จากสงครามธุรกิจ บานปลายกลายเป็นศึกแลกหมัดระหว่าง Musk กับ Zuckerberg ได้อย่างไร ?

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถ้าไม่นับข่าวอันน่าสลดของเรือดำน้ำไททัน ประเด็นที่หลาย ๆ คนน่าจะกำลังจับตามองอย่างจดจ่อ (และหลายคนก็ลุ้นให้มันเกิด) ก็คงหนีไม่พ้นศึกแลกหมัดแบบชกในกรงของมหาเศรษฐีระดับต้น ๆ ของโลกสองคนอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) และ อีลอน มัสก์ (Elon Musk)

ทั้งสองคน “ดูเหมือน” ตกลงกันแล้วว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของตัวเอง การปะทะครั้งนี้ (ถ้ามันเกิดขึ้น) อาจจะเกี่ยวเนื่องมาจากความรู้สึกไม่พอใจ ความตึงเครียดในการแข่งขันทางธุรกิจ และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมัสก์เข้าซื้อกิจการของทวิตเตอร์เมื่อปลายปีที่แล้ว

สถานการณ์ของทวิตเตอร์ที่ไม่ค่อยสู้ดี รายได้ที่ลดลงจากการที่บริษัทหลายแห่งหยุดโฆษณา เป็นการเปิดช่องว่างให้ซักเคอร์เบิร์กรุกคืบเข้าไปเพื่อหวังจะดึงผู้ใช้งานให้เข้ามาในแพลตฟอร์มของตัวเอง โดยล่าสุดก็พยายามสร้างฟีเจอร์ใหม่ให้กับอินสตาแกรมที่มีความคล้ายคลึงกับทวิตเตอร์เหมือนอย่างกับก๊อปกันมา (แหม!)

แม้ว่าทั้งสองคนยังไม่ได้แลกหมัดกัน (ในเวลานี้) แต่การออกตัวว่าพร้อมปะทะเปิดเผยแบบนี้ก็ชี้ให้เห็นถึงความรู้สึกถึงการแข่งขันที่อันดุเดือด ไม่ใช่แค่ในเชิงธุรกิจและแต่ดูเหมือนมีอะไรเป็นเรื่องส่วนตัวด้วย

ด้านหลังฉากตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ก็มีการปะทะคารมกันมาหลายเรื่องอย่าง AI และประเด็นต่าง ๆ ในรายงานของ ‘The Wall Street Journal’ ก็รายงานว่าคนที่อยู่ใกล้ชิดกับมัสก์และซักเคอร์เบิร์กมักจะได้ยินต่างฝ่ายต่างพูดจาถากถางอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ เช่น มัสก์จะบอกว่าซักเคอร์เบิร์กได้เงินมาง่าย ๆ ด้วยการสร้างซอฟต์แวร์ ส่วนเขาต้องทำงานหนักสร้างจรวดและรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ซักเคอร์เบิร์กก็อิจฉาอยากได้รับการชื่นชมจากคนอื่นว่าเป็นนวัตกรอย่างที่คนกล่าวถึงมัสก์บ้าง

หรืออย่างฟีเจอร์ใหม่ของของอินสตาแกรมที่มีความคล้ายกับทวิตเตอร์ ก็มีการบอกว่าผู้ใช้งานอยากได้โซเชียลแพลตฟอร์มที่ “ทำงานแบบมีสติ” ซึ่งก็เหมือนเป็นการแซะมัสก์ไปในตัว

อย่างที่เราทราบกันดีว่าหลังจากที่มัสก์เข้าซื้อทวิตเตอร์ก็มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น ทั้งการปลดพนักงานออกเพื่อลดค่าใช้จ่าย ความสับสนเกี่ยวกับติ๊กสีฟ้าและระบบสมาชิกรายเดือน รายได้โฆษณาที่ลดลงเพราะลูกค้าขาดความเชื่อมั่นในตัวแพลตฟอร์ม แม้กระทั่งการไม่จ่ายเงินค่าเช่าออฟฟิศหรือการขายประมูลป้ายไฟนกสีฟ้าก็ตาม

พอจับเรื่องราวเหล่านี้มาขยำรวม ๆ กันแล้วเราอาจจะมองได้ว่ามัสก์อาจจะทำอะไรไปตามอารมณ์และไร้เหตุผลอยู่บ่อย ๆ นั่นเอง (แม้ตอนนี้จะจ้าง ลินดา ยัคคาริโน ซีอีโอคนใหม่มาช่วยงาน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทและน่าจะมีโอกาสกลับมาสร้างรายได้มากขึ้นในอนาคต)

พอข่าวเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ที่คล้ายทวิตเตอร์มีคนพูดถึงเยอะ ๆ มัสก์ก็ออกอาการไม่ค่อยพอใจ เหน็บแนมว่าโลกคงรอไม่ไหวแล้วที่จะอยู่ภายใต้การควบคุมของซักเคอร์เบิร์กโดยไม่มีทางเลือกอื่น แต่อย่างน้อย ๆ มันก็คง “มีสติ” (แซะกลับบ้าง)

หลังจากนั้นคนก็มาแซวให้มัสก์ระวังให้ดีเพราะซักเคอร์เบิร์กช่วงที่ผ่านมาฝึกและลงแข่งยูยิตสู (ศิลปะป้องกันตัว) แล้วชนะด้วย มัสก์ก็มาตอบว่า “พร้อมจะชกในกรงนะ ถ้าเขาพร้อม”

ซักเคอร์เบิร์กก็แคปหน้าจอแล้วไปโพสต์บนสตอรี่ของตัวเองว่า “ส่งโลเคชันมาได้เลย” ซึ่งมัสก์ตอบกลับมาอย่างท้าทาย “ถ้าเอาจริง ก็เอาสิ” ก่อนที่จะทวีตโลเคชันเป็นการปะทะกันในกรงที่ลาสเวกัส

ถ้าย้อนกลับไปอีกสักหน่อยในปี 2016 เราอาจจะเห็นต้นกำเนิดของความบาดหมางใจกันตอนที่จรวดของมัสก์ที่จะขนส่งหนึ่งในดาวเทียมของเฟซบุ๊กขึ้นไปในอวกาศเพื่อขยายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตรอบโลกกลับระเบิดตอนเตรียมตัว จนทำให้แผนล่ม ซักเคอร์เบิร์กตอนนั้นก็ออกมาวิจารณ์มัสก์ไม่น้อย บอกว่า

“ผมรู้สึกผิดหวังมากที่ได้รู้ข่าวความล้มเหลวของ SpaceX ที่ทำลายดาวเทียมของเราที่จะช่วยสร้างเครือข่ายการเชื่อมต่อให้กับผู้ประกอบการมากมายและทุกคนในพื้นที่นั้น”

ปีต่อมาก็เริ่มปะทะฝีปากกันอีกในเรื่องของ AI โดยตอนนั้นมัสก์ออกมาเตือนว่ามันเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ เราควรระวังกันให้ดี ซักเคอร์เบิร์กก็ออกมาให้ความเห็นโต้ทันทีเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “สำหรับ AI ผมมองด้านบวกนะ คิดว่าใครก็ตามที่คิดลบและพยายามจะปลุกความคิดเรื่องวาระสุดท้ายของโลก ผมไม่เข้าใจเลย มันเป็นอะไรที่ลบมากในหลาย ๆ ทาง รู้สึกว่าไม่มีความรับผิดชอบเลย”

มัสก์ออกมาทวีตตอบแบบลากมาตบหน้ากลางสี่แยกว่า “ผมคุยกับมาร์กเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ความเข้าใจในประเด็นนี้ของเขาน้อยมาก ๆ”

ในปี 2018 ระหว่างที่กระแส ‘Delete Facebook’ ที่เกิดจากความกังวลเรื่องข้อมูลความเป็นส่วนตัว มัสก์ออกมาร่วมวงกับเขาด้วย ลบเพจเฟซบุ๊คของ Tesla และ SpaceX ทิ้งไปเลย และในปีที่แล้วก็เคยทวีตเอาไว้ว่า “เฟซบุ๊กทำให้ผมรู้สึกแหยง ๆ”

แต่ดูเหมือนว่าสำหรับทั้งคู่การปะทะทางคำพูด เหน็บแนม ถากถางนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งเวลาไม่พอใจ

อย่างมัสก์ออกมาแซะคนอื่น ๆ อย่าง บิล เกตส์ (Bill Gates), เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) หรือแม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) แต่ก็ไม่เคยท้าต่อยเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในเวลานี้ (แต่ปีก่อนที่สงครามรัสเซียยูเครนเริ่มต้น มัสก์เคยท้าตัวต่อตัวกับ วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แต่นั่นก็ไม่เกิดขึ้น)

ส่วนซักเคอร์เบิร์กก็ใช่ย่อย งัดกับ ทิม คุก (Tim Cook) ของแอปเปิ้ลเรื่องความเป็นส่วนตัว การอนุญาตให้ผู้ใช้งานเลือกได้ว่าจะให้แอปติดตามการใช้งานหรือเปล่า หรือแม้แต่เรื่องการเก็บส่วนแบ่งค่าบูสต์โพสต์ที่จ่ายผ่าน iOS ด้วย

ตอนนี้สถานการณ์ดูเหมือนว่ายังไม่มีอะไรแน่นอน อาจจะมีการชกกันเกิดขึ้นจริง ๆ หรืออาจจะไม่มีก็ได้ แต่บนโซเชียลมีเดียก็มีคนทั้งเชียร์ให้ต่อยกันเลย แต่ก็มีหลาย ๆ คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรให้มันเกิดขึ้นเลย โดยเฉพาะทั้งพ่อและแม่ของมัสก์เองก็ออกมาห้ามปราม แม่บอกว่าให้ยกเลิกแล้วปะทะกันด้วยคำพูดก็พอแล้ว ส่วนพ่อก็บอกว่ามันเป็นสถานการณ์ที่มัสก์ยังไงก็ดูไม่ดี ถ้าชนะก็เหมือนแกล้ง (เพราะตัวใหญ่กว่า) ถ้าแพ้ก็น่าอาย

แต่หากดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ถ้าไม่มีฝ่ายใดยอมถอยสักก้าวแล้วตั้งสติใหม่ สูดหายใจลึก ๆ แล้วเดินออกมาจากไฟแห่งความโกรธและอีโก้ที่พองโต เราอาจจะได้เห็นเหตุการณ์ที่บานปลาย จากสงครามน้ำลาย กลายเป็นการแลกหมัดกันระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคฯ

ซึ่งบทเรียนจากเรื่องนี้ก็ทำให้เห็นว่า ใครบางคนแม้จะเก่ง ฉลาด มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อคนสองพันล้านคน หรือสร้างจรวดเพื่อไปดาวอังคารได้ แต่พอมีความโทสะเข้าครอบงำ กลับดูไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

ที่มา:
The Wall Street Journal
Fortune Twitter
Facebook Twitter Twitter
Twitter Twitter

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส