Connect with us

ข่าววิทยาการ

How dare you! อยู่ที่ความตั้งใจ ไม่ใช่ที่การแสดงออก “เกรตา ธันเบิร์ก”

greta thunberg

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีการประชุมระดับโลกที่รวมรวมเหล่าผู้นำจากหลากหลายประเทศมาไว้ด้วยกัน นั่นก็คือการประชุมว่าด้วยเรื่องของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Action Summit) หรือที่เรียกกันแบบเข้าใจง่ายว่า “ประชุมโลกร้อน” ซึ่งในประชุมครั้งนี้นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยและผู้ติดตามก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน

ไฮไลต์ของการประชุมในครั้งนี้ที่ถูกพูดถึงเป็นจำนวนมาก คือ การขึ้นกล่าวถึงปัญหาสภาพแวดล้อมในปัจจุบันโดย “เกรตา ธันเบิร์ก” (Greta Thunberg) สาวน้อยวัย 16 ปีจากสวีเดน ผู้ที่ลุกขึ้นมารณรงค์ในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งการขึ้นกล่าวบนเวทีครั้งนี้ของเธอ ถือได้ว่าดุเดือดพอสมควร จากน้ำเสียงและท่าทีที่เธอใช้ในการสื่อสารครั้งนี้

ฉันไม่ควรมาอยู่ ณ ที่ตรงนี้ ฉันควรจะไปอยู่ในห้องเรียน ในอีกซีกหนึ่งของมหาสมุทร พวกคุณโยนทุกสิ่งอย่าง และมาฝากความหวังกับพวกเราที่เป็นหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ คุณกล้าดียังไง!เกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg)

ถึงแม้ว่าคำพูดของเธอที่กล่าวภายในที่ประชุมจะแข็งกร้าว แต่ก็สามารถแสดงถึงความแน่วแน่ของเธอได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่าการออกมาพูดของเธอในครั้งนี้ย่อมไปกระทบผู้นำบางประเทศ โดยเธอบอกว่าผู้นำบางประเทศสนใจแต่เรื่องของเงินตรา และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จนมองข้ามเรื่องของสิ่งแวดล้อม พูดมาขนาดนี้ผู้นำหลายท่านก็คงจะรู้สึกหน้าชาไปตาม ๆ กัน ขณะที่คนอีกจำนวนมากกลับชื่นชอบการพูดของเธอ และปรบมือให้เธอเสียงก้องดังสนั่นห้องประชุม

อย่างไรก็ตาม เมื่อคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็มีคน (ผู้ใหญ่) บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับท่าทางและน้ำเสียงที่ส่อไปในทาง “ก้าวร้าว” ของเธอสักเท่าไร

เกรตาคือใคร?

เกรตาเป็นเด็กสาวชาวสวีเดน อายุ 16 ปี เธอเป็นนักรณรงค์และออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การออกมาเคลื่อนไหวของเธอเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2018 (ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุแค่เพียง 15 ปี) เป็นที่สนใจในวงกว้าง ถึงขั้นที่ว่าได้รับการเชื้อเชิญ ให้ร่วมประชุมและขึ้นกล่าวบนเวทีหลายต่อหลายครั้ง ทั้งเวที Ted ที่เมืองสตอกโฮล์มในเดือนพฤศจิกายน ปี 2018 หรือแม้แต่เวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2019

View this post on Instagram

When haters go after your looks and differences, it means they have nowhere left to go. And then you know you’re winning! I have Asperger’s syndrome and that means I’m sometimes a bit different from the norm. And – given the right circumstances – being different is a superpower. I'm not public about my diagnosis to "hide" behind it, but because I know many ignorant people still see it as an "illness", or something negative. And believe me, my diagnosis has limited me before. Before I started school striking I had no energy, no friends and I didn’t speak to anyone. I just sat alone at home, with an eating disorder. All of that is gone now, since I have found a meaning, in a world that sometimes seems meaningless to so many people. #aspiepower #neurodiverse #npf

A post shared by Greta Thunberg (@gretathunberg) on

แม้ว่าเกรตาจะมีทั้งความสามารถและความตั้งใจที่แน่วแน่ในการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เธอกลับมีจุดอ่อนที่หลายฝ่ายหยิบยกมาโจมตี

เกรตาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ถึงความผิดปกติของเธอ โดยเธอกล่าวว่า ตนเองมีอาการป่วยเป็นสมาธิสัน และมีอาการแอสเพอร์เกอร์ผสมด้วย

สมาธิสั้น ใคร ๆ ก็เข้าใจและรู้จักเป็นอย่างดี แต่แอสเพอร์เกอร์ คืออาการอะไรกันแน่…???

เกรตากับอาการแอสเพอร์เกอร์

แอสเพอร์เกอร์ คือชื่อของอาการที่อยู่ในกลุ่มออทิสติก มีอาการคล้าย ๆ กัน แต่ในรายละเอียดมีความแตกต่างอยู่พอสมควร โดยอาการแอสเพอร์เกอร์ หรือศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Asperger’s Syndrome มีการพูดถึงครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1934 อาการของผู้ที่ป่วยนั้น จะมีลักษณะของการเข้าร่วมสังคมลำบาก มีความหมกมุ่นในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ หรือประหลาด ๆ หรือในบางราย อาจไม่เข้าใจถึงการเปรียบเปรย หรือมุกตลกขบขัน อาจถึงขั้นไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อันไหนคือตลก อันไหนที่จริงจัง (บางครั้งจะมองเรื่องที่ตลกขบขันกลายเป็นเรื่องจริงจังไปเสียหมด…) แต่ในทางกลับกัน กลับเป็นคนที่พูดมาก และดูฉลาดมากเสียด้วย ประหนึ่งว่าได้อย่างแต่เสียอย่างก็คงไม่ผิดอะไรหากจะนำมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพกัน

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มีอาการแอสเพอร์เกอร์ จะมีปัญหาในด้านพัฒนาการทางภาษาและทางความคิด ที่จะพัฒนาการไปอย่างล่าช้า เหมือนกับผู้ที่ป่วยหรือมีอาการออทิสติก อย่างที่ทุกคนเคยเห็นกัน

ถึงแม้จะเป็นอาการที่ดูแปลกในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับเกรตาแล้ว เธอมองว่าเป็นสิ่งที่ “พิเศษ” สำหรับเธอ เป็นสิ่งที่สวรรค์มอบมาให้ เธอบอกว่ามันทำให้เธอได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยเห็น

การโจมตีจากผู้ใหญ่ (บางคน)

จากความผิดปกติดังกล่าว บางส่วนก็เข้าใจและชื่นชมที่เกรตายังกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องให้คนสนใจเรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งนี้สำหรับบางคนกลับมองเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ผู้ใหญ่บางคนหยิบเอาอาการแอสเพอร์เกอร์มาโจมตีการออกมาเรียกร้องของเธอ บ้างก็โจมตีว่าเรื่องแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่เด็กควรออกมาพูด ออกมารณรงค์ ควรเป็นนักวิทยาศาสตร์มากกว่าที่ต้องออกมาพูดถึงเรื่องเหล่านี้ ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมกับที่นักเคลื่อนไหวบางท่านกล่าวหาว่าเธอเป็นฝ่ายซ้ายจัด บางรายถึงขึ้นเปรียบเทียบว่าเป็นเด็กที่รับใช้ฝ่ายนาซี และเกรตาไม่ควรจะต้องแสดงออกรุนแรงขนาดนั้น ไม่ควรที่จะใช้ความเกลียดชังมาขับเคลื่อนสังคม

ขณะที่บางคนมองว่าการโจมตีเกรตาด้วยอาการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งก็แน่นอนครับว่าเราไม่ควรหยิบปมด้อยของใครมาโจมตี

สถานีโทรทัศน์ Fox News ในสหรัฐอเมริกา ได้สัมภาษณ์สดกับนักวิชาการนามว่า Michael Knowles ถึงเรื่องราวของเกรตาและการแสดงออกของเธอที่สำนักงานใหญ่ของยูเอ็น ซึ่งนาย Knowles ได้ให้สัมภาษณ์อย่างดุเดือด และโจมตีเธอ โดยกล่าวว่า “เรื่องทั้งหมดนี้ ควรเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์” และมีการหยิบอาการป่วยมาเป็นข้อถกเถียง พร้อมทั้งพูดว่า “Mentally ill Swedish Child” ซึ่งหมายถึง “เด็กสาวชาวสวีเดนผู้ป่วยโรคจิต” อยู่หลายต่อหลายครั้ง

ถึงแม้ว่า Chris Hann หนึ่งในผู้ร่วมให้สัมภาษณ์จะร้องขอให้เลิกพูดคำพูดดังกล่าว แต่ก็ไม่เป็นผล และยังย้ำคำนี้อยู่ตลอด ภายหลังจากที่จบการสัมภาษณ์ลง โฆษกของสถานีได้ออกมาขอโทษกับการสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นไปเมื่อครู่นี้ พร้อมทั้งประกาศว่า ทางสถานีจะไม่มีวันติดต่อ Michael Knowles เพื่อขอสัมภาษณ์อีกในอนาคต เหตุเพราะการให้สัมภาษณ์สดของ Knowles เปรียบเสมือนผู้ใหญ่ที่กำลังรังแกเด็ก และเป็นการรังแกแบบออกสื่ออีกด้วย ดังที่ Chris Hann ได้กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่า…

“You’re a grown man and you’re attacking a child. Shame on you.” (คุณโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และคุณกำลังรังแกเด็กอยู่ คุณควรละอายใจกันบ้าง!)

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ คือ การหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยด้วยเหตุและผล ไม่ควรใช้อารมณ์ในการสนทนา และไม่ควรหยิบจุดด้อย หรือปมของฝ่ายตรงข้ามมาเป็นเครื่องมือ

ถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวของเกรตา เด็กสาววัย 16 ปีคนนี้จะค่อนข้างรุนแรงในสายตาหลาย ๆ คน แต่โปรดอย่ามองข้ามสาระสำคัญที่เธอต้องการจะบอกคนทั้งโลก นั่นคือ “ปัญหาสภาวะเรือนกระจก” ที่นับวันยิ่งทวีคูณความรุนแรง และส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ชีวิตสรรพสิ่งที่เริ่มล้มหายตายจากมากขึ้น บางชีวิตถึงขั้นสูญพันธุ์ ซึ่งถ้าไม่เริ่มลงมือป้องกันและช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง พร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่วันนี้ เมื่อถึงครานั้น ก็สายเสียแล้ว…

นี่แหละ… คือสิ่งที่เกรตา ธันเบิร์ก ต้องการนำเสนอจริง ๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!