วิกฤติขาดแคลนชิปทำให้ยอดขายสมาร์ตโฟนทั่วโลกตกลงถึง 6.5%

สถิติล่าสุดจากรายงานของ Gartner บริษัทวิจัยและผู้ให้คำปรึกษาด้านไอทีชั้นนำของโลกเผยว่า ปัญหาวิกฤติขาดแคลนชิปได้ส่งผลให้ยอดขายสมาร์ตโฟนแก่ผู้ใช้ (smartphone sales to end-user) ตกลงถึง 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา

อังชูล กุปตา (Anshul Gupta) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของ Gartner กล่าวว่า “แม้ว่าความต้องการของผู้บริโภคจะแข็งแกร่ง แต่ยอดขายสมาร์ตโฟนก็ลดลงเนื่องจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ล่าช้า ระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น และสินค้าในคลังที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในการจัดหาวัตถุดิบกระทบต่อตารางการผลิตสมาร์ตโฟนทั่วไปมากกว่าสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม”

เมื่อมาดูที่ 5 อันดับสูงสุดพบว่า Samsung สามารถครองอันดับหนึ่งโดยมียอดขาย 69 ล้านเครื่องแม้ว่า ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทจะหายไป 1.9% เมื่อเทียบแบบ YoY โดย Samsung ได้อานิสงค์จากความต้องการ Galaxy Z Fold 3 และ Galaxy Z Flip 3 ในปีที่ผ่านมา

ในขณะที่ Apple นั้นนำหน้า Xiaomi เล็กน้อยจากยอดขาย 48 ล้านเครื่อง และ 44 ล้านเครื่องตามลำดับ โดยการอัปเกรดชิป bionic A15 และกล้องของ iPhone 13 ได้ทำให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้น ส่วน Xiaomi ก็ยังคงเติบโตและมีส่วนแบ่งการตลาดในยุโรปและตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น

Vivo ตามหลังมาเป็นอันดับ 4 โดยเติบโตขึ้นมากที่สุดที่ 20.9% จากปีที่แล้วด้วยยอดขาย 36 ล้านเครื่อง และมี OPPO อันดับที่ 5 ซึ่งเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนจีนรายที่ 3 ในลิสต์

แม้ว่าการล็อกดาวน์ในปีที่แล้วจะทำให้ยอดขายสมาร์ตโฟนเพิ่มขึ้น แต่สาเหตุหลักที่ทำให้ช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2021 ทั่วโลกมียอดขายสมาร์ตโฟนตกลงนั้นเป็นเพราะวิกฤติขาดแคลนชิป ซึ่งจริง ๆ แล้วได้ส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคอิเล็กทรอนิกส์ และยานพาหนะแทบทุกประเภท

อ้างอิง: Techspot

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส