“อดทนไปก่อน เดี๋ยวอะไร ๆ ก็ดีขึ้นเอง” ประโยคสุดคลาสสิกที่คนทำงานวัยเก๋าต่างพากันบอกต่อเด็กรุ่นใหม่ในที่ทำงาน เราต่างถูกสอนมาให้เกาะเก้าอี้ไว้ให้แน่นที่สุดจนกว่าจะได้ที่ทำงานใหม่ เพราะความเสี่ยงด้านการเงินที่ตามมา น่ากลัวกว่าความเหนื่อยล้าทางใจซะอีก
Gen Z : งานต้องดีต่อใจ ถ้าไม่ใช่ก็แค่ “แยกทาง”
สำหรับ Gen Z งานไม่ใช่แค่ทำเพื่อได้เงิน และความสุขก็ไม่ใช่แค่โบนัสปลายปี แต่มันคือพื้นที่ที่ต้องตอบโจทย์ความหมายของชีวิตด้วย
ผลสำรวจจาก Oliver Wyman ที่ถามความเห็น Gen Z (อายุ 18-25 ปี) กว่า 10,000 คนในประเทศสหรัฐฯ และอังกฤษ พบว่าพวกเขามีมุมมองกับการทำงานโดยเน้นความสุข สุขภาพจิต และชีวิตที่บาลานซ์เป็นที่ตั้ง พร้อมมูฟออนไปหาสิ่งที่ดีกว่าโดยไม่รู้สึกผิด
เพราะสำหรับคนรุ่นนี้ การว่างงานไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือช่วงเวลา “Reset” ระบบชีวิต ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองถูกกัดกร่อนในที่ทำงานที่ไม่เคยมองเห็นคุณค่าของพวกเขาเลย
เหตุผลที่ Gen Z กลายเป็นเจ้าแห่งการ “Job Hopping”
จากข้อมูลของ Oliver Wyman บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก สรุปปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นนี้เปลี่ยนงานบ่อย ดังนี้
- Work-Life Balance คือสิ่งที่ตามหา : Gen Z เติบโตมาในช่วงโควิด-19 ทำให้เห็นว่าการทำงานว่าไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงแค่ในออฟฟิศ หากบริษัทไหนยังคาดหวังให้พนักงานสแตนด์บายตอบไลน์ 24 ชั่วโมง หรือทำงานล่วงเวลาโดยไม่มีสวัสดิการรองรับ Gen Z พร้อมจะโบกมือลาทันที
- ความก้าวหน้าต้องชัดเจน : การทำงานแบบ “อยู่นาน ๆ เดี๋ยวก็ได้ดีเอง” ใช้ไม่ได้กับคนรุ่นนี้ หากองค์กรไม่มีแผนการเติบโตที่ชัดเจน หรือไม่มีพื้นที่ให้แสดงศักยภาพ Gen Z จะรู้สึกว่ากำลังเสียเวลาชีวิต และพร้อมจะไปแสวงหาโอกาสใหม่ที่ให้ค่าความสามารถของเขามากกว่า
- เบื่อง่าย ชอบความท้าทายใหม่ ๆ : เมื่อไหร่ที่เนื้องานเริ่มเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ไม่ได้ใช้ทักษะอย่างเต็มที่ หรือขาดความท้าทายใหม่ ๆ คนรุ่นนี้จะเกิดอาการอิ่มตัวได้ง่าย การ Job Hopping จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่ทำงาน แต่คือการ แสวงหาความตื่นเต้นและทักษะใหม่ด้วย

ไม่ใช่แค่ Gen Z แต่ Millennials ก็เริ่มเปลี่ยนไป
แม้ภาพลักษณ์ของ Millennials หรือ Gen Y จะดูมีความมั่นคงมากกว่า แต่เทรนด์การเปลี่ยนงานบ่อย ก็กำลังระบาดในกลุ่มนี้เช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการอัปฐานเงินเดือนให้ทันสภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งการเปลี่ยนงานกลายเป็นวิธีที่เพิ่มรายได้ได้รวดเร็วกว่าการรอโบนัสหรือการปรับเงินเดือนประจำปี
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรยุคใหม่ไม่สามารถใช้ไม้ตายเรื่องความมั่นคง มาดึงตัวคนรุ่นใหม่ไว้ได้อีกต่อไป
หากบริษัทต้องการรักษา Talent กลุ่มนี้ไว้ สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แค่การเพิ่มเงินเดือน แต่คือการสร้าง “Work Culture” ที่ดี มีความโปร่งใส ให้อิสระในการทำงาน และทำให้พวกเขารู้สึกว่างานที่ทำมีคุณค่าจริง ๆ
สุดท้ายแล้ว มุมมองต่อการทำงานจะยังคงเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ไม่ว่าคุณจะเลือกความมั่นคงในระยะยาว หรือเลือกความสบายใจในปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การหาคำตอบว่าใครถูกหรือผิด แต่คือการถามตัวเองว่า “งานที่เราทำอยู่ตอนนี้ ให้ชีวิตแบบที่เราต้องการจริง ๆ ไหม ?”













