ภาพจำของ ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson) เขานอกจากจะเป็น “ราชาเพลงป็อป” ผู้สร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีแล้ว ภายใต้หมวกใบเก่งและถุงมือเพชรข้างเดียวนั้น ไมเคิลคือ “นักฝัน” ที่มีจินตนาการกว้างไกลกว่าขอบเขตของเสียงดนตรี เขามีความหลงใหลในโลกของเวทมนตร์ เทพนิยาย และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ สะท้อนออกมาผ่านคฤหาสน์ Neverland ของเขา
แต่มีหนึ่งความฝันที่ว้าวที่สุด และเกือบจะเป็นความจริง คือการที่เขาอยากจะสวมชุดรัดรูปสีแดงน้ำเงิน ยิงใยแมงมุมโหนไปตามตึกระฟ้าในฐานะ สไปเดอร์แมน !

ทำไม ไมเคิล แจ็กสัน ถึงอยากเป็น ‘สไปเดอร์แมน’ ?
ย้อนกลับไปในช่วงยุค 90s ความคลั่งไคล้ในตัวละคร ปีเตอร์ พาร์เกอร์ (Peter Parker) ของไมเคิลไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เขาไม่ได้แค่อยากดูหนัง แต่เขา “อยากเป็น” ตัวละครนี้จริง ๆ สาเหตุสำคัญคือไมเคิลรู้สึกเชื่อมโยงกับชีวิตของปีเตอร์ พาร์เกอร์ อย่างลึกซึ้ง
ในสายตาของไมเคิล สไปเดอร์แมนคือตัวแทนของคนที่ถูกสังคมมองข้าม เป็นเด็กหนุ่มที่ดูธรรมดาแต่มีพลังวิเศษซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งคล้ายกับชีวิตของเขาที่ต้องแบกรับความกดดันและการถูกจับจ้องจากคนทั้งโลกมาตั้งแต่เด็ก
ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ไมเคิลมีแนวคิดที่มาก่อนกาล เขาเคยเปรยว่าอยากจะเป็นสไปเดอร์แมนเวอร์ชันผิวดำ ซึ่งในยุคนั้นแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนเชื้อชาติตัวละครหลักเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ลองคิดดูว่าเขาคิดเรื่องนี้ก่อนที่จะมี ไมล์ส โมราเลส (Miles Morales) เกิดขึ้นในฉบับคอมิกหลายสิบปี

แผนการซื้อ Marvel เพื่อสานฝัน
ในช่วงกลางยุค 90s Marvel Comics กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักถึงขั้นถูกฟ้องล้มละลาย ไมเคิลได้ใช้กำลังที่เขามี ทั้งทรัพย์สินและบารมีเพื่อเริ่มเจรจาขอซื้อกิจการ Marvel ทั้งหมด
ป๋าสแตน ลี (Stan Lee) แห่ง Marvel เคยให้สัมภาษณ์ยืนยันเรื่องนี้ว่า ไมเคิลติดต่อเขามาจริง ๆ เพื่อปรึกษาเรื่องการซื้อบริษัท สแตน ลี เล่าว่าไมเคิลเชื่อมั่นว่าวิธีเดียวที่เขาจะได้บทสไปเดอร์แมนมาครอบครอง คือการ “ซื้อบริษัท” ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นเสียเลย นอกจากนี้เขายังเคยคุยกับ ปีเตอร์ คูเนโอ (Peter Cuneo) อดีต CEO ของ Marvel เกี่ยวกับการควบรวมกิจการอีกด้วย

ความหลงใหลของไมเคิลไม่ได้หยุดแค่สไปเดอร์แมน เขายังเคยไปแคสต์บท โปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ ในภาพยนตร์ X-Men (ปี 2000) ของผู้กำกับ ไบรอัน ซิงเกอร์ (Bryan Singer) ด้วย โดยเขาให้เหตุผลว่า “ผมเข้าใจความรู้สึกของการเป็นคนนอก”
หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าไมเคิลซื้อ Marvel ได้จริง ผลจะเป็นแบบไหน ? สแตน ลี เคยให้ความเห็นว่า “ผมคิดว่าไมเคิลคงจะทำออกมาได้ดีทีเดียว เขาเป็นคนที่มีหัวทางธุรกิจที่เฉียบแหลมมาก” แต่แผนการนี้ล้มเหลวไปเพราะบอร์ดบริหารของ Marvel ในขณะนั้นมีความกังวลเกี่ยวกับการให้ศิลปินเพลงมาบริหารอาณาจักรคอมิก และปัจจัยอื่น อย่างเรื่องการตกลงราคาและอำนาจในการบริหาร และท้ายที่สุด Marvel ก็ถูกขายให้กับบริษัทอื่น และลงเอยที่ Disney ในเวลาต่อมา
เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไมเคิล แจ็กสัน ไม่ได้เป็นเพียงสุดยอดศิลปิน แต่เขามีวิชันในการมองเห็นคุณค่าของ IP (Intellectual Property) หรือทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคซูเปอร์ฮีโรครองเมืองอย่างในปัจจุบัน หากวันนั้นดีลนี้เกิดขึ้นจริง เราอาจจะได้เห็นจักรวาล Marvel เวอร์ชัน Musical หรือไม่ก็มี Theme Song จินตนาการสุดล้ำในแบบฉบับของ King of Pop ไปแล้วก็ได้













