาดสินค้าเทคโนโลยีในจีนนั่นนับวันยิ่งน่าสนใจและน่าดึงดูดต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทางการจีนสามารถเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆสำหรับบริษัทต่างชาติที่มีความต้องการจะทำธุรกิจที่นั่น

ที่มา : TechInAsia | Bloomberg
รูปจาก : baindaily  |  importfromchinaonline

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!