พายุลูกใหญ่ในโลกการค้ากำลังกลับมาอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศเริ่มการไต่สวนเพื่อเตรียมจัดเก็บภาษีนำเข้าครั้งใหม่ โดยเป้าหมายรอบนี้พุ่งเป้าไปที่ 16 ประเทศเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อของประเทศไทยรวมอยู่ด้วย
ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องรื้อแผนใหม่ ?
ชนวนเหตุสำคัญมาจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยศาลชี้ขาดว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจสั่งเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกแบบเหมารวมภายใต้กฎหมายฉุกเฉินอย่างที่เคยทำ แม้ทรัมป์จะพยายามแก้เกมด้วยการเซ็นคำสั่งเก็บภาษี 10% เป็นการชั่วคราว แต่นั่นก็มีอายุการใช้งานเพียง 150 วัน และจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้
ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่เข้มงวดกว่าเดิม นั่นคือ ‘มาตรา 301’ กฎหมายการค้าปี 2517 เพื่อใช้ไต่สวนพฤติกรรมการค้าของประเทศคู่ค้าว่ามีความไม่เป็นธรรมหรือไม่
ประเด็นหลักคือกำลังการผลิตที่ล้นเกิน
นายเจมีสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า การสอบสวนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ปัญหา ‘กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง’ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่า คู่ค้าหลายประเทศผลิตสินค้าออกมาจำนวนมหาศาลโดยไม่ได้อ้างอิงตามกลไกตลาดโลกจริง ๆ จนส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ยังเหมือนเดิม คือการปกป้องงานของคนอเมริกัน กรีเออร์กล่าว “เครื่องมืออาจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ถ้าจำเป็นต้องเก็บภาษีเพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรม เราก็พร้อมจะทำ”
ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ?
หลังจากนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นและจัดทำบทวิเคราะห์อย่างละเอียด หากผลออกมาว่ามีการค้าที่ไม่เป็นธรรมจริง สหรัฐฯ ก็จะประกาศมาตรการตอบโต้ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการเก็บภาษีศุลกากร หรือค่าธรรมเนียมบริการต่าง ๆ
16 ประเทศที่โดนเพ่งเล็งมีใครบ้าง ?
รายชื่อที่ถูกประกาศออกมาในรอบนี้ประกอบด้วย จีน, สหภาพยุโรป, เม็กซิโก, ญี่ปุ่น, อินเดีย, ไต้หวัน, เวียดนาม, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, กัมพูชา, บังกลาเทศ และไทย ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าในอนาคตอาจมีการขยายรายชื่อเพิ่มเติมอีกด้วย













