กระแสปักปากกา หรือที่เลี่ยงบาลีว่าปักตะกร้าได้รับความนิยมมากขึ้นจนอาจเรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ในการลดน้ำหนัก ซึ่งในเชิงการแพทย์ การปักปากกาช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น การปักปากกไม่ใช่แค่ช่วยลดน้ำหนัก แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคอื่นที่ตามมา อย่างโรคเบาหวาน ภาวะไขมันพอกตับ และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน
แต่รู้ไหมว่าตัวยาในปากกาที่ปัก ๆ กันอยู่ มีต้นแบบมาจากน้ำลายของกิ้งก่าที่ชื่อว่า ‘กิลามอนสเตอร์’ (Gila Monster) สิ่งมีชีวิตตัวลายส้ม-ดำที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากยุคดึกดำบรรพ์ จากทะเลทรายโซโนรา (Sonoran Desert) อันร้อนระอุในแถบสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก

แล้วมนุษย์รู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เลื้อยคลานตัวนี้มีสารที่จะกลายมาเป็นต้นแบบของยา GLP-1 (Glucagon-like peptide-1) ที่มีความสำคัญในการรักษาโรคอ้วนในปัจจุบัน BT beartai จะพาไปหาคำตอบกัน
GLP-1 คือ ตัวยาที่เข้าไปรีเซ็ตระบบเผาผลาญผ่านการเลียนแบบฮอร์โมนธรรมชาติ โดยทำหน้าที่สั่งการให้สมองรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นพร้อมชะลอการย่อยอาหาร ใช้รักษา โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และ โรคอ้วน ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
กิ้งก่าทะเลทรายกับความลับในน้ำลาย
ความสามารถในการสังเกตของมนุษย์นี่ก็น่าทึ่งไม่น้อย เพราะดันมีนักวิทยาศาสตร์เขาไปเจอความพิเศษของกิ้งก่าชนิดนี้ คือ มันกินอาหารเพียงไม่กี่มื้อต่อปี แต่ละมื้ออาจใหญ่ถึง 1 ใน 3 ของน้ำหนักตัว เทียบกับมนุษย์ที่กิน 3 มื้อต่อวัน หรือ 1,095 มื้อต่อปี แถมยังกินได้ทีละเล็กละน้อย
ประเด็นที่น่าทึ่งคือ ทำไมมันไม่หิว และทำไมระดับน้ำตาลในเลือดของมันถึงไม่พุ่งสูงจนช็อกตายหลังจากกินมื้อใหญ่ขนาดนั้น ?
คำตอบถูกค้นพบโดย ดร. จอห์น เอ็ง (Dr. John Eng) นักวิจัยจากศูนย์การแพทย์ VA (Veterans Affairs Medical Center) ในนิวยอร์ก ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เขาพบว่าในน้ำลายของกิลามอนสเตอร์มีเปปไทด์ Exendin-4 ที่ทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมน GLP-1 ในมนุษย์ถึง 53%
ในร่างกายมนุษย์ เรามี GLP-1 ทำหน้าที่สั่งให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินเพื่อคุมน้ำตาลหลังกินข้าว แต่ปัญหาคือ GLP-1 ของคนเรานั้น ถูกทำลายโดยเอนไซม์ในร่างกายภายในเวลาเพียง 1-2 นาทีเท่านั้น แต่ Exendin-4 จากน้ำลายกิ้งก่ากลับ “อึด” กว่าอย่างไม่น่าเชื่อ มันสามารถทนต่อการถูกทำลายและออกฤทธิ์ได้นานกว่าฮอร์โมนในตัวเราหลายเท่าตัว ดร. จอห์น เอ็ง ได้ตีพิมพ์การค้นพบนี้ในวารสาร Journal of Biological Chemistry (1992) ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการยารักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วนไปตลอดกาล
ความทนทานของเปปไทด์จากกิ้งก่านี้เอง คือกุญแจสำคัญที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนา “ยาฉีด” ที่ให้ผลลัพธ์ยาวนาน จากที่ต้องฉีดบ่อย ๆ กลายเป็นฉีดเพียงสัปดาห์ละครั้งในปัจจุบัน
การค้นพบนี้นำไปสู่การสร้างยาตัวแรกที่ชื่อว่า Exenatide (Byetta) ซึ่งได้รับการรับรองจาก FDA ในปี 2005 และเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนายากลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists รุ่นต่อมาที่เราคุ้นหูกันดีในชื่อ Semaglutide (เช่น Ozempic หรือ Wegovy)
สิ่งที่เริ่มต้นจากการสังเกตพฤติกรรมการกินของกิ้งก่า กลายมาเป็นนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตคนนับล้าน ข้อมูลจาก American Diabetes Association (ADA) ระบุว่ายากลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ช่วยคุมน้ำตาล แต่ยังลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และที่สั่นสะเทือนวงการที่สุดคือ “การลดน้ำหนัก” ที่เห็นผลชัดเจนจนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก
จากเคสนี้เราพอจะทำให้เราเห็นภาพว่าธรรมชาตินั้นมหัศจรรย์แค่ไหน และความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ที่มองผ่านไปยังกิ้งก่าตัวเล็ก ๆ สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่าใครจะนึกถึง แต่ถึงอย่างนั้น ยาทุกชนิดมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงได้ ก่อนจะปักปากกา แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยก่อนเสมอ













