ย้อนไปงาน WEF 2018 เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว แจ็ก หม่า (Jack Ma) ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบา (Alibaba) ได้พูดถึงความสำเร็จและแนวคิดที่เขาใช้ในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมันไม่ใช่การนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ หรือการหาคนเก่งระดับหัวกะทิมาทำงานในบริษัทเท่านั้น แต่กลับเป็นเรื่องของ ‘ความรัก-ความใส่ใจ’ โดยเฉพาะถ้าความใส่ใจนั้นมาจากผู้หญิง
ปัจจุบัน (28 มกราคม 2026) มูลค่าของบริษัทอาลีบาบาอยู่ที่ 247,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 7.67 ล้านล้านบาท) มาดูกันว่าแนวคิดอะไรที่แจ็ก หม่าได้แบไต๋ไว้ในปี 2018 จนทำให้บริษัทเติบโตมากถึงขนาดนี้
บริษัทที่มีผู้หญิงเยอะคือเคล็ดลับที่อาลีบาบาเติบโต ?
แจ็ก หม่าพูดว่าแก่นหลักของการดำเนินบริษัทตามฉบับอาลีบาบา คือการให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- ลูกค้า
- พนักงาน
- ผู้ถือหุ้น
ดังนั้นเมื่อพูดถึงว่าอันดับความสำคัญที่หนึ่งคือลูกค้า การบริการจึงเป็นเรื่องสำคัญ หม่าบอกว่าบริษัทมีผู้หญิงกว่า 49% และแม้ว่าอาลีบาบาจะเป็นบริษัทที่ดูเหมือนว่าจะต้องการผู้ชายเยอะ ๆ แต่หม่าไม่ได้มองแบบนั้นเลย เขามองว่าพนักงานผู้หญิงนั้นจำเป็นกว่าที่คิด
อย่าลืมว่าเป้าหมายข้อ 1 ที่สำคัญของอาลีบาบาคือการ ‘บริการลูกค้า’ หม่าบอกว่าผู้หญิงเวลาสั่งซื้อของ จากสถิติเธอเหล่านี้มักซื้อของเพื่อ ‘คนที่พวกเธอใส่ใจ’ อาจจะเป็นเพื่อน ลูก สามี พ่อ-แม่ แต่ในทางตรงกันข้ามจากสถิติแล้วผู้ชายมักซื้อของเพื่อตัวเองมากกว่า หม่าบอกว่ามันไม่ได้ผิด แต่มันน่าสนใจ เพราะนี่คือสถิติที่กำลังสะท้อนว่า ผู้หญิงมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความใส่ใจ’ เป็นทุนเดิม และมันทำให้ไอเดียเรื่องการบริหารบริษัทที่ยกให้ลูกค้าเป็นที่หนึ่งอย่างอาลีบาบามีพนักงานที่มีความใส่ใจในลูกค้า มีหัวใจรักในการบริการเป็นฐานที่แข็งแกร่งนั่นเอง
พวกเธอเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ความรักและความใส่ใจที่มาจากแนวคิดของพนักงานผู้หญิงนั้นสำคัญกว่าที่คิด ‘Because they care, that makes them different’ เพราพวกเขาใส่ใจ เลยทำให้พวกเขาแตกต่าง
พลังแห่ง 3Q : เคล็ดลับความสำเร็จฉบับแจ็ก หม่า
แจ็ก หม่า เชื่อว่าคนเราหรือองค์กรจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความเก่งด้านความเฉลียวฉลาด (IQ) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
- IQ (ความฉลาดทางปัญญา) : คุณต้องมีสิ่งนี้ เพื่อให้คุณ ‘ไม่แพ้’ หรือรู้ทันเกมธุรกิจ ไม่ล้มเหลวเร็วเกินไป
- EQ (ความฉลาดทางอารมณ์) : หากคุณต้องการ ‘ความสำเร็จ’ ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
- LQ (Love Quotient – ความฉลาดในการรักและความใส่ใจ) : คุณต้องมีสิ่งนี้ หากคุณต้องการได้รับ ‘ความเคารพ’
ในมุมมองของหม่า แม้ว่าความเฉลียวฉลาด (IQ) และทักษะทางสังคม (EQ) จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่พาคุณไปสู่ความมั่งคั่งได้ แต่กุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณแตกต่างและชนะใจผู้คนจนได้รับความเคารพอย่างแท้จริงนั่นคือ LQ (Love Quotient)
สิ่งนี้เปรียบเสมือน ‘Wisdom with care’ หรือปัญญาที่มาพร้อมกับความใส่ใจ เพราะเมื่อผู้นำหรือองค์กรมี LQ เป็นที่ตั้ง เป้าหมายจะไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ตัวเลขผลกำไร แต่จะขยายไปถึงการสร้างความสุขให้กับลูกค้าและพนักงาน ซึ่งความห่วงใยนี้เองคือจุดแข็งที่ทำให้ธุรกิจมีความโดดเด่น เหนือกว่าคู่แข่ง และได้รับการยอมรับจากหัวใจของผู้คนอย่างยั่งยืน
ในบริบทของการบริหารงานแจ็ก หม่ามองว่าผู้ชาย (ส่วนใหญ่) มักมีจุดเด่นเรื่อง IQ แต่อาจขาดความละเอียดอ่อนในด้าน EQ และ LQ ดังนั้นการมีผู้หญิงเข้ามาในองค์กรจึงเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญมาก เขาเปรียบเทียบว่าบริษัทที่มีแต่ผู้ชายว่า เสมือน ‘เหล็กที่ขาดน้ำ’ แม้แข็งแกร่งทนทาน แต่เปราะบางและหักง่าย (Man is like a steel, if you don’t put water inside it’s too tough but easy to break.) การผสมผสานความอ่อนโยนของผู้หญิงเข้ากับความแข็งแกร่งของผู้ชาย จึงเป็นเคล็ดลับความสมดุลที่ทำให้องค์กรยืดหยุ่น แข็งแรง และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
สิ่งที่หลายคนมองข้ามในกลยุทธ์ของ แจ็ก หม่า แท้จริงแล้วคือศิลปะแห่งความสมดุลตามหลัก ‘หยินหยาง’ ในขณะที่โลกธุรกิจส่วนใหญ่มุ่งเน้นแต่ความเป็น ‘หยาง’ คือความเร็ว ความดุดัน และผลกำไร แต่หม่ากลับให้ความสำคัญกับความเป็น ‘หยิน’ คือความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งก็ไม่แปลกใจที่หม่าจะชอบไอเดียนี้เพราะมันคือรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่หลอมตัวเขามา
ความแข็งแกร่ง ดุดัน หรือ IQ เปรียบเสมือนพลังแห่ง ‘หยาง’ ในขณะที่ความอ่อนโยน ความใส่ใจ หรือ LQ เปรียบเสมือนพลังแห่ง ‘หยิน’ แจ็ก หม่ากำลังบอกเราว่า ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากความแข็งแกร่งเพียงด้านเดียว แต่เกิดจาก ‘สมดุล’ ที่ลงตัวระหว่างสองขั้ว ซึ่งจะช่วยประคองให้ธุรกิจยืนหยัดอยู่ได้ยาวนาน ไม่แตกหักไปตามกาลเวลา













