กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว หลายคนก็คงจะสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่พุ่งสูง แสงแดดที่จัดจ้านกว่าช่วงไหน ๆ
แน่นอนว่านอกจากความร้อนที่พุ่งสูง (เกือบจะ) ทะลุ 35 องศาเซลเซียสทุกวันแล้วนั้น ภัยร้ายอีกอย่างที่มาพร้อมกันในฤดูนี้คือ รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสี UV ที่ในช่วงนี้มักสูงจนแทบจะขึ้นไปแตะบาร์สูงสุดที่จะวัดได้ (แต่ฤดูอื่นก็ใช่ว่าจะไม่สูงนะ แค่อาจจะยังไม่เท่าฤดูนี้ 😀)
รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสี UV คืออะไร ?
รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet Radiation) หรือที่เรียกกันติดปากว่า รังสี UV เป็นรังสีชนิดไม่ก่อให้เกิดไอออน ซึ่งปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์และแหล่งกำเนิดแสงเทียม อย่างเช่น เตียงอาบแดด (Tanning Beds) หลอดไฟและเลเซอร์บางประเภท
โดยรังสี UV เป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้ารูปแบบหนึ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เนื่องจากรังสีชนิดนี้มีความยาวคลื่นสั้นมาก ระหว่าง 100 ถึง 400 นาโนเมตร แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามช่วงความยาวคลื่น ได้แก่
- รังสี UVA มีความยาวคลื่น 315 ถึง 400 นาโนเมตร
- รังสี UVB มีความยาวคลื่น 280 ถึง 315 นาโนเมตร
- รังสี UVC มีความยาวคลื่น 100 ถึง 280 นาโนเมตร (ถูกดูดซับในชั้นบรรยากาศโอโซนไปทั้งหมด จึงทำให้ไม่มีรังสี UVC ส่องลงมายังพื้นโลกได้)
ซึ่งปกติแล้วการวัดค่า UV หรือความแรงของแดดจะวัดโดยใช้ดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลต หรือที่เรียกกันว่า UV Index
UV Index คืออะไร และวัดอย่างไร ?
ดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV index (UVI) ได้รับการพัฒนาขึ้นจากความพยายามระดับนานาชาติ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP), องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO), คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันรังสีที่ไม่ก่อให้เกิดไอออน (ICNIRP) และสำนักงานคุ้มครองรังสีแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี (BfS)
ซึ่ง UV index เป็นมาตรวัดระดับรังสี UV โดยที่ค่าของ UV index มีตั้งแต่ 0 ขึ้นไปถึง 11+ และยิ่งค่าสูงเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดความเสียหายต่อผิวหนังและดวงตามากขึ้นเท่านั้น รวมถึงยิ่งใช้เวลาน้อยลงในการเกิดอันตราย แต่ค่า UV index สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวัน โดยขึ้นอยู่กับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อย่าง ละติจูด (Latitude) และมุมของดวงอาทิตย์ ที่เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดค่า UV Index โดยพื้นที่ที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างเช่น อินโดนีเซีย, มัลดีฟส์, เอกวาดอร์, เคนยา หรือประเทศไทยเอง จะมีความเข้มข้นของรังสี UV สูงกว่าพื้นที่อื่นตลอดทั้งปี และจะสูงสุดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ตรงศีรษะ
ค่า UV index จะแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่
- 0-2 (สีเขียว) : ระดับความเสี่ยงต่ำ สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ แต่ก็ยังจำเป็นต้องป้องกันภัยจากแสงแดด เช่น สวมแว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง และทาครีมกันแดด
- 3-5 (สีเหลือง) : ระดับความเสี่ยงปานกลาง ควรหาที่ร่มในช่วงเวลาที่มีแดดจัด และสวมใส่เสื้อผ้าป้องกันเพื่อปกปิดผิวหนังที่สัมผัสกับแสงแดด
- 6-7 (สีส้ม) : ระดับความเสี่ยงสูง ในช่วงเวลานี้อาจเกิดการถูกแดดเผาและผิวหนังเสียหายได้ ควรลดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาที่มีแดดจัด และทาครีมกันแดด ใส่เสื้อผ้าป้องกัน และสวมแว่นกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
- 8-10 (สีแดง) : ระดับความเสี่ยงสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลากลางวัน ผิวสามารถไหม้ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงควรอยู่ภายในอาคารหากเป็นไปได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้ง แนะนำให้ใช้ทุกวิธีเพื่อป้องกันรังสี UV
- 11 ขึ้นไป (สีม่วง) : ระดับความเสี่ยงสูงจัด สามารถเกิดอันตรายได้อย่างรุนแรง จึงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีแสงแดดจัด หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ให้สวมใส่เสื้อผ้าที่ปกป้องผิว ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง และหลบแดดทุกครั้งที่เป็นไปได้
ดังนั้น UV index จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตือนผู้คนถึงความจำเป็นในการใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกันแสงแดด รวมถึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการสัมผัสรังสี UV มากเกินไป ซึ่งการส่งเสริมให้ผู้คนลดการสัมผัสแสงแดดจะสามารถลดผลกระทบต่อสุขภาพที่เป็นอันตรายและลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพได้อย่างมาก
รังสี UV ก่อให้เกิดมะเร็ง
หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินความร้ายกาจของรังสี UV มาบ้าง ว่าเป็นต้นตอของการเกิดมะเร็ง ซึ่งนั่นคือเรื่องจริง
เริ่มกันที่รังสี UVA ที่ปล่อยพลังงานน้อยที่สุด แต่สามารถทำให้ผิวแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย จุดด่างดำจากแสงแดด และยังเชื่อมโยงกับมะเร็งผิวหนังบางชนิดด้วย
ส่วนรังสี UVB ปล่อยพลังงานมากกว่ารังสี UVA เล็กน้อย แต่ทำลายดีเอ็นเอโดยตรง และเป็นสาเหตุของอาการไหม้แดด และมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับรังสี UV ส่วนใหญ่
สุดท้ายคือรังสี UVC ที่แม้จะปล่อยพลังงานมากกว่ารังสี UVA/UVB และส่วนใหญ่มักถูกกั้นไว้โดยชั้นโอโซนของโลก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม นอกจากแสงแดดแล้ว รังสี UVC ยังมาจากหัวเชื่อมโลหะและหลอดไฟฆ่าเชื้อ UV ได้อีก ซึ่งรังสี UVC อาจทำลายดีเอ็นเอของเซลล์ผิวหนัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้
ไม่ได้ทำร้ายแค่ผิวหนัง แต่รังสี UV ทำตาบอดได้ !
แม้ว่าผิวหนังบริเวณเปลือกตา จะเป็นบริเวณที่บางที่สุดในร่างกาย และรังสี UV ก็ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผิวหนังบริเวณนั้นได้ แต่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่ารังสี UV ทำร้ายเพียงแค่ผิวหนัง จนลืมคิดไปว่ารังสีชนิดนี้ ทำร้ายไปถึงอวัยวะสำคัญอย่างดวงตาของเราด้วย ซึ่งรังสีอัลตราไวโอเลตมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางดวงตาหลายชนิด เช่น
- ต้อลม (Pinguecula) : เกิดจากการสัมผัสแสงอัลตราไวโอเลตมากเกินไป (รวมถึงฝุ่น ลมร้อน ควัน และมลภาวะอื่น ๆ) ทำให้เกิดความผิดปกติของเนื้อเยื่อปกติบริเวณเยื่อบุตา ซึ่งเป็นเยื่อบาง ๆ ที่คลุมส่วนสีขาวของดวงตา ส่งผลให้เกิดการสะสมของโปรตีนและไขมันในเยื่อบุตา จนเกิดเป็นแผ่น หรือก้อนนูนสีเหลืองบริเวณตาขาว
- ต้อเนื้อ (Pterygium หรือ Surfer’s Eye) : มีทฤษฎีที่กล่าวว่าการเกิดต้อเนื้อนั้น เกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลต โดยเฉพาะรังสี UVB ซึ่งทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในยีน ส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตผิดปกติของเยื่อบุบริเวณขอบกระจกตา (ขอบตาดำ) โดยอาการที่พบมักเริ่มต้นจากไม่มีความผิดปกติ จนไปถึงอาการตาแห้ง และเริ่มเกิดแผ่นเนื้องอกเข้ามาในตา จนสังเกตความผิดปกติได้ ซึ่งอาจทำให้กระทบกับการมองเห็น ทำให้สายตาเอียง หรือพร่ามัว และมองไม่เห็นในที่สุด
- ต้อกระจก (Cataract) : แม้สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดต้อกระจกจะเกิดจากโปรตีนปกติในเลนส์เริ่มเสื่อมสภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เลนส์ขุ่นมัว และเป็นการเปลี่ยนแปลงตามปกติของดวงตาที่เริ่มเกิดขึ้นหลังอายุ 40 ปี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกที่ทำให้เกิดต้อกระจกได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ การใช้ยาบางชนิด การมีปัญหาสุขภาพอื่น อย่างเบาหวาน และอีกสาเหตุสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ การใช้เวลาอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน โดยไม่สวมแว่นกันแดดที่ปกป้องดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลต
- โรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related macular degeneration หรือ AMD) : เป็นภาวะผิดปกติของจอประสาทตาที่พบได้บ่อย โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี โรคนี้เกิดขึ้นเมื่อส่วนกลางของจอประสาทตา (Macula) เสื่อมสภาพ ทำให้การมองเห็นส่วนกลางพร่ามัว โดยการศึกษาบางชิ้นระบุว่าการสัมผัสรังสี UV เป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด AMD
- มะเร็งเปลือกตา อย่างเช่น มะเร็งเซลล์ฐาน (Basal cell carcinoma) และมะเร็งเซลล์สะเก็ด (Squamous cell carcinoma) : เนื่องจากเปลือกตามีผิวหนังที่บางที่สุดในร่างกาย จึงไวต่อความเสียหายจากแสงแดดและปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคนี้ แต่ทั้งนี้ยังไม่พบการเชื่อมโยงระหว่างการสัมผัสรังสี UV กับมะเร็งในตาชนิดอื่น ๆ
วิธีปกป้องดวงตาจากแสงแดด
แน่นอนว่าเมื่อฤดูร้อนมาถึงประชาชนคนไทยอย่างเรา ๆ ก็มักจะต้องเผชิญกับปัญหาด้านอุณหภูมิที่สูงขึ้นอยู่แล้ว หลายคนตระหนักถึงการป้องกันผิวจากแสงแดด ทั้งหาครีมกันแดดดี ๆ มาทา สวมหมวกป้องกัน หรือแม้แต่ลงทุนกับเสื้อกันยูวีคุณภาพดีสักตัว
แต่หลายคนมักหลงลืมการป้องกันดวงตาจากแสงแดดไปอย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่าแทบไม่อยู่ในความคิดเลย ทั้ง ๆ ที่ดวงตาคืออวัยวะสำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย หรือบางคนก็อาจจะตระหนักขึ้นมาได้ แต่ด้วยสังคมไทยที่ชอบพูดแซว หรือหยอกล้อกัน ว่าคนที่สวมแว่นกันแดดเป็นดาราหรือเปล่า หรือคนขายลอตเตอรี่กันแน่ (แม้จะดูบุลลี แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงในสังคมแน่นอน) ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะหยิบแว่นกันแดดออกมาใช้กันเท่าไหร่
อย่างไรก็ตาม คนที่อ่านบทความนี้มาจนถึงตรงนี้ น่าจะขนลุกกับอันตรายจากรังสี UV กันพอสมควรเลยล่ะ แม้ตอนนี้ดวงตาเราจะยังปกติ แต่ใครจะรู้ว่าถ้ายังละเลยการป้องกันดวงตาต่อไป อาจจะเจ็บป่วยได้โดยไม่รู้ตัว วันนี้เราเลยอยากจะพาทุกคนมาศึกษาวิธีปกป้องดวงตาของเราจากแสงแดดกัน
วิธีการปกป้องดวงตาจากแสงแดดมีหลายวิธีให้เลือกปฏิบัติกัน ซึ่งวิธีเหล่านี้สามารถทำได้ตลอดทุกวัน ทุกฤดู ไม่เฉพาะแค่ฤดูร้อนเท่านั้น (ก็แดดประเทศไทยมันแรงซะขนาดนี้อะนะ) โดยสามารถปกป้องดวงตาของเราจากความอันตรายของรังสี UV ได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- หลีกเลี่ยงการใช้เตียงอาบแดด หรือ Tanning Bed เนื่องจากเตียงอาบแดดก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อดวงตาและร่างกายเช่นเดียวกับรังสี UV กลางแจ้ง
- สวมหมวกป้องกัน โดยเฉพาะหมวกปีกกว้างจะดีที่สุด
- ห้ามมองดวงอาทิตย์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาปกติ หรือระหว่างการเกิดสุริยุปราคาก็ตาม เนื่องจากอาจทำลายจอประสาทตา และทำให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรงที่เรียกว่า ภาวะจอประสาทตาเสียหายจากแสงแดด (Solar Retinopathy)
- สวมแว่นกันแดดที่มีการป้องกันรังสี UV อย่างเพียงพอ
ถ้าคุณกำลังสงสัยว่า แล้วแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV อย่างเพียงพอต้องดูจากอะไร เลือกแบบไหน BT beartai รวบรวมมาให้แล้ว
วิธีการเลือกแว่นกันแดด
ขึ้นชื่อว่าแว่นกันแดด สิ่งที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นเลนส์ป้องกันรังสี UV แต่ก็อาจจะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อแว่นกันแดดอันใหม่ เราควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้ด้วย
- วัสดุเลนส์แว่นกันแดด ซึ่งจะมีทั้งแบบเลนส์แก้วและเลนส์พลาสติก โดยเลนส์แก้วจะทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีกว่าและให้ภาพที่คมชัดที่สุด แต่มักจะมีน้ำหนัก และยังไม่ทนต่อแรงกระแทกเท่าเลนส์พลาสติก ส่วนเลนส์พลาสติกจะมีน้ำหนักเบาและราคาถูกกว่าเลนส์แก้ว อีกทั้งเลนส์พลาสติกยังสามารถเคลือบเพิ่มเติมได้ง่ายเพื่อให้การมองเห็นคมชัดและสบายตา
- รูปทรงที่ใหญ่พอดี โค้งรับไปกับใบหน้า ซึ่งช่วยป้องกัน UV ที่เล็ดลอดเข้ามาทางด้านข้างได้ดีกว่าทรงแบน ๆ
- เลือกเลนส์ที่ป้องกันรังสี UV 100% เมื่อซื้อแว่นกันแดดให้มองหาป้ายหรือฉลากที่ระบุว่าป้องกันรังสี UV ทุกประเภทได้ 100% โดยบางฉลากอาจระบุว่า ดูดซับรังสี UV ได้ถึง 400 นาโนเมตร (มีสัญลักษณ์ UV400) ทั้งนี้เลนส์สีเข้มไม่ได้ป้องกันรังสี UV ได้ดีกว่าเสมอไป
- ลองแว่นก่อนซื้อ มองหาแว่นกันแดดที่มีเลนส์คุณภาพดีไว้ก่อน ซึ่งสามารถเช็กได้ โดยลองสวมแว่นแล้วมองไปยังสิ่งที่มีลวดลายสี่เหลี่ยมผืนผ้า เช่น พื้นกระเบื้อง หลังจากนั้นปิดตาข้างหนึ่งไว้ ค่อย ๆ ขยับแว่นตาไปมา ซ้าย-ขวา ขึ้น-ลง พร้อมกับมองผ่านเลนส์ หากเส้นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายังคงตรง แสดงว่าเลนส์มีคุณภาพดี หากเส้นเป็นคลื่นหรือหยัก (โดยเฉพาะตรงกลางเลนส์) ให้หาเลนส์ที่ดีกว่า
- เลือกแว่นกันแดดตามกิจกรรมและการใช้งาน เนื่องจากกิจกรรมที่อยู่ใกล้น้ำ หิมะ ทราย และพื้นผิวสะท้อนแสงอื่น ๆ จะเพิ่มการสัมผัสกับรังสี UV เลนส์โพลาไรซ์ (Polarized) จึงเหมาะสำหรับการลดแสงสะท้อนจากหิมะหรือน้ำ อย่างไรก็ตาม แม้เลนส์ชนิดนี้ช่วยลดแสงสะท้อน แต่ก็อาจจะไม่ใช่ทุกอันที่ป้องกันรังสี UV ได้ จึงควรมองหาเลนส์โพลาไรซ์ที่มีสารเคลือบป้องกันรังสี UV โดยตรวจสอบที่ฉลากของแว่นเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถป้องกันรังสี UV ได้สูงสุด
- แว่นกันแดดราคาแพงไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป แว่นกันแดดไม่จำเป็นต้องแพงถึงจะปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นแว่นกันแดดที่ระบุว่าป้องกันรังสี UV ได้ 100% จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าแว่นกันแดดราคาแพงที่ไม่มีการป้องกัน
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทุกคนอย่าลืมไปหามาใส่กันนะ แว่นกันแดดไม่ใช่แค่เพียงไอเทมเก๋ ๆ รับซัมเมอร์เท่านั้น แต่มันคืออุปกรณ์ถนอมดวงตาชั้นดีเลยล่ะ เพราะมันช่วยปกป้องตาของเราจากรังสี UV ที่สามารถทำให้เกิดอันตราย จนนำไปสู่โรคและสภาวะผิดปกติทางดวงตาอื่น ๆ อีกมากมาย และอาจทำลายการมองเห็นของเราไปอย่างถาวร รีบดูแลรักษาก่อนจะสายเกินไปนะ













