คนไทยน่าจะรู้กันดีว่าช่องทางหลักในการขายสินค้าที่ได้ผลและเป็นที่นิยมที่สุดคือการขายผ่านคลิป หรือการปักตะกร้า รวมไปถึงการไลฟ์สด นี่ยังไม่รวมการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ทั่วไปที่ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียด้วย แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือยอดขายของออนไลน์ในไทยนั้นโตมาก จนพุ่งมาติดเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาค ASEAN
ล่าสุดจากรายงานสรุปของ Google, Temasak, และ Bain & Company พบว่าจำนวนผู้ค้าที่ทำวิดีโอเพื่อการพาณิชย์ในไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 175% ถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในอาเซียน ส่งผลให้ไทยมีจำนวนผู้ขายที่สร้างคอนเทนต์ขายของผ่านวิดีโอสูงถึงกว่า 850,000 ราย !
ไทยได้กลายเป็นตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคด้วยปริมาณธุรกรรมมากถึง 1,300 ล้านครั้ง โดยที่กลุ่มสินค้าที่ได้รับการมีส่วนร่วมมากที่สุดคือสินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับ คิดเป็น 21% ของมูลค่ารวมของวิดีโอคอมเมิร์ซ
ข้อมูลชุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการชอปปิงของคนไทยได้เปลี่ยนผ่านจากการค้นหาสินค้าแบบเดิม เข้าสู่ยุค ‘Shoppertainment’ อย่างเต็มตัว โดยเน้นการตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์และความบันเทิงจากการรับชมคลิปสั้นและ Live Streaming เป็นหลัก
ความย้อนแย้งท่ามกลางวิกฤตหนี้สินครัวเรือน
แม้สถิติการชอปออนไลน์จะดูคึกคัก แต่ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงแตะระดับ 89% ของ GDP ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่ากังวลมาก จากรายงานผู้เชี่ยวชาญได้บอกว่าความย้อนแย้งนี้เกิดขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการ ‘ความสุขในทันที’ (Instant Gratification) ประกอบกับกลยุทธ์ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่นำเอาระบบ Buy Now Pay Later หรือการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เข้ามาช่วยทลายกำแพงการตัดสินใจ ทำให้แม้ว่าเงินในกระเป๋าจะตึงตัว แต่ผู้บริโภคก็ยังสามารถจับจ่ายผ่านการผ่อนชำระที่ง่ายขึ้นเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส
ดังนั้นหากมองลึกเข้าไป การเติบโตของยอดขายของในคลิปที่สูงถึง 175% และความขัดแย้งท่ามกลางวิกฤตหนี้สินครัวเรือนมันคือเรื่องเดียวกันอย่างเป็นนัย และการมีระบบซื้อก่อนจ่ายทีหลังที่เข้ามามบทบาทอาจทำให้ความวินาศดูใกล้ตัวมากขึ้นไปอีก
ทิศทางธุรกิจและการปรับตัวสู่ปี 2026
แนวโน้มอีคอมเมิร์ซในปี 2026 จะไม่ใช่แค่การเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการแข่งขันด้านประสิทธิภาพและการบริหารจัดการ โดยเราจะเห็นการใช้ AI และ Commerce OS เข้ามาจัดการระบบหลังบ้านให้มีความเป็นออโตเมชันมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบาง สินค้ากลุ่มความงามและแฟชั่นจะยังคงครองแชมป์ยอดขายสูงสุดในตลาดวิดีโอ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวจากการเป็นแค่คนขายของ มาเป็นนักเล่าเรื่องด้วยข้อมูล เพื่อที่จะสามารถดึงเงินจากกระเป๋าผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นได้อย่างแม่นยำมากขึ้น













