ย้อนกลับไปเมื่อช่วงสิบปีก่อนที่ปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน ประชาชนต้องตื่นมาแล้วพบฝุ่นที่ตลบไปทั่วเมือง หนักถึงขั้นที่ไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ เครื่องวัดคุณภาพอากาศวัดคุณภาพอากาศได้ 655 USAQI ซึ่งถือว่า “เป็นอันตรายมาก” ขณะที่อนุภาคอื่น ๆ เช่น ฝุ่นละอองหยาบ หรือ PM 10 นั้น มีปริมาณสูงเกินกว่าที่เครื่องจะวัดได้ ทะลุ 999 µg/m3
ซึ่งการที่จีนเร่งพัฒนาเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมและการขยายเมืองอย่างรวดเร็วในช่วงปี 1970-1990 เป็นต้นทุนที่แลกมาด้วยมลพิษทางอากาศที่รุนแรงในเวลาต่อมา นำไปสู่ความจำเป็นในการประกาศสงครามกับมลพิษ เพื่อแก้ไขความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการเติบโตในอดีต และนำมาสู่คุณภาพอากาศที่อยู่ในระดับดีและระดับปกติเกือบทั้งปี
จีนทำได้ยังไง BT ขอพาไปดูแนวคิดและวิธีที่เปลี่ยนเมืองแห่งหมอกพิษให้สดใสได้อีกครั้ง

จีนใช้มาตรการเข้มงวด สยบฝุ่นจน (เกือบ) สิ้นซาก
จีนกวาดล้างวิกฤตฝุ่นด้วย 3 แผนยุทธศาสตร์ โดยเริ่มจากการใช้ยาแรงสั่งปิดโรงงานและคุมเข้มถ่านหิน (2013-2017) ต่อด้วยการประกาศสงคราม “Blue Sky War” เพื่อปฏิรูปพลังงานสะอาด (2018-2020) และปัจจุบัน (2023-2025) ได้ยกระดับสู่การเป็นเมืองสีเขียวด้วยนวัตกรรม EV และการเพิ่มพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ ส่งผลให้ค่า PM 2.5 ลดลงอย่างต่อเนื่องและสามารถคืนวันฟ้าใสให้ประชาชนได้มากกว่า 290 วันต่อปีอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดสำคัญในการเปลี่ยนฝุ่นเป็นอากาศบริสุทธิ์ ดังนี้
- การหยุดมลพิษจากโรงงาน
จีนไม่ได้แค่สั่งให้ลดการปล่อยควัน แต่เลือกที่จะรื้อโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี จีนสั่งปิดเหมืองถ่านหินผิดกฎหมายและโรงงานเหล็กที่ไร้ประสิทธิภาพนับพันแห่ง โดยเฉพาะในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนักรอบปักกิ่ง
สำหรับโรงงานไฟฟ้าถ่านหินขนาดเล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน รัฐบาลสั่ง “ระงับการใช้งานชั่วคราว” (Mothballed) และจะอนุญาตเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีระบบความปลอดภัยต่อโครงข่ายไฟฟ้าส่วนรวมเท่านั้น และโรงงานกว่า 2,560 แห่งถูกสั่งให้ปรับปรุงระบบบำบัดมลพิษให้ได้มาตรฐานสูงสุด หากทำไม่ได้ต้องปิดตัวลงทันที
- การจัดการอย่างจริงจังและเข้มงวด
ปักกิ่งจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจตำรวจสิ่งแวดล้อมเพื่อสอดส่องความเรียบร้อยใน 16 เขต หน้าที่ของพวกเขาคือจัดการตั้งแต่เรื่องใหญ่อย่างการลักลอบปล่อยน้ำเสีย ไปจนถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างการเผาขยะและการปิ้งย่างกลางแจ้งที่ไร้ระบบจัดการควัน
รัฐบาลกลางปรับเกณฑ์การประเมินผลงานเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น จากเดิมที่เน้นแค่ตัวเลข GDP เปลี่ยนมาเป็นการให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศ หากพื้นที่ไหนฝุ่นไม่ลด เจ้าหน้าที่ระดับสูงอาจถูกลงโทษหรือหมดอนาคตทางราชการ
- หยุดมลพิษจากการขนส่ง
การขนส่งคือต้นเหตุสำคัญของ PM 2.5 จีนจึงแก้เกมด้วยแผนระยะยาวในปี 2025 อาทิ
- Supercharger Network จีนตั้งเป้าสร้างสถานีชาร์จด่วน (Supercharger) ให้ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 80% ของพื้นที่พักรถบนทางหลวงสายหลักในโซนเศรษฐกิจสำคัญ (ปักกิ่ง-เทียนจิน-เซี่ยงไฮ้) ภายในปี 2025
- Green Electricity ในปี 2024 เพียงปีเดียว ปักกิ่งสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าสีเขียว (พลังงานสะอาด) ได้ถึง 26% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในเมือง
อีกทั้งยังได้เพิ่มสวนสาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันพื้นที่ปักกิ่งมีสวนสาธารณะมากถึง 1,100 แห่ง นอกจากนี้ จีนยังเปลี่ยนพื้นที่รกร้างและพื้นที่อุตสาหกรรมเก่าให้กลายเป็นปอดของเมือง มีการสร้างเส้นทางสีเขียวเชื่อมต่อรอบเมือง รวมถึงตกแต่งสะพานลอยกว่า 300 แห่งด้วยต้นไม้ เพื่อดักจับฝุ่นในระดับถนน ในปี 2024 ปักกิ่งมีวันที่อากาศดี (Good air quality days) ถึง 290 วัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 19 วัน แม้สภาพอากาศจะไม่อำนวยก็ตาม
ความสำเร็จนี้ไม่ได้แลกมาง่าย ๆ จีนยอมทุ่มงบประมาณมหาศาลกว่า 1.7 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 8 ล้านล้านบาท) ในแผนเฟสแรก เพราะรู้ดีว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพประชาชนนั้นแพงกว่าค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหามลพิษ

PM 2.5 ลดเท่ากับอายุที่ยาวขึ้น
ทางการด้านสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นประกาศเมื่อ 11 มกราคม 2026 ที่ผ่านมาว่า กรุงปักกิ่งเผชิญกับวันที่มีมลพิษทางอากาศรุนแรงเพียง 1 วัน เท่านั้นตลอดปี 2025 ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างน่าทึ่งจากปี 2013 ที่เคยสูงถึง 58 วัน พร้อมประกาศชัยชนะครั้งสำคัญในยุทธการต่อต้านมลพิษทางอากาศของเมืองหลวงแห่งนี้
สำนักนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมเทศบาลกรุงปักกิ่ง ระบุในการแถลงข่าวว่า ข้อมูลนี้บ่งชี้ว่าวันที่มีมลพิษรุนแรง (ซึ่งนิยามโดยค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ได้ถูกกำจัดให้หมดไปจากเมืองหลวงของจีนอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ ค่า PM 2.5 ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศที่สำคัญ คือการตรวจวัดอนุภาคในอากาศที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 2.5 ไมครอนหรือเล็กกว่านั้น
ในความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 รายปีของกรุงปักกิ่งในปี 2025 อยู่ที่ 27.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขลดลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 30 ไมโครกรัม นับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัด
นอกจากนี้ สถิติจากทางสำนักฯ ระบุว่าตลอดปี 2025 ปักกิ่งบันทึกจำนวนวันที่มีคุณภาพอากาศดีได้ถึง 348 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2013 ถึง 144 วัน หรือมากกว่าเดิมเกือบ 5 เดือน ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นแบบเห็นผลจริง ในขณะที่ไทยยังจมฝุ่นอยู่ที่เดิม

จีนทำได้ แล้วไทยติดอะไร ?
สุดท้ายคำถามอาจจะไม่ใช่ว่าประเทศจีนทำได้ยังไง แต่เราอาจจะต้องถามตัวเองกลับว่าแล้วทำไมประเทศไทยถึงทำไม่ได้ ยังติดหล่มอะไรอยู่ ทั้งที่อากาศสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับ และรัฐบาลต้องเป็นผู้จัดหาให้
แม้จะเริ่มมีความหวังกับ พรบ. อากาศสะอาด แต่ก็ยังคงอยู่ในกระบวนการที่ยังไม่สามารถหาบทสรุปได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นกฎหมายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่กฎหมายนี้กลับทำให้เป็นจริงได้ยากเย็น ล่าช้าสวนทางกับตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจ
บทความนี้จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสียงสะท้อนของประชาชนคนธรรมดาที่ใช้อากาศหายใจร่วมกัน ตั้งคำถามถึงจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีใครควรเจ็บป่วยด้วยการหายใจ อากาศสะอาดไม่ควรถูกเรียกร้อง และการทำเพื่อประชาชนไม่ควรเป็นเรื่องล่าช้า ต้องจัดการทันที













