ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้วในช่อง Stanford Graduate School of Business สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ซีอีโอของ Microsoft ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับหลายประเด็น รวมถึงเรื่องการก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอของ Microsoft แต่สิ่งที่ทำให้บทสัมภาษณ์นี้ยังคงทันสมัยและน่าตื่นเต้นอยู่เสมอ กลับไม่ใช่แค่เรื่องราวส่วนตัว แต่เป็นปรัชญาการบริหารองค์กร ซึ่งทีม BT มองว่าเป็นหัวใจสำคัญที่องค์กรยุคนี้สามารถหยิบไปปรับใช้ได้
มาเจาะลึกไปพร้อมกันว่า แนวคิดที่เปลี่ยนโลกของเขามีความพิเศษอย่างไร และจะช่วยปลดล็อกศักยภาพในตัวพวกเราได้อย่างไรบ้าง
- เปลี่ยนจากองค์กรที่เก่งทุกอย่าง เป็นองค์กรที่พร้อมเรียนรู้ทุกอย่าง
นาเดลลาย้ำว่าเมื่อก่อน Microsoft มักจะถูกมองว่าเป็นบริษัทที่เก่งอันดับต้น ๆ แต่นาเดลลาบอกว่าความเก่งมันเป็นเรื่องที่ชั่วคราวมาก ๆ เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ Microsoft จะไม่สามารถเป็นบริษัทที่เก่งตลอดไปได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเป็นองค์กรที่พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา เปลี่ยนจากองค์กรที่ Know-it-all เป็นองค์กรที่ Learn-it-all
- คนที่มีความแตกต่างต้องมีส่วนร่วม (Inclusivity)
ทุก ๆ ปีจะมีนักศึกษาฝึกงานเข้ามาร่วมบริษัท ซึ่งพวกเขาทุกคนก็ต่างมีความหลากหลายมากขึ้นทุก ๆ ปี การมีสภาพแวดล้อมที่รองรับความหลากหลาย นาเดลลามองว่าเป็น ‘Real currency’ หรือ มูลค่าของแท้ที่ควรโฟกัส เพราะการยอมรับความแตกต่างที่ดีที่สุดคือการที่พนักงานรู้สึก ‘ได้มีส่วนร่วม’ และนี่ก็เป็นหน้าที่ที่ผู้นำต้องทำ
- Growth Mindset จะช่วยให้พนักงานกล้าลอง กล้าเสี่ยง และได้เรียนรู้จริง ๆ
นาเดลลาบอกว่า ตัวเขาในฐานะผู้นำต้องเผชิญหน้ากับ Fixed Mindset หรือความคิดแบบเดิม ๆ ของตัวเองทุกวัน เขาต้องยอมรับว่าเขาไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมที่อยากเป็น กับประสบการณ์การทำงานจริง ๆ แน่นอนว่ามันยากถ้าเราจะทิ้งอีโกที่ว่าเราไม่สมบูรณ์แบบเพราะเราอยู่ในโลกที่วัดว่า ‘คุณอยู่ใกล้กับความสมบูรณ์แบบมากแค่ไหน’ แต่การมี Growth mindset จะทำให้คนอื่น ๆ ในองค์กรกล้าลองเสี่ยง และถ้าผลลัพธ์ออกมาไม่ดีก็ได้เรียนรู้อะไรสักอย่างจากตรงนั้น มากกว่าการพยายามทำตัวสมบูรณ์แบบไม่กล้าลองอะไรเลย
- ตัดสินใจให้เด็ดขาด และลุยให้เต็มที่
หนึ่งสิ่งที่ผู้นำทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้คือการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด นาเดลลาเล่าถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อตอนที่เขายังดูแลส่วนงาน Server and Tools (ซึ่งต่อมาคือ Azure) เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะในขณะนั้นรายได้หลักของ Microsoft มาจากซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมที่มีกำไรสูงมาก แต่การจะทำ Cloud นั้นต้องลงทุนมหาศาลและมีโครงสร้างกำไรที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาเล่าว่า สตีฟ บัลเมอร์ (Steve Ballmer) CEO ในขณะนั้น ได้ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดให้เขา คือการบอกว่า
“ไม่ต้องกังวลเรื่องอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจคลาวด์ในช่วงแรก”
นี่คือการปลดล็อกข้อจำกัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะหากผู้นำยังยึดติดกับตัวเลขกำไรแบบเดิม ทีมงานจะไม่กล้าเสี่ยงลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่เห็นผลกำไรทันที
หน้าที่ของผู้นำระดับสูงไม่ใช่แค่การสั่งการ แต่คือการ ‘แบกรับความเสี่ยงแทนทีม’ โดยการขจัดข้อกำหนดหรือตัวชี้วัด (KPIs) ที่ขัดขวางนวัตกรรมออกไป เพื่อให้คนหน้างานสามารถโฟกัสกับการสร้างอนาคตได้เต็มที่
- เปิดใจให้กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในเชิงบวก
เมื่อถูกถามถึงความก้าวหน้าของ AI นาเดลลามีมุมมองว่าเราควรจะเปลี่ยนจาก ‘ความกลัวว่าจะถูกแทนที่’ เป็น ‘ความตื่นเต้นที่จะได้ลองอะไรใหม่ ๆ’ แทน
เพราะเขาไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีจะมาแทนที่ใคร แต่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยทลายกำแพงเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางการเรียนรู้ หรือการช่วยงานให้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น (เช่น Agentic AI) เพื่อส่งต่อโอกาสที่เท่าเทียมให้ทุกคนได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ
นาเดลลาเชื่อว่า การปล่อยให้ AI ช่วยดูแลงานที่ซ้ำซากจำเจ เพื่อคืนอิสระให้เราได้กลับไปโฟกัสกับสิ่งที่มีเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น ทั้งการปลดปล่อยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และการส่งต่อความเห็นอกเห็นใจให้แก่กัน ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่เทคโนโลยีไม่มีวันพรากไปจากเราได้เลย
สำหรับคนที่คาดหวังว่าการบริหารของนาเดลลาจะดูเน้นไปที่การบริหารแบบเชิงรุก อาจเป็นแนวคิดที่ผิดไปเลย เพราะการบริหารในฐานะผู้นำระดับโลกสำหรับนาเดลลาคือการบริหารแบบ Passive ร่วมกับการมีจิตวิทยาที่ดีมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปล่อยอีโก ยอมรับความแตกต่าง การมี Growth mindset การกล้าเสี่ยง และการมีมุมมองเชิงบวกต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นวิธีการและแนวคิดของผู้นำที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกองค์กรและทุกธุรกิจ
นาเดลลาจบเซสชันด้วยคำแนะนำสั้น ๆ ว่า
“Be bold and be right – จงกล้าหาญและทำในสิ่งที่ถูกต้อง”
เพราะถ้าคุณไม่กล้า คุณจะทำอะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าคุณไม่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง คุณก็จะไม่ได้อะไรเลย













