“ข้าวยากหมากแพง” สุภาษิตที่ถูกหยิบมาพูดถึงทุกยุคสมัย ยิ่งสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันเท่านั้นที่พุ่งสูงขึ้น แต่ข้าวของเครื่องใช้สินค้าอุปโภคบริโภคก็สูงตามไปด้วย
ที่สำคัญคือเวลาราคาขึ้นแล้วจะไม่ลดลง แม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปแล้วก็ตาม สร้างผลกระทบด้านค่าครองชีพระยะยาวที่สูงเกินกว่าประชาชนจะเอื้อมถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน
กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและภาคการเกษตร 3 ด้านหลัก คือ การกำกับดูแลราคา การจัดโครงการลดภาระค่าใช้จ่าย และการบริหารจัดการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยผ่อนความตึงเครียดทางการเงินไปได้บ้าง
จัดการเข้มงวดกับผู้เอาเปรียบผู้บริโภค
รัฐบาลจะเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือและบรรเทาความลำบากในภาวะการณ์เช่นนี้ โดยเริ่มจากการแก้ไขต้นเหตุของปัญหาจากผู้ฉกฉวยโอกาสขึ้นราคาไม่เป็นธรรม โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการกว่า 3,400 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเกินสมควร
ซึ่งพบผู้กระทำผิด 25 ราย ที่ส่วนใหญ่ไม่ติดป้ายแสดงราคา สำหรับการร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 มีเรื่องร้องเรียนกว่า 429 รายการ ซึ่งได้ดำเนินการลงโทษไปแล้ว 29 ราย และอยู่ระหว่างตรวจสอบต้นทุนเชิงลึกอีก 51 ราย เพื่อป้องกันการค้ากำไรเกินควร
มาตรการลดค่าครองชีพ “ไทยช่วยไทย” และ “ธงฟ้า”
เพื่อบรรเทาภาระรายจ่ายให้ประชาชน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับภาคเอกชนเปิดตัวโครงการใหญ่ในเดือนเมษายน 2569
โครงการไทยช่วยไทย นำสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 1,000 รายการ ลดราคาสินค้าอุปโภคสูงสุด 50% เช่น สบู่ ผงซักฟอก และของใช้คงทนที่ใช้งานได้นาน เช่น ตู้เย็น โทรทัศน์ เสื้อผ้า และสินค้าบริโภคสูงสุด 25% ของกิน ของใช้ หรือสิ่งของที่ผู้บริโภคซื้อไปใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิตโดยตรง เป็นเวลา 2 เดือน (เมษายน-พฤษภาคม 2026) เริ่ม 1 เมษายนนี้ ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ แม็คโคร, โลตัส, ท็อปส์ และ Go Wholesale
โครงการธงฟ้า ราคาประหยัด ขยายจุดจำหน่ายกว่า 500 จุดทั่วประเทศ พร้อมรถโมบายเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล โดยเริ่มปูพรมที่จังหวัดปราจีนบุรีและตราด นอกจากนี้ยังช่วยร้านเล็กด้วยการสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษ เพื่อชะลอการปรับราคาอาหารปรุงสำเร็จ
ช่วยเหลือเกษตรกรผ่าน “ปุ๋ยธงเขียวพลัส”
เพิ่มสิทธิประโยชน์ในโครงการช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยปรับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือดังนี้
- ส่วนลดเดิม 200 บาทต่อกระสอบ (จำกัด 5 กระสอบ) รวม 1,000 บาท
- สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม อีก 200 บาทสำหรับเกษตรกรตามเงื่อนไข และคูปองซื้อปุ๋ยอินทรีย์อีก 200 บาท
- รวมความช่วยเหลือสูงสุด 1,400 บาทต่อราย โดยจะเริ่มคิกออฟที่จังหวัดกำแพงเพชรในปลายเดือนเมษายน และตั้งเป้ากระจายปุ๋ยราคาถูกรวม 1 ล้านกระสอบใน 50 จังหวัด
เร่งแก้ปัญหาด้านการส่งออก
ปัญหาโลจิสติกส์เป็นอีกประเด็นใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในเส้นทางเดินเรือ โดยเบื้องต้นกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งแก้ไขปัญหาไว้ โดยเร่งประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อนำเรือขนส่งวัตถุดิบของไทยที่ติดค้างบริเวณช่องแคบฮอร์มุซออกมาให้ได้โดยเร็ว พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา เพื่อทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบและรักษามูลค่าการส่งออกของไทย
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการที่รัฐวางแผนมาเพื่อช่วยคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและจัดโปรโมชันลดค่าครองชีพ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตโลก ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่าไม่ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เตรียมคัมแบ็ก “คนละครึ่งพลัส” เฟสใหม่หลังแถลงนโยบายทันที คาดจะสามารถใช้หลังสงกรานต์นี้













